เก็บตก 9 – 15 มี.ค.: A Taste of Cherry/The Passenger/Teorema
25 มีนาคม 2009, 2:13 am
A Taste of Cherry (1997, Abbas Kiarostami)
หนังที่พูดถึงประเด็นสำคัญของชีวิต หากแต่สมจริงและใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากๆ ดูแล้วทำให้นับถือเคียรอสตามีเต็มที่ แม้หนังจะไม่มีเนื้อเรื่องหรือองค์ประกอบที่เร้าอารมณ์ให้ตื่นเต้นเลย หากเต็มไปด้วยภาพคนพูดคุยกันธรรมดาๆ ในที่นั่งรถ หรือไม่ก็สถานที่ทั่วไปในอิหร่าน
เมื่อได้ดูของแถมในดีวีดีที่เคียรอสตามีให้สัมภาษณ์จึงเข้าใจโลกทัศน์และวิธีการทางสุนทรียะของเคียรอสตามีมากขึ้น มีตอนที่น่าสนใจเมื่อเขาพูดทำนองว่าเขาทำหนังเพราะเขามีสิ่งที่เขาต้องการจะพูด หากอยากจะรู้ว่าเขาต้องการพูดอะไร ก็ดูได้ในหนังเรื่องต่างๆ ของเขา มันคงจะง่ายกว่าจะถ้าจะถามเขาว่าเขาไม่ชอบอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีในหนังของเขานั่นเอง เขาไม่ชอบการเล่าเรื่อง เขาไม่ชอบหนังที่ถาโถมใส่คนดูและให้คนดูแบกรับ เขายังยกตัวอย่างว่าหนังบางเรื่องอาจจะตรึงอารมณ์คนดูให้ตื่นเต้นจนไปถึงจุดที่พร้อมจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง (และก็ลืมไปจริงๆ หลังหนังจบ) ขณะที่หนังบางเรื่องดูน่าเบื่อ คนดูอาจถึงกับสัปหงกเอาได้เสียด้วยซ้ำ นั่นก็ดีเสียอีก อย่างน้อยหนังพวกนี้ยังให้คนดูได้พักผ่อนนอนหลับได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร แต่หลังหนังจบ คนดูอาจจะลุกตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อรำลึกถึงฉากบางฉากอย่างไม่คาดฝัน หรือทำให้คนดูเก็บไปคิดได้อีกเป็นอาทิตย์
หนังของเคียรอสตามีย่อมเป็นหนังจำพวกหลัง ด้วยเหตุนี้เอง คนที่สัมผัสกับเคียรอสตามีได้จึงจดจำหนังของเขาไปนาน หนังของเขาแตกต่างจากหนังดำเนินเรื่องโดยเรื่องเล่าทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังฮอลลีวู้ด ที่มักมีเรื่องราวใหญ่โต เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย การเปลี่ยนแปลงหรือการค้นพบเส้นทางใหม่ของชีวิต เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ก็จะพรั่งพร้อมด้วยดนตรีออเครสตร้าบรรเลงเต็มวง กล้องจับโคลสอัพไปที่ใบหน้า
หากแต่ในชีวิตจริง ในห้วงขณะแห่งการตัดสินใจหรือความเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ยินเสียงดนตรีและไม่เห็นกล้องโคลสอัพ มันเกิดขึ้นอย่างปรกติวิสัย อาจจะเป็นในห้องนอนภายใต้แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์และเสียงเครื่องปรับอากาศ บนรถไฟฟ้าขณะนั่งครุ่นคริดตรึกตรอง หรือระหว่างพินิจพิจารณาขณะขับรถ และหนัง A Taste of Cherry ก็เป็นเช่นนี้แหละ พระเอกเผชิญหน้ากับชั่วขณะสำคัญในชีวิต แต่ภาพที่เราเห็นก็มีเพียงภาพของเขาในที่นั่งรถยนต์ ภาพทิวทัศน์สถานที่ ชีวิตประจำวันของคนอิหร่าน และเสียงล้อรถบดถนนลูกรัง แต่นั่นก็คือชีวิตทั้งชีวิต ที่อาจจะทาบทับกับชีวิตของเราได้ในบางเวลา
The Passenger (1975, Michelangelo Antonioni)
หนังที่สวยที่สุดของแอนโทนีโอนีที่ได้ดู ชอบเรื่องนี้กว่า Blow-Up (1966, Michelangelo Antonioni) อีกนะ ยังคงสัมผัสได้ถึงเรื่องราวอัตลักษณ์ที่บางเบาและสภาพความเป็นจริงอันชวนพิศวงกระทั่งถึงขั้นน่าเหนื่อยหน่ายของผู้คนในยุคปัจจุบัน สายตาและชั้นเชิงทางศิลป์ของแอนโทนีโอหาคนเปรียบได้ยากอยู่แล้ว เมื่อมีองค์ประกอบทั้งฉากหลังแปลกถิ่นอย่างทะเลทราย เมืองแถบแอนดาลูเซีย สถาปัตยกรรมของเกาดี หนังจึงออกมาดูดีอย่างมีสไตล์ มาเรีย ชไนเดอร์ในเรื่องนี้ดูดีกว่าใน Last Tango In Paris (1972, Bernardo Bertolucci) มากๆ
ช่วงจบมีฉากที่งดงามสุดจะบรรยาย ลองมาค้นดูทาง’เน็ตเห็นเขาว่ามันดังมากขนาดเป็นขวัญใจนักเรียนหนังเอาเลยทีเดียว
Il Grido (1957, Michelangelo Antonioni)
หลังจากติดใจกับแอนโทนีโอเสียแล้วเลยลองดูเรื่องอื่นต่อ เรื่องนี้เป็นผลงานก่อนเขาจะมาดังและได้รับความสนใจในวงกว้างครั้งแรกกับ L’ Avventura (1960, Michelangelo Antonioni) ก็ค่อนข้างแปลกหากเทียบกับหนังแอนโทนีโอนีเรื่องอื่นที่ได้ดูหรือตามที่รับรู้มา ดูไปแล้วยังมีส่วนคล้าย Neorealism อยู่บ้าง แต่ก็มีชั้นเชิงด้านภาพบางจังหวะที่ชวนให้นึกถึงเขาอยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้อบอุ่นกว่าเรื่องอื่นๆ ของเขาที่ได้ดู ตัวละครยังดูยึดโยงกับโลกกว่า มีน้ำใจมากกว่า เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่แปลกไปของหนังแอนโทนิโอนี
Teorema (1968, Pier Paolo Pasolini)
ครอบครัวชนชั้นกลางประสบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์อันนำไปสู่การล่มสลายคุณค่าแบบกระฎุมพี ในที่สุดก็ได้ประจักษ์ในฝีมือของปาโซลินีที่สัมผัสได้เต็มที่เสียที หนังเริ่มจากภาพปรกติสุขของชีวิตครอบครัวและสภาพความเป็นจริงที่ค่อยๆ แปรไปเป็นบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝันไต่เส้นตรรกะแบบโลกกับการปลดปล่อยความบ้าคลั้งแห่งจินตนาการได้น่าตื่นเต้น
นึกถึงตอนดูดีวีดีหนังที่แบร์โตลุคชีชื่นชมปาโซลินี่ ผู้กำกับแบร์โตลุคชีเคยเล่าถึงการทำงานเป็นผู้ช่วยปาโซลินี่ไว้ว่า ปาโซลินี่แตกต่างจากผู้กำกับทั่วไปตรงที่ปาโซลินี่ไม่ใช่คอหนัง/คนรักหนัง (Cinephile) ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สร้างภาษาหนังของเขาขึ้นมาเองอย่างเป็นอิสระ แบร์โตลุคชีใช้คำว่าเขาได้เห็น The Birth of Cinema ตอนเป็นผู้ช่วยให้ปาโซลินี่
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ หนังของปาโซลินี่จึงแตกต่างไปจากหนังของผู้กำกับทั่วไป ที่มักจะเรียนรู้หรือได้รับอิทธิพลจากวิธีการของผู้กำกับอื่นๆ และก็หมกมุ่นอยู่กับความพยายามสร้างภาษาหนังของตัวเองให้ต่างไปจากคนอื่นเช่นเดียวกัน ปาโซลินี่ปลอดพ้นจากความคิดจำพวกนี้ หนังของเขาแต่ละเรื่องมีสไตล์ที่ต่างกันไป และบางครั้งอาจจะต่างกันคนละเรื่องไปเลยก็ได้ เรื่องนี้โดนใจที่สุดแล้วในบรรดาหนังของเขาที่ได้ดู นับว่าโชคดีที่ไม่ได้ขยาดกับหนังบางเรื่องของเขาจนปฏิเสธเขาไปก่อน เห็นทีต้องลองดูเรื่องอื่นๆ ของเขาเพิ่มเสียแล้ว
[top]