ปีที่แล้ว 2554
4 มกราคม 2012, 1:45 am
ไม่ได้อัพบล็อกมาหลายเดือน ปีนี้คงต้องกลับมาบันทึกอะไรเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว เพราะไปรับปากคนเค้าไว้ด้วยว่าจะหาเวลามาเขียน ก็น่าจะเริ่มต้นที่ช่วงปีใหม่นี้อ่ะนะ – -”
ปีที่แล้วได้ใช้เวลาในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกับต้องเข้าสำนักงานแบบคนทั่วไปในบางงานเอาเสียด้วย ส่งผลให้แย่งเวลาในการหาความบันเทิงใจส่วนตัว (แบบที่เคยใช้เวลาส่วนใหญ่ก่อนหน้าไปในทางนี้เสียมาก) ซึ่งผลจากการห่างเหินเพื่อใช้เวลาในสำนักงาน ทำให้ช่วงนึงรู้สึกว่าสภาพจิตใจตกต่ำเอาพอควรเลยทีเดียว
แต่ครั้นลองตรวจสอบยอดเงินในธนาคารดู ก็รู้สึกว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ปฏิเสธได้ยากนั่นแหละ อยากได้เงิน อยากจะใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ ก็คงต้องเลือกแบ่งเวลาและข้อจำกัดเอา
ปีที่ผ่านมามีเรื่องที่รู้สึกดีอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน
เข้าไปช่วยในบริษัทดิจิตัลเอเยนซี่
งานที่ต้องเข้าสำนักงานคืองานนี้แหละ คือ บริษัทสามย่าน ที่เค้าเปิดตัวในปีนี้ ถึงแม้จะเข้าไปช่วยแบบห่างๆ แต่ก็รู้สึกได้ว่าทีมเค้าดีนะ คนฝีมือดี เอาการเอางาน ให้ความสำคัญกับกำหนดเวลาและการวางแผนแบบมืออาชีพ
ถึงแม้วิธีคิดหลายๆ อย่างต้องการการทำความเข้าใจกันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็เป็นทีมที่มีศักยภาพสูงในสายงานของเค้า
ที่ดีมากคือทำให้มีเงินในบัญชีช่วงปลายปีแบบตกใจเล็กน้อย (เพราะปรกติไม่ค่อยมีเงินเก็บได้เท่าไหร่) ไม่น่าเล่า เพื่อนๆ ที่จบจากที่เรียนด้วยกันมา และมุ่งมั่นจะวิ่งไปในเส้นทางนี้อย่างเต็มกำลัง ถึงได้มีความมั่นคงและออกดอกออกผลในช่วงนี้กันอย่างเต็มที่
ถ้าไม่มีช่วงน้ำท่วมปลายปีอาจสบายกว่านี้เรื่องเงินมากเลย
ช่วยงานเว็บไซต์สื่อใหม่สองเจ้า
ถ้ามองว่าหลังจากจบมา ก็ทำงานด้านอินเทอร์เน็ตมาตลอด และบางช่วงก็ไปทำงานด้านไอทีให้องค์กรด้านสื่ออยู่แล้วด้วย ก็น่าจะถือได้ว่างานนี้ตรงความชอบและมีประสบการณ์อยู่พอสมควร ปีนี้ได้เข้าไปช่วยเว็บ สยามอินเทลลิเจนซ์ และ ไทยพับลิก้า ในช่วงเติบโตของเว็บแรก และช่วงเริ่มต้นตั้งตัวของเว็บหลัง
งานกับสยามอินเทลลิเจนซ์เป็นงานต่อเนื่องจากปีก่อนโน้น (2553) มองย้อนไปในเวลานี้ ช่วงตอนพยายามลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางด้วยกันแบบ DIY นั้น ถือเป็นช่วงน่าตื่นเต้นจริงๆ ตั้งแต่ร่วมกับทีมลองเพื่อลองผลักดันและหาแนวทางของบทความแบบที่ไม่เคยทำ ไปจนถึงช่วงเลือกตั้งที่คนเข้าเว็บแบบถล่มทลายอย่างไม่คาดหมาย (เพราะเวิร์ดเพรซช่วย) จนรวบยอดมาเป็นบทความหลังเลือกตั้งที่ออกมาแบบถูกที่ถูกจังหวะ ส่งผลกระทบในวงกว้างกว่าที่คาดเอาไว้
เป็นช่วงสนุกสนานจริงๆ เวลาเห็นอะไรมันเข้าเป้า (แบบกึ่งโชคดึ่งฝีมืออ่ะนะ)
ส่วนของไทยพับลิก้านั้นไปช่วยด้านเทคนิคอย่างเดียว เพราะที่นี่เป็นอีกแนวทางนึง จากสายพี่นักข่าวที่มาจากสื่อมวลชนตามระบบ (สื่อสิ่งพิมพ์) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานและต้นทุนทางสังคมพรักพร้อมแล้ว ครั้นเปลี่ยนมาเป็นข่าวบนเว็บ วิธีคิด ทรัพยากร และแนวทางของเค้านั้นก็ยังชัดเจน
การช่วยที่ไทยพับลิก้าทำให้ได้โอกาสได้ไปดูงานที่มาเลเซียกับพี่นักข่าว และต้องยอมรับนับถือฝีมือและความกล้าของสำนักข่าวมาเลเซีย Malaysiakini เค้า

คุณเปรม มาเลเซียกินี่
จัดงานเสวนา
เนื่องจากได้ไปแวะเวียนเยี่ยมชมตามงานเสวนาที่โน่นที่นี่หลายที่อยู่เหมือนกัน เมื่อมีโอกาสทำงานกับไทย เน็ตติเซ่นและสยามอินเทลลิเจนซ์ เลยลองเสนอจัดงานเสวนาให้เค้าดูบ้าง ซึ่งแต่แรกนึกว่าแค่เสนอความคิดไปก็คงพอ ไปๆ มาๆ ต้องลงมาลุยเอง เหนื่อยดีแท้
แต่คิดว่างานออกมาน่าพอใจนะ คนมาร่วมฟังก็เยอะ ได้รู้ได้ฟังคนเก่งๆ หลายคนเหมือนกัน

งานเสวนาที่ร้านก็องดิด
น่าเสียดายที่ช่วงต่อมา ด้วยความจำกัดด้านเวลา ทำให้ไม่มีโอกาสมาสานต่อ ทั้งในแง่ความคิดหรือด้านความสัมพันธ์กับคนที่ได้รู้จักกันเพราะงานนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็น่าประทับใจ
ก็เป็นไปได้ตามข้อจำกัดล่ะนะ
ลงเรียนคอร์สเกี่ยวกับศิลปะคอร์สแรก
เพราะได้เงินจากการทำงานในสำนักงานมากช่วงต้นปี (เมื่อเปรียบช่วงก่อน) ช่วงปลายปีเลยไปลงเรียน วิชาเกี่ยวกับศิลปะ ดู
ก็เพิ่งจะรู้ว่าเค้ามีหลักวิชาทางปรัชญากันแบบเป็นระบบอ่ะนะ รู้ได้เลยว่าที่ผ่านมาซึ่งไม่เคยเรียนอะไรพวกนี้นี่เป็นการคิดแบบมั่วมางูๆ ปลาๆ ตลอดมาแน่ๆ
งานนี้น่าจะป็นความประทับใจสูงสุดในรอบปีเลย เวลาเรียนกับคนเก่งๆ มันช่วยอะไรได้มากกว่าการทู่ซี้อ่านเอาเองเยอะมาก คอร์สนี้ทดแทนการห่างเหินจากการหาความบันเทิงใจในช่วงต้นถึงกลางปีได้เลย หลังจากนี้ เวลาดูหนังฟังเพลง หรือได้เห็นได้ฟังสิ่งที่ผ่านหูผ่านตา จะไม่สามารถมองหรือรับรู้อะไรแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว และการเขียนถึงหนังที่ได้ดู ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เท่าไหร่แล้วเช่นกัน – -”
และส่งผลต่อเนื่อง อารมณ์ค้างไปถึงข้อถัดไป
น้ำท่วม ไปเชียงใหม่ ตะลุยฟังเสวนา
ช่วงที่คนกรุงเทพฯ ตื่นตระหนกกับข่าวน้ำท่วม และลุ้นกันอย่างถึงอารมณ์ว่ามันจะท่วมหรือไม่ท่วม ช่วงนั้นได้โอกาสไปช่วยเค้าทำเว็บให้ร้านหนังสือ Book Re:public ที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านหนังสือของกลุ่มปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวกลุ่มนึงเค้ามารวมกันเปิดพื้นที่จัดงานเสวนาให้นักวิชาการท่านต่างๆ รวมทั้งจัดเป็นร้านขายหนังสือด้วย ครั้นได้ฤกษ์เปิดตัว จึงได้ไปเชียงใหม่ฟังงานเสวนาที่เขาจัด
แผนเดิมคืออยากจะหลบความโกลาหลและพลังด้านลบของคนกรุงเทพที่ปลดปล่อยกันออกมาอย่างสยดสยอง ยังนึกในใจว่าหากน้ำท่วมก็ถือโอกาสเที่ยวเชียงใหม่ไปด้วยในตัวก็น่าจะดี
แล้วบ้านก็น้ำท่วมจริงๆ ไม่ใช่ท่วมธรรมดา แต่ท่วมหนัก (แถมนานเกินกว่าคิดไว้มาก) ทุกอย่างจึงโกลาหลตามประสา
แต่นอกไปจากความโกลาหลจากที่บ้านแล้ว การมาอยู่เชียงใหม่ช่วงนั้นน่าประทับใจจริงๆ มีทั้งที่ทำงานแบบชิลชิล มีงานเสวนาความรู้ชวนฟัง มีร้านหมูสะเต๊ะที่น้องคนขายสวยยังกะนางฟ้า และอากาศก็ดีมากๆ
เมื่อถึงคราต้องกลับมากรุงเทพ ด้วยความที่อินกับบรรยากาศ และเพิ่งผ่านคอร์สเรียนแนววิธิคิดด้านศิลปะ จึงยังติดพัน พยายามไปฟังงานเสวนาที่เชียงใหม่เกือบทุกอาทิตย์
คนจัดเค้าเก่งมากจริงๆ งานเสวนาที่เคยจัดเองแค่สองงานที่เล่าถึงข้างต้น เสร็จงานแล้วประทับใจแค่ไหนก็ยังเหนื่อยเกินกว่าที่จะอยากเข้าไปยุ่งหรือผลักดันงานอื่นต่อ แต่ร้านนี้เค้าจัดกันเกือบทุกสัปดาห์ ไม่ทราบว่าเอาพลังมาจากไหนเหมือนกัน

บรรยากาศที่ร้านบุ๊ครีพับลิก
แต่แน่นอน ด้วยความชิล และเค้าก็ยุ่งกันมาก เว็บเลยไม่เสร็จซะที – -”
สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน
หวังว่าคงได้พบกันได้บ่อยกว่าเดิม
[top]A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ
3 มีนาคม 2011, 4:03 am

A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ
A RIPE VOLCANO คือภาพอุปมากรุงเทพมหานคร ยามกลายเป็นสถานที่แห่งการระเบิดทางอารมณ์ ผ่านการจำลองสังเวียนแห่งการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและมโนคติ ด้วยการย้อนไปเยือนโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในบริบทซึ่งเคยเป็นสถานที่บูชายัญของอำนาจเผด็จการ และสนามมวยราชดำเนิน ในส่วนเสี้ยวเวลาของการเผชิญกับนักล่าดึกดำบรรพ์ สัตว์ป่าในร่างของมนุษย์ แววตาที่หิวกระหาย และรสหวานล้ำของโลหิตแดงฉานจากกายของผู้พลาดพลั้งใจกลากรุงเทพมหานคร จึงดูจะไม่ต่างจากป่าดงพงไพรมืดทึบของกาลเวลา มันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวที่มิเคยได้รับการเยียวยาและพลังอำนาจที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ปะทุปะทั่งความกราดเกรี้ยวเดือดดาลของมันอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด
คำอธิบายงาน A Ripe Volcano ภูเขาไฟพิโรธ
งาน A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ) เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (วีดีโอ) และ ยาสุฮิโร่ โมรินากะ (เสียง) ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ งานชุดนี้จัดแสดงในห้องมืดพื้นที่กว้างขวาง ทำให้อารมณ์ขณะดูมีส่วนคล้ายคลึงการดูหนังไม่น้อย แต่การจัดฉายเป็นจอคู่แสดงภาพร้อมๆ กันไป และสถานที่จัดก็เอื้อต่องานด้านเสียงได้ดีมาก
จากคำอธิบายตัวงานข้างต้น น่าจะช่วยแนะแนวทางได้บ้าง ผมจำรายละเอียดและลำดับของภาพคู่ทุกภาพไม่ได้นะครับ เท่าที่จำได้ ภาพในจอด้านขวาและด้านซ้ายจะบันทึกเหตุการณ์สถานที่เดียวกัน และหลายๆ ภาพก็น่าจะเป็นเวลาเดียวกันด้วย ส่วนบางภาพอาจจะเป็นคนละเวลา แต่ก็จะมีความเชื่อมโยงทางเหตุการณ์ในเชิงคล้ายคลึงกันอยู่ ภาพที่แสดงในจอทั้งคู่มีส่วนล้อกันทั้งระยะภาพและมุมมองไปตั้งแต่ต้นจนจบ
ผมชอบการไหลของอารมณ์และความหมายภาพในช่วงต่างๆ มากครับ จากตอนเริ่มต้นที่เป็นเพียงภาพไอจาก ภูเขาไฟ ค่อยๆ แปรมาเป็นภาพสถานที่ใน โรงแรม ที่ดูนิ่งเนิบ หากแต่มีเงาเคลื่อนแฝงอยู่ที่พื้นหลังเป็นระยะๆ
จากเงาเคลื่อนไหวค่อยกลายมาเป็นภาพจับต้องได้ขององคาพยพมนุษย์ และเริ่มเคลื่อนไหวแบบจะแจ้งขึ้นจนเป็นกิจกรรมของมนุษย์ ต่อเนื่องไปสู่การปะทุทางอารมณ์ใน สนามมวย และทวีความน่าตื่นตาขึ้นเมื่อภาพกลายไปเป็นคลื่นมหาชนใน สนามกีฬา
ในท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวนี้คงอยู่ แต่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของมนุษย์อีกแล้ว แต่เปลี่ยนรูปเป็นการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะทำงานของวัตถุเครื่องมือ ภาพสุดท้ายเป็นภาพเป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าที่ บันทึกความทรงจำ
งานด้านเสียงก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ บางครั้งคล้ายเสียงธรรมชาติ แต่ส่วนมากเป็นเสียงสังเคราะห์ขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือสถานที่ในช่วงแรกนั้น ดูจะระบุได้ไม่ยาก (อย่างน้อยก็ตามคำอธิบายนิทรรศการว่าคือ โรงแรมรัตนโกสินทร์ และ สนามมวยราชดำเนิน) แต่ในภาพช่วงท้าย ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสถานที่สาธารณะที่รู้จักกันดี ซึ่งนิทรรศการก็ไม่ได้บอกไว้
นิทรรศการไม่ได้อำพรางความหมายการเชื่อมโยงปัจจุบันและอดึตของบางเหตุการณ์ในกรุงเทพ ภาพกิจกรรมประจำวันที่ดูแสนสามัญธรรมดา อาทิภาพเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติงาน มวลชนที่มาชุมนุมกันในสนามกีฬา ผู้คนระเบิดอารมณ์ระหว่างเชียร์มวย ภาพเหล่านี้ อารมณ์เหล่านี้ ในบางจังหวะและบริบท สามารถปะทุขึ้นมาจนเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายทางการเมืองที่เราๆ ท่านๆ เคยได้อ่านหรือฟังมา
นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงตัวดำรงอยู่ในห้วงปัจจุบันขณะ ในภาพชีวิตประจำวันที่แสนปรกติคุ้นเคย
ในสมัยหลังจากช่วงความชุลมุนวุ่นวายทางการเมืองของกรุงเทพปีหลังๆ นี้ นิทรรศการนี้น่าสนใจมากนะครับ
[top]งาน A Ripe Volcano (ภูเขาไฟพิโรธ) เป็นนิทรรศการวิดีโอและเสียงจัดวางของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ (วีดีโอ) และ ยาสุฮิโร่ โมรินากะ (เสียง) จัดแสดงตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 6 มีนาคม 2554 ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
Blue Valentine ความลวงของอารมณ์รัก
20 กุมภาพันธ์ 2011, 8:57 pm

Blue Valentine ภาพยามคู่รักยังหวานชื่น
หนังเรื่องนี้เพื่อนๆ ที่นับถือกล่าวขวัญถึงกันมาก และโด่งดังในเทศกาลหนังระดับนานาชาติเอาเลยทีเดียว แม้ความโด่งดังส่วนหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจคนดูบางกลุ่มอาจจะมาจากฉากเพศสัมพันธ์ที่โจ่งแจ้ง และประเด็นเรื่องเรทหนังที่ออกจะอื้อฉาว แต่ตัวหนังเองมีเรื่องราวน่าสนใจมากอยู่ในตัว
หนังเอ็กซเรย์ อารมณ์รัก และ การดำเนินไปของความสัมพันธ์ ได้อย่างน่าทึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกเร้ารึงอ่อนโยนยามหวาน และความชืดชาแหนงหน่ายยามจืดจาง โดยไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยดูแคลนแม้แต่น้อย
ขณะที่หนังบางเรื่องที่สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ มีท่าทีสั่งสอนผู้คนหรือเย้ยหยันแกมขบขันยามคู่รักจีบกัน บ้างก็ว่าเลื่อนลอย หรือดูจอมปลอม ครั้นพอถึงช่วงชืดชาต่อกัน ก็ว่านี่แหละโฉมหน้าที่แท้จริงของความรักหรือชีวิตคู่
แต่ Blue Valentine กลับไม่มีท่าทีเยอะเย้ยเช่นนั้น ในตอนหวานกัน เราจะสัมผัสแง่มุมอ่อนโยนน่ารักได้ จริงๆ ครั้นพอชืดชา ก็ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมดชวนใจหาย จริงๆ
พระเอกนางเอกไม่ได้ละเลยต่อกัน หรือเบื่อหน่ายจนคร้านที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาใจใส่ ตรงกันข้าม ทั้งคู่พยายามเต็มที่แล้วที่จะรักษาประคับประคองความสัมพันธ์ให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งการเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ สามีที่ให้เวลาและเป็นพ่อที่ดี
ในจุดที่เกือบเข้่าสู่วิกฤตของความสัมพันธ์ หนุ่มสาวพยามยามต่ออายุชีวิตคู่ของตนด้วยการหาเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน และไปลงเอยที่โมเต็ลแห่งหนึ่ง ทั้งสองพยายามนำเพลงที่มีความหมายครั้งก่อน ที่เคยเป็นความหลังบันดาลใจ กลับมาใช้เพื่อดึงเอาโมงยามช่วงอ่อนหวานกลับคืนมา แต่ก็ปราศจากผล ราวกับบางสิ่งบางอย่างมันสูญไปแล้ว หรือหล่นหายไประหว่างทาง ไม่ว่าทั้งคู่จะชะแง้หาความอ่อนโยนที่หายไปนั้นอย่างไร จะอาศัยของที่ระลึกจากความทรงจำแสนหวาน เงาอันสวยงามจากอดีตก็ไม่สามารถประคองความว่างเปล่าในปัจจุบันให้ผ่านไปได้ ไม่ว่าจะทางบทเพลงหรือเพศสัมพันธ์ก็แล้วแต่
ถ้าเช่นนั้น ปัญหาความสัมพันธ์คู่นี้มีที่มาจากไหน?
How do you trust your feelings when they can just disappear like that
หนังได้แย้มปูมหลังของพระเอกนางเอกว่าต่างก็มาจากครอบครัวที่มีปัญหา นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังต่างกันทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิตและสังคม แต่ปัญหาใจกลางหลัก น่าจะเป็นการสับสนและทึกทักเอาว่า อารมณ์รัก และ ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์ เป็นสิ่งเดียวกัน
หนังตัดสลับประกอบเรื่องราวทั้งสองช่วงเวลายามแรกรักและยามปัญหา ให้ภาพเชิงเปรียบเทียบเพื่อเล่าเรื่องและนำพาอารมณ์พระเอกนางเอกมาให้เห็นแง่มุมตลอดทั้งเรื่อง ในคำพูดของตัวละครที่แย้มออกมาเป็นระยะๆ เราจะพบกับคำพูดที่น่าสนใจ เช่นของพระเอก ตอนก่อนจะได้พบนางเอก และคุยกับเพื่อนเรื่องความรัก
I feel like men are more romantic than women. When we get married we marry, like, one girl, ’cause we’re resistant the whole way until we meet one girl and we think I’d be an idiot if I didn’t marry this girl she’s so great. But it seems like girls get to a place where they just kinda pick the best option… ‘Oh he’s got a good job.’ I mean they spend their whole life looking for Prince Charming and then they marry the guy who’s got a good job and is gonna stick around.
ในคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าในทรรศนะของพระเอกดูมีความสับสนอยู่ในทีระหว่าง ความโรแมนติค การแต่งงาน และ ชีวิตการงานดี
กับอีกตอนหนึ่งที่แสนชัดเจน ในช่วงความสัมพันธ์ของเขากับนางเอกเริ่มมีปัญหากันแล้ว
I didn’t want to be somebody’s husband and I didn’t want to be somebody’s dad, that wasn’t my goal in life. But somehow it was. I work so I can do that.
อารมณ์รักที่พวยพุ่งและโหยหากันจนมิอาจแยกจากได้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และการเติมความหวานด้วยอารมณ์รักท่วมท้นล้นปรี่ก็สามารถช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ผ่านเรื่องราวอุปสรรคนานาในเบื้องแรกมาได้ แต่อามรณ์รักที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมมีวันเหือดหายมอดลง ในช่วงที่มันดับลงแล้ว ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์นั้นเองที่จะรับช่วงต่อเพื่อให้คู่รักดำเนินต่อไปได้
ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต
หนังเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากกว่าการพยายามเล่าเรื่องหรือการสร้างความเข้มข้นด้วยบทสนทนา และทำได้น่าตื่นเต้น ในแต่ละฉาก แต่ละตอนส่งผ่านอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วขณะทั้งสุขทั้งเศร้า แฝงไว้ทั้งความมุ่งหวังลึกๆ และความใฝ่ฝันของตัวละครได้อย่างดี
ลองดูฉากน่ารักที่แสดงความหวานชื่นยามแรกรักของทั้งคู่ได้ในคลิปนี้ของ youtube ครับ
หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต
[top]“สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก”
6 กุมภาพันธ์ 2011, 9:15 pm
ผมเคยอ่านจดหมายฉบับนึงจากผู้รักวรรณกรรม เขียนเล่าความประทับใจต่อรายการโทรทัศน์ในอิตาลีที่โรแบร์โต เบนีญญีเป็นผู้ดำเนินรายการเดี่ยว ซึ่งในรายการได้พูดถึงบทกวีของดันเต้ เขียนส่งมาถึงสนามหลวง
ผมชอบจดหมายฉบับนี้มาก และตอนนี้ยิ่งนึกถึง คิดว่าเข้ากับบรรยากาศดีจังครับ
(ตัดแปะจากคอลัมน์ “สิงห์สนามหลวง” หลายปีก่อนครับ)

Henry Holiday - First Meeting of Dante and Beatrice (ที่มา: วิกิพีเดีย)
นันธวรรณ์ : อิตาลี
ถ – จากแดนไกล ถึง สิงห์สนามหลวง
จดหมายฉบับนี้ไม่มีคำถาม เพียงอยากเล่าเรื่องสู่กันฟัง (สิงห์ฯอ่านนิยายเรื่อง Vivir para Contarla หรือ อยู่เพื่อเล่า ของ Marquez หรือยัง เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในอิตาลีตอนนี้)
เมื่อค่ำวานนี้ RAI UNO ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของรัฐบาลอิตาลีได้ถ่ายทอดรายการพิเศษ ชื่อ L’ultimo del paradiso หรือ เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ที่พิเศษคือรายการนี้ดำเนินรายการ (หรือจะเรียกว่า ‘ฉายเดี่ยว’ ก็ได้ ) โดย Roberto Benigni นักแสดงตลกผู้สร้างและแสดงหนังเรื่อง La vita e bella (Life is beautiful) และ Pinocchio รายการ เพลงบทสุดท้ายบนสวรรค์ นี้กินเวลาสองชั่วโมงเต็ม และที่สำคัญ ไม่มีโฆษณา
ในรายการ เบนีญญีจะมาพูดถึงตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของกวีนิพนธ์ La divina commedia หรือ The Divine Comedy ของ Dante Alighieri ( Firenze 1265-Ravenna 1321) กวีเอกชาวฟลอเรนซ์และบิดาแห่งภาษาอิตาลี ด้วยว่าภาพลักษณ์ของเบนีญญีคือนักแสดงตลก ไม่ใช่กวี บรรยากาศของรายการจึงแตกต่างจากงานอ่านบทกวีโดยทั่วไป เปิดฉากด้วยวงออร์เคสตราบรรเลงเพลงมาร์ชครึกครื้น เบนีญญีสืบเท้าตามจังหวะเพลงออกมาหน้าเวที กล่าวทักทายและขอบคุณผู้ชม มีความตอนหนึ่งว่า
วันนี้จะได้อ่านสิ่งที่สวยงามที่สุดที่เคยรู้จัก เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์ผู้หนึ่งได้ให้เรามาเป็นของขวัญ ควรที่เราจะรักกวีผู้นี้ กวีสอนให้เรารัก สอนให้เราพูด สอนให้เราแสดงความรู้สึก ทำให้โลกไม่เหมือนโลกใบเดิม กวีมองโลกเช่นชายหนุ่มมองหญิงสาว.. กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะมีความหมายหรือว่างเปล่า.. หากว่านักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น..
ครึ่งชั่วโมงแรกของรายการเป็นการหยอกล้อนักการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้วยมุมมองของมุขตลกอันหลักแหลม เบนีญญีเรียกเสียงฮา เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือได้อย่างเกรียวกราว
หลังจากคั่นรายการด้วยการร้องเพลงร่วมกับเด็กๆ ประกอบดนตรีที่บรรเลงสดโดยวงออร์เคสตรา ซึ่งตั้งวงบนเวที เบนีญญีจะเริ่มอ่านบทกวีของดันเต แต่แล้วเขาก็วกเข้าเรื่องสงคราม และได้กล่าวความตอนหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ
สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก ประการแรก ธรรมดาแล้วลูกชายจะเป็นผู้ฝังศพพ่อ แต่สงครามทำให้พ่อต้องฝังศพลูกชาย.. สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และทำสงครามเพื่อสันติภาพ สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม สันติภาพคือสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ คือความสงบ คือความวางใจ..
เริ่มเข้าสู่ตอนสุดท้ายในภาคสวรรค์ของ La divina commedia ซึ่งเป็นตอนที่ดันเตได้พบพระเจ้า เบนีญญีก็เกริ่นว่า
การพูดถึงพระเจ้าคือการเป็นพระเจ้า ดันเตพูดถึงพระเจ้า เพราะฉะนั้นดันเตคือพระเจ้า เมื่อสิ่งที่ดันเตพูดนั้นสัมผัสและกระทบหัวใจของเรา เราก็คือพระเจ้า พระเจ้าคือเรา.. ความงามของบทกวีไม่ได้อยู่ในตัวผู้ประพันธ์ แต่อยู่ในตัวเราผู้ได้ยิน ฉะนั้นพระเจ้าจึงอยู่ในตัวเรา และเราคือกวี..
เบนีญญีอ่านและตีความ La divina commedia อย่างดื่มด่ำ ทั้งที่งานประพันธ์ชิ้นนี้เขียนด้วยภาษาโบราณ ยากยิ่งนักที่เราๆ ท่านๆ โดยทั่วไปจะอ่านแล้วเข้าใจ สุดท้ายเมื่อตีความให้ผู้ชมฟังจนเสร็จสิ้น เขาก็ร่ายปากเปล่าทั้งหมดอย่างเคลิบเคลิ้ม ที่เคยได้ยินมาว่าโรแบร์โต เบนีญญีจำ La divina commedia ได้จนขึ้นใจนั้น ได้เห็นของจริงก็คราวนี้เอง ผู้คนในห้องส่งลุกขึ้นปรบมือดังสนั่น แต่เขาดูจะอิ่มเอิบกับบทกวีมากกว่ากับเสียงปรบมือ เขาเชิญ Maestro ผู้ประพันธ์ดนตรีสำหรับงานนี้ขึ้นมาเล่นเปียโนให้เขาร้องเพลงคลอ เป็นบทเพลงรักที่ลึกซึ้งกินใจ วรรคสุดท้ายของบทเพลงกล่าวว่า
Nell’amor le parole non contano, conta la musica..
สำหรับความรัก คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือดนตรี..
ช่างเป็นการจบที่ประทับและตรึงใจนัก
ต – ลัดคิวเอาจดหมายของคุณลงก่อน เพราะมีคำกล่าวของเบนิญญีเนื่องในวาระปีใหม่ น่าจะเตือนสติไปถึงมันผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาใด ที่ชอบเห็นว่า สงครามเป็นเรื่องสวยงาม ผมเห็นด้วยกับคำเตือนสติของเบนิญญี และมนุษยชาติทั้งปวงก็คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของเขาที่บอกว่า ‘สงครามเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่สุดที่มีอยู่ในโลก’ ‘สงครามที่สวยงามนั้นไม่มี แม้จะอ้างกันว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำสงครามเพื่อสันติภาพ’ ‘สันติภาพไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม’ ถ้อยคำเหล่านี้ตรงใจและถูกใจผมมาก นักแสดงตลกก็สามารถมีอะไรมากกว่าการเป็น ‘นักแสดงตลก’ ได้เสมอ – ถ้าหากเขามีกึ๊นส์พอ ตัวอย่างแบบนี้ ชาลี แชปปลินเคยทำมาก่อน และภาพลักษณ์ของเบนิญญีก็น่าจะเป็นทำนองนั้น แม้ผมจะไม่ค่อยถึงใจกับหนังเรื่อง Life is beautiful ของเขานัก แต่เขาก็คงจะเป็นขวัญใจของคนอิตาลีอย่างที่คุณว่ามาจริงๆ ดังนั้น ผมจึงอยากเห็น โน้ต อุดม เป็นได้ถึงเช่นนั้นเข้าสักวัน ส่วนการเป็นตลกแบบของ แอ๊ด คาราบาว นั้น ผมรู้สึกว่าพอแล้ว!
โปสการ์ดภาพจิตรกรรมชื่อ The Meeting of Dante with Beatrice ที่ส่งมาให้ดูนั้น ผมเคยเห็นผ่านตามาบ้าง แต่จำไม่ได้ว่าจิตรกรผู้วาดเป็นใคร ดูภาพสีน้ำมันภาพนี้แล้วทำให้นึกจินตนาการไปถึงวันที่ Dante กวีหนุ่มได้พบรักอมตะกับสาวงามนาม Beatrice และ ณ ตรงนั้นกระมังที่ ‘บทกวี’ ได้บังเกิดเกิดขึ้น เป็นถ้อย เป็นคำ เป็นมนตรา เป็นยาวิเศษทางจิตวิญญาณที่สอนมนุษย์ให้รู้จักอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักมองโลกด้วยสายตาที่เห็นว่าสวยงาม และคำว่า ‘ความงาม’ นั้น เป็นเรื่องตรงข้ามกับคำว่า ‘สงคราม’ อย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น ที่เบนิญญีกล่าวไว้จึงเป็นจริง
..กวีสอนให้เรารักทุกสิ่งที่เรามี
ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย..
หากนักการเมืองอ่านบทกวีกันมากกว่านี้ โลกคงจะดีขึ้น..
นักการเมืองไทยอ่านบทกวีกันบ้างหรือเปล่า เรื่องนี้ยังไม่มีข้อมูล และไม่เคยมีใครทำโพลล์!
นวนิยายเรื่องใหม่ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เก๊ซ ที่ให้ชื่อมานั้น ผมยังไม่เคยเห็น ไม่ทราบว่ามีแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษแล้วหรือยัง
เมื่อจบจดหมายฉบับนี้ ผมภาวนาขอให้โลกใบเดียวของเรายังอยู่รอดปลอดภัย แม้เมืองฟลอเร้นซ์ กับทุ่งรังสิตจะห่างไกลกัน แต่ผมก็ขอให้พระเจ้าจงอยู่ในตัวเราทุกคน และให้เราทุกคนเป็นกวี เพื่อจะได้ยินเสียงกระทบใจที่ดังอยู่ภายในพร้อมๆ กัน
[top]คำพูดไม่ใช่สิ่งสำคัญ
สิ่งสำคัญคือดนตรี
แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูตภาค 1
19 พฤศจิกายน 2010, 8:25 pm

ปกหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมฑูต
หนังแฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อนเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว โดยหนังตอนสุดท้ายนี้แบ่งออกเป็น 2 ภาค ผมไม่ได้ติดตามข่าวบันเทิงใกล้ชิดนัก เมื่อแรกที่ทราบว่าหนังตอนสุดท้ายปรากฏออกมาในรูปแบบนี้ ก็คิดไปในทางลบไว้ก่อนว่าสงสัยจะเพื่อเพิ่มพลังทางการขายของ แต่เมื่อดูหนังจบไปแล้ว คิดว่าผู้สร้างตัดสินใจถูกจริงๆ ที่เลือกแนวทางนี้
ในหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์ภาคผ่านๆ มา เมื่อได้ดูทีไร จะรู้สึกว่าหนังดูประดักประเดิดชอบกล อาจเพราะในหนังสือเอง มีทั้งส่วนประกอบของเรื่องเล่าที่ร้อยเรียงออกมาสลับซับซ้อน แต่รอบคอบถ้วนถี่ ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนจินตนาการของเวทย์มนตร์คาถา พ่อมด แม่มด และสัตว์ประหลาดตามปรัมปราคติฝรั่ง ผสมผสานไปกับวิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในยุคสมัยใหม่ อันเป็นจุดขายที่หนังสือจะเปิดโอกาสให้หนังได้สำแดงพลังทางภาพและเสียงออกมาอย่างเต็มที่
แต่เมื่อต้องสร้างเป็นหนังภายใต้เงื่อนไขเวลาที่จำกัด และมีสิ่งที่ต้องแสดงออกมามากมาย ทำให้ดูแล้วรู้สึกว่าหนังภาคก่อนๆ เร่งจนเกินไป และตกหล่นรายละเอียดด้านอารมณ์บางอย่างในหนังสือ จนขาดความประทับใจไปมาก
ในหนังสือแฮร์รี่ภาค 7 อันเป็นภาคสุดท้ายนี้ มีความแตกต่างจากภาคก่อนๆ มากทีเดียว แฮร์รี่และเพื่อนๆ ไม่ได้ผจญภัยและกินนอนในโรงเรียนฮอกวอตส์อันเป็นฉากเด่นในทุกๆ ภาคก่อนหน้า แต่กลับพเนจรไปในสถานที่ต่างๆ ภายนอก เต็มด้วยฉากธรรมชาติกว้างใหญ่หลากหลาย ทั้งภูเขา ต้นไม้ ทะเลสาบ ไปจนถึงชายทะเล และหิมะ ที่คุณ รักชวนหัวตั้งข้อสังเกต ไว้ว่า คุณโรวลิงเธอคงชอบใช้องค์ประกอบหิมะขาวโพลนในหนังสือของเธอ เพราะเขียนตอนแบบนี้ออกมาทีไร น่าประทับใจจริงๆ
ซึ่งที่จริงแล้ว ในภาค 6 ก็เริ่มมีแนวโน้มเช่นที่ว่ามานี้ แฮร์รี่จะเหินห่างจากชีวิตในโรงเรียนมากขึ้น มีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับดัมเบิลดอร์ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพรักมากขึ้น และแว่บไปในสถานที่ห่างไกลมากขึ้น จะเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ก็สุดจะเดา แต่หนังแฮร์รี่ภาค 6 เป็นภาคแรกที่ผมประทับใจในตัวหนังชุดนี้เลยทีเดียว
เมื่อเรื่องราวในหนังสือออกไปในทางเนิบช้า และให้ความสำคัญกับบรรยากาศและอารมณ์ที่ตัวละครสัมพันธ์กับฉากที่นิ่งสงัด เมื่อหนังได้อิสระทางความยาว จึงส่งผลดีอย่างมหาศาล ทั้งด้วยไม่ต้องพะวงกับการเล่าเรื่อง หนังจึงเดินไปอย่างช้าๆ ค่อยๆ เก็บรายละเอียดทางอารมณ์สะท้อนผ่านทางภาพออกมาได้งดงามจริงๆ
ผมไม่ทราบว่าผู้กำกับคนนี้เป็นใคร แต่ผมประทับใจเขามากในภาค 6 ดูเค้าให้ความสำคัญกับการสร้างความตื่นเต้นหรือจากการเร้าอารมณ์จากตัวเรื่องน้อยลง และพยายามให้ภาพนำพาอารมณ์จากข้างในมากขึ้น แต่ละฉาก แต่ละซีนในหนัง ทั้งสวยเนียนและละเอียดประณีต เหนือชั้นกว่ามาตรฐานหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป ภาพที่ออกมาดูจางๆ เสริมอารมณ์ค่อนไปทางนิ่งเนิบของตัวเรื่องในหนังสือได้ดี การเลือกสถานที่ต่างๆ การใช้สีของภาพ การใช้เสียงที่เปิดทางให้ความเงียบ ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากที่มีงานสร้างก็ไปไกลกว่าแค่ทำให้คนดูตื่นตะลึง แต่ทั้งสวยงาม ทั้งนำความรู้สึกประทับใจลึกๆ (เช่นฉากในกระทรวงเวทย์มนตร์) นับเป็นภาคที่ลงตัวจริงๆ
แม้หนังจะเคร่งครัดกับรายละเอียดในหนังสือ แต่ก็มีจุดต่างอยู่บ้างเล็กน้อย ในหนังสือจะพบความผิดพลาดของตัวแฮร์รี่เอง ที่นำไปสู่สถานการณ์ลำบากบ่อยครั้ง แต่ในหนังกลับเกลื่อนให้เป็นความบังเอิญสุดวิสัยจากปัจจัยอื่น ถ้าจะว่าเอาตามความรู้สึกที่อ่านจากหนังสือ ผมเสียดายอยู่บ้าง เพราะคิดว่าภาคนี้ใช้การเดินทาง การเปลี่ยนสถานที่ เปรียบเปรยกับการเติบโตทางจิตใจของตัวละคร ทั้งของแฮร์รี่ ของเพื่อนๆ และยังเปรียบเปรยอีกชั้นไปกับดัมเบิลดอร์ในวัยเยาว์ด้วย
ยิ่งเดินทางไปเรื่อย ผิดพลั้งไปเรื่อย ตัวละครก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในตอนสุดท้าย จะรู้สึกได้ไม่ยากว่าตัวละครโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสงบภายใน เป็นคนละคนกับที่รู้จักตอนแรกยามเด็กหรือวัยรุ่น
ผมได้ดูหนังในโรง iMax จอขนาดยักษ์ ทำให้ประทับใจหนังและสัมผัสอารมณ์ทางภาพได้อย่างเต็มที่ เอ็มม่า วัตสันในภาคนี้ราวกับนางฟ้า ฉากที่แฮร์รี่ปลอบโยนเฮอร์ไมโอนี่ด้วยการจูงมือเธอมาเต้นรำด้วยกัน เป็นฉากที่อบอุ่นอ่อนโยน คงประทับใจแฟนๆ ได้ไม่ยาก
แนะนำแฟนๆ ที่ประทับใจหรืออินกับบรรยากาศในหนังสือนะครับ ว่าหากมีโอกาสดูในโรง iMax ได้เลย เพราะภาพเค้าสวยจริงๆ
อย่างไรก็ดี มีคำวิจารณ์ไม่น้อยว่าหนังน่าเบื่อ นี่อาจจะเป็นจุดด้อยที่พอจะพูดได้จุดหนึ่ง คือหนังอาจละเลยความสำคัญของเรื่องเล่าในบางจุด ทำให้คนที่ไม่ได้อินกับหนังสือหรือไม่ได้อ่านมาก่อน อาจจะไม่ทันตระหนักว่าเหตุใด พระเอกและเพื่อนจึงต้องออกเดินทางตามลำพัง เหินห่างจากผู้คนและเพื่อนๆ ในโรงเรียน
โดยส่วนตัว คิดว่าอารมณ์ที่สำคัญในแฮร์รี่ภาคนี้ ก็คือความโดดเดี่ยวลำพังและความรู้สึกประหนึ่งไร้ทิศทางเช่นนี้แหละ ตามท้องเรื่องก็คงมาจากการกระจัดกระจายพลัดพรากไปของมิตรสหายและความสุข อันเนื่องมาจากถูกจอมมาร ความชั่วร้ายคุกคาม
แต่ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้ก็คือคุณลักษณะของการเติบโต และสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านของวัยเด็ก แฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสุดท้ายที่เดินทางไปสู่ความเติบโต เป็นความสำเร็จของหนังสือและของหนังจริงๆ
หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต
[top]
