คำประทับใจ

26 ธันวาคม 2009, 12:23 am

On the Waterfront (1958, Elia Kazan) บทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg

Charlie: Look, kid, I – how much you weigh, son? When you weighed one hundred and sixty-eight pounds you were beautiful. You coulda been another Billy Conn, and that skunk we got you for a manager, he brought you along too fast.

Terry: It wasn’t him, Charley, it was you. Remember that night in the Garden you came down to my dressing room and you said, “Kid, this ain’t your night. We’re going for the price on Wilson.” You remember that? “This ain’t your night”! My night! I coulda taken Wilson apart! So what happens? He gets the title shot outdoors on the ballpark and what do I get? A one-way ticket to Palooka-ville! You was my brother, Charley, you shoulda looked out for me a little bit. You shoulda taken care of me just a little bit so I wouldn’t have to take them dives for the short-end money.

Charlie: Oh I had some bets down for you. You saw some money.

Terry: You don’t understand. I coulda had class. I coulda been a contender. I coulda been somebody, instead of a bum, which is what I am, let’s face it. It was you, Charley.

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เคยต้องเดินตามเส้นทางที่บางครั้งเลือกเองไม่ได้ บางครั้งก็เลือกไปด้วยความอ่อนเยาว์ไร้ประสบการณ์ เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่เลือกไปนั้นมันมีคุณค่า ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบันนี้พอดู บางทีก็นึกเสียใจอยู่บ้างเหมือนกัน บทโต้ตอบข้างต้นในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงความคับแค้นใจลักษณะนั้น เทอร์รี่ มัลลอยนึกถึงโอกาสที่ครั้งหนึ่งเขาได้รับเพื่อจะขึ้นชกชิงตำแหน่ง และเขาเสียสละมันไป ฉากที่เขาพูดบทสนทนานี้คือตอนที่พี่ของเขา (ชาร์ลีย์) ได้มาขอให้เขาเลือกทำบางสิ่งบางอย่างอีกครั้ง

The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น สำนวนแปลของปราบดา หยุ่น

มนุษย์ผู้ยังไม่เติบโตทางความคิดคือผู้ที่ต้องการพลีชีพอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่ออะไรสักอย่าง ในขณะที่มนุษย์ผู้เจริญแล้วคือผู้ที่ต้องการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพื่อสิ่งเดียวกันนั้น

ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังจะเผชิญกับช่วงตกต่ำอะไรสักอย่าง แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นความตกต่ำประเภทไหน….มันอาจจะเป็นความตกต่ำประเภทที่ทำให้เธอไปนั่งอยู่ในบาร์ตอนอายุสามสิบ เกลียดชังทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยทีท่าว่าเขาเคยเล่นฟุตบอลสมัยอยู่มหาวิทยาลัย หรือไม่อย่างนั้น เธอก็อาจจะได้รับการศึกษามากพอที่จะเกลียดชังคนที่พูดว่า ‘มันเป็นความลับระหว่างเขากับฉัน’ หรือเธออาจจะไปจบลงในออฟฟิสของธุรกิจอะไรสักอย่าง นั่งปาคลิปหนีบกระดาษใส่คนจดชวเลข ฉันไม่รู้ แต่เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกบ้างไหม

อ่านแล้วเหมือนจะมองเห็นตัวเองในบางอารมณ์ ตอนนี้เราไม่น่ากราดเกรี้ยวอะไรแบบนั้นแล้วนะ ตามเรื่องในขณะนั้นตัวเอกอายุสิบหก ครูของตัวเอกในนิยายกำลังเปรยถึงอนาคตที่เป็นไปได้แบบหนึ่งของตัวเอกเมื่ออายุสามสิบ อ่านแล้วบางทีก็เยียบเย็นในใจเหมือนกันนะเนี่ย

Crime and Punnishment อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์

ผู้ปกครอง ที่แท้จริงทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำลายเมืองตูลง สังหารหมู่ในปารีส ทิ้งกองทัพไว้ในอียิปต์ สูญเสีย ทหารครึ่งล้านในการรบที่มอสโคว์ แล้วหนีไปอยู่ที่เมืองวิลน่า พอตายลงประชาชนก็สร้างอนุสาวรีย์ให้

ประโยคนี้ตัวเอกในนิยายพาดพิงถึงนโปเลียน ตอนแรกที่อ่านไม่สู้เข้าใจอารมณ์เบื้องลึกของเขานัก เวลาผ่านไปๆ นั่นแหละจึงพอจะสัมผัสได้บ้าง

ช่วงนี้ เหมือนได้ปะทะกับอดีตของตัวเองอย่างจัง หลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอมมาจนทุกวันนี้ ก็ยังดีที่พอเข้าใจอะไรได้บ้าง ถึงจะสายไปมากก็เถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสายเกินไปหรือเปล่า

[top]

คริสต์มาสอีฟกับเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

24 ธันวาคม 2009, 2:27 pm

The Little Match Girl

The Little Match Girl ที่มาของภาพ:วิกิพีเดีย

เด็กหญิงขายไม้ขีด (ซึ่งในยุโรปยุคนั้นคือขอทานจำแลง) ซุกตัวแนบผนังตึกเพื่อหลบความหนาวเยือก และหิมะที่โปรยปรายมาไม่ขาดสาย วันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้สักมัดเดียว จึงไม่กล้ากลับบ้านที่หนาวเยือกพอๆ กัน เพราะกลัวพ่อจะตี

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจุดไม้ขีดไฟกับผนังตึกเพื่อรับความอุ่นจากเปลวไฟสักชั่วครู่ พลันที่แสงไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้ขีด เธอก็ได้เห็นเตาผิงทองแดงสวยงามที่แผ่ความอุ่นไปทั่วร่าง เธอยื่นมือที่เกือบแข็งออกรับไออุ่น แล้วกำลังจะยืดขาที่ปราศจากรองเท้าออกไปรับไออุ่นบ้าง พลันแสงไฟจากไม้ขีดก็ดับลงพร้อมกับภาพเตาผิงทองแดงที่หายวับไป

เธอจุดไม้ขีดก้านที่สอง แสงของมันที่กระทบกำแพงทำให้กำแพงโปร่งในเหมือนม่านบางๆ เธอมองเห็นโต๊ะอาหารที่มีห่านย่างวางอยู่บนจานกระเบื้อง มีขนมนมเนยเพียบพร้อม ห่านย่างซึ่งมีมีดและซ่อมปักอกอยู่นั้น กระโดดลงจากโต๊ะแล้วกำลังกระเสือกกระสนมาหาเธอ แต่ไฟก็ไหม้ไม้ขีดจนสิ้นก้าน แสงไฟดับลงและทุกอย่างก็หายวับไปพร้อมกัน

ไม้ขีดก้านที่สาม ทำให้เธอเห็นต้นคริสต์มาสใหญ่ที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงาม มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ ห้อยอยู่ตามกิ่ง เธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจับตุ๊กตาแสนสวยนั้น พลันแสงไม้ขีดก็ดับลงและความหนาวเยือกกลับมาโบยกระหน่ำตัวเธอใหม่

เธอจุดไม้ขีดอีกก้านหนึ่ง พลันเธอก็เห็นย่าผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนเดียวในชีวิตที่รักและเอ็นดูเธอ แต่คราวนี้ย่าแต่งกายงดงาม ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏในชีวิตจริง เด็กหญิงตัวน้อยร้องขอให้ย่าพาเธอไปด้วย แล้วจุดไม้ขีดต่อเนื่องเพราะกลัวว่าย่าจะหายไปเหมือนอะไรดีๆ ที่ได้หายไปพร้อมกับแสงไฟ ย่าอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วพาเธอล่องลอยจากไป

วันรุ่งขึ้น ฝูงชนมองศพเด็กหญิงขายไม้ขีดที่ซอกตึกแห่งนั้น บางคนพูดว่าเธอคงจุดไม้ขีดเพื่อสู้กับความหนาว โถน่าเวทนาเสียจริง

บรรยากาศคริสต์มาสอีฟนับตั้งแต่สมัยของดิกเกนส์เป็นต้นมา คงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขดังที่เขาจินตนาการไว้ใน A Christmas Carol นะครับ แต่คริสต์มาสในแบบอื่นๆ อย่างเช่นในนิทาน เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ก็คงมีอยู่ และจับใจคนทั้งโลกไม่แพ้กัน (แต่ตามเรื่องจริงๆ แล้วเหมือนจะเป็นคืนปีใหม่ ไม่ใช่คริสต์มาส)

ความหนาว ความยากจน กัดกินผู้คนจำนวนมหาศาลเสมอมา

คริสต์มาสปีนี้ในไทยไม่หนาว และเช่นเดียวกับที่คงไม่มีใครหนาวตายในเมืองไทย แต่แม้เมืองไทยจะห่างไกลจากอังกฤษและเดนมาร์ก รวมทั้งยุคสมัยแวดล้อมก็คงต่างกันมากกับเวลาของดิกเก้นส์และแอนเดอร์สัน ถึงอย่างไร ความยากจนนั้นก็คงมีอยู่จริง หากเรารำลึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่กว้างออกไปในคริสต์มาสได้ คริสต์มาสคงมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ

สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ

หมายเหตุ: เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ที่นำมาแปะนี้ เป็นการนำมาเล่าใหม่โดยอ. นิธิ เอียวศรีวงศ์

เพลง The Little Drummer Boy ในคลิปนี้เพราะดีครับ

[top]

“ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง”

28 พฤศจิกายน 2009, 3:38 pm

ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างฤดี
ใจเราตรงกัน วิญญาณสัมพันธ์ เพราะวนาลี
เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย

ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย
พอรู้ตัว ก็รักเธอ เต็มดวงใจ
ยอดพิสมัย ยอดรักอาลัยโอ้จอมขวัญชีวี

หลายๆ ท่านอาจจะเคยฟังเพลงนี้ตั้งแต่รุ่นเก่ามากๆ ของหม่อมถนัดศรี หรือจากน้ำเสียงสุดหวานของพี่อ๊อด คีรีบูนในวงรวมดาวตอนเด็กๆ ไม่ก็จากละครหลังข่าวตอนก่อนนู้น สมัยหมิวลลิตายังสาวพริ้ง เนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ช่างหวานชวนเคลิบเคลิ้ม เปี่ยมด้วยอารมณ์ชวนฝันแบบที่คุ้นเคย อาจด้วยเหตุนี้ เพลงนี้จึงเดินทางมาตามเส้นทางรสนิยมสาธารณ์แบบไทยๆ ตลอดมา

หลายๆ ท่านอาจจะตั้งแง่กับอภิชาติพงศ์และหนังของเขา อย่างไรก็ดี อภิชาติพงศ์ก็คงเติบโตมากับรสนิยมแบบนี้กระมัง หนังของเขาจึงอุดมไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทั้งลุ่มหลงหรือเหยียดหยาม แต่มองมันด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี

ฉากร้อง วนาสวาท ในหนัง สัตว์ประหลาด! ของเขานั้น หวานชวนฝันที่สุดที่เคยฟังมา แต่ขณะเดียวกันก็ดูปลอมที่สุดจนใครๆ ก็สัมผัสได้ไม่ยาก

เขามิได้ปฏิเสธความหวาน แต่ก็มิได้ลุ่มหลงจนมองไม่เห็นความปลอม กระทั่งนำความปลอมนั้นมาให้คนดูสัมผัสไปในความหวานเอาด้วยซ้ำ เป็นส่วนผสมที่ประหลาดดีจริง

ในวาระที่หนังของเขาได้รับการยกย่องเชิดชูในช่วงผลัดทศวรรษ ร่วมรำลึกความปลอมที่แสนหวานในบรรยากาศเช่นนี้ คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว

หมายเหตุ: ข่าวหนังของอภิชาติพงศ์ในมติชน

[top]

“Some things are best left unsaid”

28 พฤศจิกายน 2009, 2:06 pm

I have no idea to this day what those two Italian ladies were singing about. Truth is, I don’t want to know. Some things are best left unsaid. I’d like to think they were singing about something so beautiful, it can’t be expressed in words, and makes your heart ache because of it. I tell you, those voices soared higher and farther than anybody in a gray place dares to dream. It was like some beautiful bird flapped into our drab little cage and made those walls dissolve away, and for the briefest of moments, every last man in Shawshank felt free.

เคยดูครั้งแรกตอนยังเรียนอยู่เลย คิดถึงจัง

หมายเหตุ: เพลงในหนังคือตอนหนึ่งในอุปรากร The Marriage of Figaro ของโมซาร์ต

[top]

“คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน”

23 ตุลาคม 2009, 2:15 am

ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.

ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.

อย่างไรก็ตาม การตอบ “เกินโจทย์” ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ “ผิดโจทย์” นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ “ทะลุกลางปล้อง” ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง

ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า “ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน” ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ “ลงตัว” กับจิตสำนึกของสังคม

บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน “จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

เขาหยิบยกเอา “ความขี้เกียจ” มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก ต้องมีทัศนะเชิดชูความขยันเสียก่อน ความคิดเรื่องคอร์รัปชันหรือการต่อต้านคอร์รัปชันจึงจะเกิดขึ้นได้ จากพงศาวดารในอินโดนีเซีย ซึ่งแอนเดอร์สันอ้่างว่าไม่มีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ขยันหรือแม้แต่ซื่อตรง เขาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงว่า ในสังคมศักดินา ราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์เอง การคอร์รัปชันหรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของตนเองจึงเป็นไปไม่ได้ และในเมื่อบุญบารมีต่างหากที่ทำให้คนก้าวขึ้นสู่สถานภาพและความเจริญทางสังคม กษัตริย์จึงไม่จำเป็นต้อง “มืิออาชีพ” หรือมีความเชี่ยวชาญอย่างพิเศษในการทำงาน ไม่จำเป็นต้อง “ทรงงาน” ด้วยซ้ำไป ด้วยลีลาแบบกระโดดข้ามไปมาทั้งทวีป ศตวรรษ และรากฐานการผลิต แอนเดอร์สันกวาดเอาตัวอย่างต่างๆ จากทั้งในอังกฤษยุควิกตอเรียและเอเชียในยุคศักดินา ทั้งนี้เพื่อเสนอต่อไปว่า คอร์รัปชันจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เฉพาะในสังคมที่มี “พื้นที่สาธารณะ” ซึ่งหมายถึงทั้งเวทีการเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถถูกจับมา “ส่องมอง” หรือตรวจสอบได้ และในวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเท่านั้นที่จะมีพื้นที่แบบนี้

เมื่อมาถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันก็ชี้ว่า กำเนิดของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในยุโรปตรงกันกับกำเนิดของการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ เช่นผลงานคลาสสิคของ Daumier จากฝรั่งเศสและ Grosz จากเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในเรื่องคอร์รัปชัน วัฒนธรรมศักดินาไม่มีความคิดเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะ กษัตริย์ซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะ ไม่เคยต้องตกอยู่ภายใต้สายตาหรือการตรวจสอบของใคร ตราบจนในยุควิคตอเรีย เมื่อวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเริ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเสียก่อน สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษจึงเริ่มถูกวิจารณ์ว่า “ขี้เกียจ” การถูกจับตามองนั้น อาจจะสำคัญกว่าการควบคุมด้วยกฎหมายเสียอีก เพราะเมื่อหันมายกตัวอย่างจากปัจจุบัน แอนเดอร์สันเห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ถูกลดสถานะลงทางกฎหมาย แต่แม้จะทรงอยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนได้

จะเห็นได้ว่า ในแง่หนึ่ง แอนเดอร์สันมองการคอร์รัปชันเป็นอาการ “เช้าชามเย็นชาม” เขามุ่งวิจารณ์สื่งที่เรียกกันว่า bureaucracy และพิจารณาเฉพาะความแตกต่างระหว่างคอร์รัปชันในสังคมสองยุค แต่ที่สำคัญคือทัศนะของเขาเป็นมุมมองแบบมุมกว้าง การก้าวออกจากยุคศักดินา เข้าสู่ทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ และกรอบของจริยธรรมแบบนายทุนกระฎุมพีนั้น หลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดคอร์รัปชัน พูดง่ายๆ ว่าคอร์รัปชันเป็นเพียง “ราคา” ของความเป็นสมัยใหม่ และหากยังนับถือความขยัน หรือการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริยธรรมขั้นสูง คอร์รัปชันก็จะอยู่กับเราต่อไป และต้องยอมรับว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร – We’re in this together.

ในดีไซน์ คัลเจอร์เล่ม 2 ตอนนึงกล่าวถึงนิทรรศการ ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน The Art of Corruption ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้ (สบร.) คุณประชาได้เก็บความปาฐกถาของอ. เบน แอนเดอร์สันในงานนี้มาอย่างน่าสนใจ

ในเมืองไทย เราเน้นคำว่าคอร์รัปชันเป็นด้านตรงข้ามของ “ความซื่อสัตย์” เราจึงได้ยินคำโฆษณาอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” จนหูชา

ผมชอบเนื้อหาในดีไซน์ คัลเจอร์ส่วนนี้มาก เพราะอย่างน้อย ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ที่รักการตั้งคำถามอยู่สักหน่อย คงจะมีบ้างที่ตะหงิดใจกับการลดทอนคุณค่าและจริยธรรมให้แคบชันจนเหลือเพียงคำขวัญอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” และหากจริยธรรมแบบ ขยัน-ขี้เกียจสามารถเป็นกรอบจริยธรรมของคอร์รัปชันได้เช่นกัน บางทีเราอาจจะเปิดมุมมองคอร์รัปชันได้กว้างขึ้นก็เป็นได้

คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน

ในระยะนี้ อาจเพราะความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดและแลเห็นเจ้า “คอร์รััปชัน” แบบนี้ในระยะประชิดที่สุด และได้ตระหนักอย่างเห็นจริงเห็นจังว่ามันทำร้ายและกัดกินผู้คนได้อย่างน่าตระหนกและแอบแฝงแค่ไหน จริงอยู่ว่าในโลกธุรกิจ ระบบคุณค่าก็คือมูลค่าของผลตอบแทน แต่หากเรามีโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานเลยล่ะ?

เราคงร้องโวยวายเสียงดังเมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อต่อเรา แต่หากเมื่อจับพลัดจับผลู เราได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เราได้ประโยชน์นั้นแล้ว คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้านทานความเย้ายวนใจของการได้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เราจะสามารถคงสายตามองเห็นโครงสร้างแบบนี้ได้ต่อไปหรือไม่?

สังคมแบบนี้แบบนี้น่ากลัวทีเดียว

[top]
  • หน้า 1 จากทั้งหมด 7
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • >