วันแห่งความรัก
14 กุมภาพันธ์ 2010, 3:27 am
เรื่องราวความรักถูกพูดถึงกันมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่พรรณาออกมาในน้ำเสียงแห่งความทุกข์ แต่ผู้คนก็ยังยินดีจะรักและพูดถึงความรักกันต่อไป ทั้งจากการวินิจฉัยอาการจากปราชญ์ของฝรั่ง หรือถ่ายทอดประสบการณ์จาก ฝ่ายไทย แต่ก็ราวกับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะอยู่กับความรักโดยไม่เจ็บปวดได้
ในทางพุทธก็มีอาจารย์พูดถึงความรักด้วยเช่นกัน ในหนังสือเล่มหนึ่งของของท่าน นัท ฮันห์ ชื่อรักแท้ การฝึกปฏิบัติเพื่อหัวใจที่เบิกบาน ได้กล่าวถึงแง่มุมความรักจากวิถึธรรมของท่าน
ในขณะที่คนทั่วๆ ไปมักเน้นถึงความรักในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ท่านนัท ฮันห์กลับย้ำไปในส่วนที่ว่าความรักคือ ความเข้าใจ และ ความสามารถ ที่จะมอบความเบิกบานและความสุขให้กับคนที่ตนรักได้ ดังนั้น ความรักจึงเป็นความสามารถ ฝึกฝนได้ และต้องมีความสุข
แต่ในส่วนความทุกข์ มีอยู่บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ชื่อบท หลักการแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสอง ท่านนัท ฮันห์กลับให้เรามองความทุกข์ในแง่มุมที่ต่างออกไป
ไม่มีการสู้รบระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ จะมีก็แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่พี่ใหญ่มอบให้แก่น้องเล็ก ในการภาวนาแบบพุทธ เราศึกษาการปฏิบัติในวิถีของการไม่แบ่งแยก ของเสียต่างๆ จากจิตสำนึกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห่งความกรุณา ความรัก และความสุขศานติได้เสมอ จิตสำนึกของเราคือสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ในตัวเรามีทั้งของเสียและดอกไม้อยู่เสมอ คนสวนที่คุ้นเคยกับการทำสวนโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มักตั้งตาคอยเก็บของเสียเป็นประจำ เพราะเขารู้วิธีแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปุ๋ย แล้วแปรเปลี่ยนปุ๋ยนั้นให้กลายเป็นดอกไม้และพืชผักต่างๆ ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณความเจ็บปวด ขอบคุณความทุกข์ของเธอ เพราะเธอต้องพึ่งพาอาศัยมัน
เธอควรเรียนรู้ศิลปะในการแปรเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้ ลองมองดูดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม และบริสุทธิ์ หากมองอย่างลึกซึ้ง เธอย่อมสามารถเห็นปุ๋ยในดอกไม้นั้น ด้วยการภาวนาเธอย่อมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เสมอ ถ้าเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาก็คงต้องคอยอีกสิบวันถึงจะสามารถเห็นเช่นนี้ได้ เมื่อเธอมองกองขยะอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาของผู้ปฏิบัติภาวนา เธอจะเห็นผักกาดหอม มะเขือเทศ และดอกไม้ นี่เองคือสิ่งที่คนสวนเห็น เมื่อเขามองที่กองขยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่โยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยการฝึกฝนเพียงเล็กน้อย เธอก็สามารถแปรเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นปุ๋ย และสามารถเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้
เช่นเดียวกันกับจิตปรุงแต่งต่างๆ ของเรา ซึ่งมีทั้งดอกไม้อย่างความศรัทธา ความหวัง และความรัก และที่นั่นก็มีของเสียอย่างความกลัวและความเจ็บปวดอยู่ด้วย ดอกไม้กำลังกลายเป็นขยะ และขยะก็กำลังกลายเป็นดอกไม้ นี่คือหลักแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสองในพุทธศาสนา นั่นคือไม่มีอะไรที่เราต้องโยนทิ้ง หากไม่เคยเป็นทุกข์ เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้จักความสุข หากไม่เคยรู้จักความหิว เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้ถึงความเบิกบานของการรับประทานอาหารในทุกๆ วัน ดังนั้น ความเจ็บปวดและความทุกข์เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความเข้าใจและความสุขของเรา ฉะนั้น จงอย่ากล่าวเลยว่า เธอไม่อยากรู้จักความทุกข์หรือความเจ็บปวดใดๆ อย่ากล่าวว่า เธอต้องการรู้จักแต่ความสุขเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราต่างรู้ดีว่า ความทุกข์ช่วยให้เราเกิดความเข้าใจ ความทุกข์ช่วยบ่มเพราะความกรุณา ด้วยเหตุผลนี้เอง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างยิ่ง เธอจึงต้องรู้วิธีที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ เธอต้องรู้วิธีใช้ประโยชน์จากความทุกข์ เพื่อเธอจะได้เก็บเกี่ยวพลังแห่งความกรุณา ความรัก และความเข้าใจ
ในวาระวันแห่งความรัก ที่มีผู้คนทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยชาจากเจ้าความรักตามแต่ประสบการณ์ที่ต่างกัน การพินิจความรู้สึกของตนตามวิธีของท่านนัท ฮันห์คงมีความน่าสนใจอยู่บ้างนะครับ
[top]คำประทับใจ
26 ธันวาคม 2009, 12:23 am
On the Waterfront (1958, Elia Kazan) บทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg
Charlie: Look, kid, I – how much you weigh, son? When you weighed one hundred and sixty-eight pounds you were beautiful. You coulda been another Billy Conn, and that skunk we got you for a manager, he brought you along too fast.
Terry: It wasn’t him, Charley, it was you. Remember that night in the Garden you came down to my dressing room and you said, “Kid, this ain’t your night. We’re going for the price on Wilson.” You remember that? “This ain’t your night”! My night! I coulda taken Wilson apart! So what happens? He gets the title shot outdoors on the ballpark and what do I get? A one-way ticket to Palooka-ville! You was my brother, Charley, you shoulda looked out for me a little bit. You shoulda taken care of me just a little bit so I wouldn’t have to take them dives for the short-end money.
Charlie: Oh I had some bets down for you. You saw some money.
Terry: You don’t understand. I coulda had class. I coulda been a contender. I coulda been somebody, instead of a bum, which is what I am, let’s face it. It was you, Charley.
ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เคยต้องเดินตามเส้นทางที่บางครั้งเลือกเองไม่ได้ บางครั้งก็เลือกไปด้วยความอ่อนเยาว์ไร้ประสบการณ์ เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่เลือกไปนั้นมันมีคุณค่า ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบันนี้พอดู บางทีก็นึกเสียใจอยู่บ้างเหมือนกัน บทโต้ตอบข้างต้นในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงความคับแค้นใจลักษณะนั้น เทอร์รี่ มัลลอยนึกถึงโอกาสที่ครั้งหนึ่งเขาได้รับเพื่อจะขึ้นชกชิงตำแหน่ง และเขาเสียสละมันไป ฉากที่เขาพูดบทสนทนานี้คือตอนที่พี่ของเขา (ชาร์ลีย์) ได้มาขอให้เขาเลือกทำบางสิ่งบางอย่างอีกครั้ง
The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น สำนวนแปลของปราบดา หยุ่น
มนุษย์ผู้ยังไม่เติบโตทางความคิดคือผู้ที่ต้องการพลีชีพอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่ออะไรสักอย่าง ในขณะที่มนุษย์ผู้เจริญแล้วคือผู้ที่ต้องการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพื่อสิ่งเดียวกันนั้น
ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังจะเผชิญกับช่วงตกต่ำอะไรสักอย่าง แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นความตกต่ำประเภทไหน….มันอาจจะเป็นความตกต่ำประเภทที่ทำให้เธอไปนั่งอยู่ในบาร์ตอนอายุสามสิบ เกลียดชังทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยทีท่าว่าเขาเคยเล่นฟุตบอลสมัยอยู่มหาวิทยาลัย หรือไม่อย่างนั้น เธอก็อาจจะได้รับการศึกษามากพอที่จะเกลียดชังคนที่พูดว่า ‘มันเป็นความลับระหว่างเขากับฉัน’ หรือเธออาจจะไปจบลงในออฟฟิสของธุรกิจอะไรสักอย่าง นั่งปาคลิปหนีบกระดาษใส่คนจดชวเลข ฉันไม่รู้ แต่เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกบ้างไหม
อ่านแล้วเหมือนจะมองเห็นตัวเองในบางอารมณ์ ตอนนี้เราไม่น่ากราดเกรี้ยวอะไรแบบนั้นแล้วนะ ตามเรื่องในขณะนั้นตัวเอกอายุสิบหก ครูของตัวเอกในนิยายกำลังเปรยถึงอนาคตที่เป็นไปได้แบบหนึ่งของตัวเอกเมื่ออายุสามสิบ อ่านแล้วบางทีก็เยียบเย็นในใจเหมือนกันนะเนี่ย
Crime and Punnishment อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์
ผู้ปกครอง ที่แท้จริงทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำลายเมืองตูลง สังหารหมู่ในปารีส ทิ้งกองทัพไว้ในอียิปต์ สูญเสีย ทหารครึ่งล้านในการรบที่มอสโคว์ แล้วหนีไปอยู่ที่เมืองวิลน่า พอตายลงประชาชนก็สร้างอนุสาวรีย์ให้
ประโยคนี้ตัวเอกในนิยายพาดพิงถึงนโปเลียน ตอนแรกที่อ่านไม่สู้เข้าใจอารมณ์เบื้องลึกของเขานัก เวลาผ่านไปๆ นั่นแหละจึงพอจะสัมผัสได้บ้าง
ช่วงนี้ เหมือนได้ปะทะกับอดีตของตัวเองอย่างจัง หลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอมมาจนทุกวันนี้ ก็ยังดีที่พอเข้าใจอะไรได้บ้าง ถึงจะสายไปมากก็เถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสายเกินไปหรือเปล่า
[top]คริสต์มาสอีฟกับเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ
24 ธันวาคม 2009, 2:27 pm
เด็กหญิงขายไม้ขีด (ซึ่งในยุโรปยุคนั้นคือขอทานจำแลง) ซุกตัวแนบผนังตึกเพื่อหลบความหนาวเยือก และหิมะที่โปรยปรายมาไม่ขาดสาย วันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้สักมัดเดียว จึงไม่กล้ากลับบ้านที่หนาวเยือกพอๆ กัน เพราะกลัวพ่อจะตี
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจุดไม้ขีดไฟกับผนังตึกเพื่อรับความอุ่นจากเปลวไฟสักชั่วครู่ พลันที่แสงไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้ขีด เธอก็ได้เห็นเตาผิงทองแดงสวยงามที่แผ่ความอุ่นไปทั่วร่าง เธอยื่นมือที่เกือบแข็งออกรับไออุ่น แล้วกำลังจะยืดขาที่ปราศจากรองเท้าออกไปรับไออุ่นบ้าง พลันแสงไฟจากไม้ขีดก็ดับลงพร้อมกับภาพเตาผิงทองแดงที่หายวับไป
เธอจุดไม้ขีดก้านที่สอง แสงของมันที่กระทบกำแพงทำให้กำแพงโปร่งในเหมือนม่านบางๆ เธอมองเห็นโต๊ะอาหารที่มีห่านย่างวางอยู่บนจานกระเบื้อง มีขนมนมเนยเพียบพร้อม ห่านย่างซึ่งมีมีดและซ่อมปักอกอยู่นั้น กระโดดลงจากโต๊ะแล้วกำลังกระเสือกกระสนมาหาเธอ แต่ไฟก็ไหม้ไม้ขีดจนสิ้นก้าน แสงไฟดับลงและทุกอย่างก็หายวับไปพร้อมกัน
ไม้ขีดก้านที่สาม ทำให้เธอเห็นต้นคริสต์มาสใหญ่ที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงาม มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ ห้อยอยู่ตามกิ่ง เธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจับตุ๊กตาแสนสวยนั้น พลันแสงไม้ขีดก็ดับลงและความหนาวเยือกกลับมาโบยกระหน่ำตัวเธอใหม่
เธอจุดไม้ขีดอีกก้านหนึ่ง พลันเธอก็เห็นย่าผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนเดียวในชีวิตที่รักและเอ็นดูเธอ แต่คราวนี้ย่าแต่งกายงดงาม ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏในชีวิตจริง เด็กหญิงตัวน้อยร้องขอให้ย่าพาเธอไปด้วย แล้วจุดไม้ขีดต่อเนื่องเพราะกลัวว่าย่าจะหายไปเหมือนอะไรดีๆ ที่ได้หายไปพร้อมกับแสงไฟ ย่าอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วพาเธอล่องลอยจากไป
วันรุ่งขึ้น ฝูงชนมองศพเด็กหญิงขายไม้ขีดที่ซอกตึกแห่งนั้น บางคนพูดว่าเธอคงจุดไม้ขีดเพื่อสู้กับความหนาว โถน่าเวทนาเสียจริง
บรรยากาศคริสต์มาสอีฟนับตั้งแต่สมัยของดิกเกนส์เป็นต้นมา คงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขดังที่เขาจินตนาการไว้ใน A Christmas Carol นะครับ แต่คริสต์มาสในแบบอื่นๆ อย่างเช่นในนิทาน เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ก็คงมีอยู่ และจับใจคนทั้งโลกไม่แพ้กัน (แต่ตามเรื่องจริงๆ แล้วเหมือนจะเป็นคืนปีใหม่ ไม่ใช่คริสต์มาส)
ความหนาว ความยากจน กัดกินผู้คนจำนวนมหาศาลเสมอมา
คริสต์มาสปีนี้ในไทยไม่หนาว และเช่นเดียวกับที่คงไม่มีใครหนาวตายในเมืองไทย แต่แม้เมืองไทยจะห่างไกลจากอังกฤษและเดนมาร์ก รวมทั้งยุคสมัยแวดล้อมก็คงต่างกันมากกับเวลาของดิกเก้นส์และแอนเดอร์สัน ถึงอย่างไร ความยากจนนั้นก็คงมีอยู่จริง หากเรารำลึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่กว้างออกไปในคริสต์มาสได้ คริสต์มาสคงมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ
สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ
หมายเหตุ: เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ที่นำมาแปะนี้ เป็นการนำมาเล่าใหม่โดยอ. นิธิ เอียวศรีวงศ์
เพลง The Little Drummer Boy ในคลิปนี้เพราะดีครับ
[top]“ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง”
28 พฤศจิกายน 2009, 3:38 pm
ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างฤดี
ใจเราตรงกัน วิญญาณสัมพันธ์ เพราะวนาลี
เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอยฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย
พอรู้ตัว ก็รักเธอ เต็มดวงใจ
ยอดพิสมัย ยอดรักอาลัยโอ้จอมขวัญชีวี
หลายๆ ท่านอาจจะเคยฟังเพลงนี้ตั้งแต่รุ่นเก่ามากๆ ของหม่อมถนัดศรี หรือจากน้ำเสียงสุดหวานของพี่อ๊อด คีรีบูนในวงรวมดาวตอนเด็กๆ ไม่ก็จากละครหลังข่าวตอนก่อนนู้น สมัยหมิวลลิตายังสาวพริ้ง เนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ช่างหวานชวนเคลิบเคลิ้ม เปี่ยมด้วยอารมณ์ชวนฝันแบบที่คุ้นเคย อาจด้วยเหตุนี้ เพลงนี้จึงเดินทางมาตามเส้นทางรสนิยมสาธารณ์แบบไทยๆ ตลอดมา
หลายๆ ท่านอาจจะตั้งแง่กับอภิชาติพงศ์และหนังของเขา อย่างไรก็ดี อภิชาติพงศ์ก็คงเติบโตมากับรสนิยมแบบนี้กระมัง หนังของเขาจึงอุดมไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทั้งลุ่มหลงหรือเหยียดหยาม แต่มองมันด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี
ฉากร้อง วนาสวาท ในหนัง สัตว์ประหลาด! ของเขานั้น หวานชวนฝันที่สุดที่เคยฟังมา แต่ขณะเดียวกันก็ดูปลอมที่สุดจนใครๆ ก็สัมผัสได้ไม่ยาก
เขามิได้ปฏิเสธความหวาน แต่ก็มิได้ลุ่มหลงจนมองไม่เห็นความปลอม กระทั่งนำความปลอมนั้นมาให้คนดูสัมผัสไปในความหวานเอาด้วยซ้ำ เป็นส่วนผสมที่ประหลาดดีจริง
ในวาระที่หนังของเขาได้รับการยกย่องเชิดชูในช่วงผลัดทศวรรษ ร่วมรำลึกความปลอมที่แสนหวานในบรรยากาศเช่นนี้ คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว
หมายเหตุ: ข่าวหนังของอภิชาติพงศ์ในมติชน
- ภาพยนตร์ไทย “แสงศตวรรษ” ได้รับเลือกเป็นหนังเยี่ยมสุดในทศวรรษ โดยศูนย์จัดฉายภาพยนตร์โตรอนโต
- สื่ออเมริกัน-อังกฤษจัดภาพยนตร์แห่งทศวรรษ หนังไทยของ “อภิชาติพงศ์” ติดอันดับอีกแล้ว
- หนังไทย “แสงศตวรรษ” ยังแรงไม่เลิก ล่าสุดติดภาพยนตร์เยี่ยมแห่งทศวรรษของนิตยสารมะกัน
“Some things are best left unsaid”
28 พฤศจิกายน 2009, 2:06 pm
I have no idea to this day what those two Italian ladies were singing about. Truth is, I don’t want to know. Some things are best left unsaid. I’d like to think they were singing about something so beautiful, it can’t be expressed in words, and makes your heart ache because of it. I tell you, those voices soared higher and farther than anybody in a gray place dares to dream. It was like some beautiful bird flapped into our drab little cage and made those walls dissolve away, and for the briefest of moments, every last man in Shawshank felt free.
เคยดูครั้งแรกตอนยังเรียนอยู่เลย คิดถึงจัง
หมายเหตุ: เพลงในหนังคือตอนหนึ่งในอุปรากร The Marriage of Figaro ของโมซาร์ต
[top]
