โคตรวิกฤต ความเสี่ยงเศรษฐกิจ : ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง
25 มีนาคม 2009, 4:24 pm
วันนี้ไป TCDC อย่างเคย เห็นมีงานสัมนาเรื่องน่าสนใจ ได้ยินเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจมานานแล้ว แต่ขี้เกียจไปหาความรู้ทุกที โอกาสมาเยือนถึงที่ แถมคุณสฤณีเป็นวิทยากร เลยต้องเข้าไปฟัง
เท่าที่ดู คนมาฟังส่วนมากเป็นกลุ่มคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้วแฮะ เขามีศํัพท์แสงอะไรที่ต้องเป็นคนตามข่าวถึงจะรู้ เลยงงไปบ้างเหมือนกัน แต่ก็มีจุดน่าสนใจหลายๆ จุด
วิทยากร
- ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารทีมนโยบายการค้าและเงินทุน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักการเงิน และนักวิชาการอิสระ
- อ. ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ
เข้าใจที่ดร.เอกนิติพูดมากที่สุด
- วิกฤติของอเมริกาครั้งนี้เริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ แล้วค่อยขยายไปสู่สถาบันการเงิน จนมาถึงระบบเศรฐกิจโดยรวม
- ลักษณะข้างต้นนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับวิกฤติของไทยเมื่อปี 40
- สิ่งที่ต่างกันและทำให้วิกฤติที่อเมริกาครั้งนี้หนักกว่าคือหนี้เสียของไทยเมื่อปี 40 เป็น Corporate Debt แต่ในครั้งนี้ที่อเมริกาเป็น Consumer Debt
- Corporate Debt แก้ปัญหาง่ายกว่า เพราะตัวละครมีน้อยกว่า เรียกกรรมการ/ผู้บริหารมาคุย คนเดือดร้อนก็คือคนพวกนี้ มาเคลียร์กันได้ก็แก้ปัญหาได้มากแล้ว แต่ Consumer Dept ตัวละครมาก แก้ยาก
- Quote น่าสนใจ ปี 40 เกิดที่ไทย เป็นปัญหาในเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก มี IMF เป็นตำรวจเข้ามาแก้ไข เข้ามาคุม คราวนี้ผู้คุมมีปัญหาเสียเอง แก้ยากกว่ากันมาก
จุดที่คิดเสริมคือ
- ไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอิทธิพล IMF มีอำนาจ เข้ามาแก้ปัญหาแบบไม่ต้องคิดถึงน้ำใจอะไรได้ และก็แก้แบบหักหาญน้ำใจ เลยแก้ง่าย เร็ว คนไทยก็ชินกับว้ากเกอร์มาตั้งนาน พอ IMF มาว้ากก็อีหรอบเดิม เจ็บใจแต่ก็ทน อาจจะไประบายด่ากันในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบ้าง แต่โดยรวมก็ทำตาม
- ใครจะกล้าว้ากอเมริกา?
คุณสฤณียกตัวอย่างน่าสนใจ โดยนัยคือผลกระทบในอเมริกาครั้งนี้มันส่งผลถึงวิถีชีวิตในอเมริกาของคนทั่วๆ ไปจริงๆ ต่างกับไทยที่มันส่งผลเฉพาะกับคนที่เกี่ยวข้อง (ในสถาบันการเงิน) ฟังแล้วทำให้เห็นว่าครั้งนี้เป็น วิกฤติ จริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่ในช่วงขาลง คือมีปัญหาที่วิธีคิด และวิกฤติส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคอื่นๆ ด้วย เช่น
- สถาบันการเงินปล่อยกู้แบบง่ายๆ เพราะหาประโยชน์จากการมีลูกหนี้ได้ (แต่ในรายละเอียดฟังไ่ม่รู้เรื่องว่าคืออะไร รู้แต่มีลูกหนี้ เขาได้ประโยชน์)
- มีหนี้ย่อมมีความเสี่ยง สถาบันการเงินแก้ปัญหาด้วยการใช้บริการบริษัทประกัน
- พอเกิดปัญหา สถาบันการเงินเรียกหาบริษัทประกัน
- เกิดวิกฤติบริษัทประกันต่อไป
- ฯลฯ
เท่าที่ได้ฟังต่อยอดได้ว่า
- อเมริกาอยู่ในฐานะพี่เบิ้มของโลก มันยากที่จะแก้ปัญหาภายในตัวเองด้วยตัวเอง
- ด้วยความที่เขาเป็นพี่เบิ้มของโลก หลายๆ เรื่อง อเมริกาใช้ความได้เปรียบบางอย่างมาประคับประคองระบบเศรษฐกิจของเขาอยู่แล้ว (ที่ฟังมา แต่ยังไม่ค่อยเก็ทนักคือเรื่องมาตรฐานดอลลาร์) ซึ่งแปลว่าจะให้คนอื่นช่วยอะไรอีกก็คงยากเต็มที เพราะตอนนี้ก็เอาเปรียบเขาในบางเรื่องอยู่แล้ว
- อเมริกันชนไม่คุ้นเคยกับวิกฤติหรือความห่วยแตกภายใน ครั้งล่าสุดที่มีก็ราว 80 ปีที่แล้วที่เค้าเรียกว่า The Great Depression
ตอนจบมีคำถามน่าสนใจถึงการคะเนถึงอนาคต
- วิทยากรไม่เชื่อว่านี่คือจุดจบของทุนนิยมหรือกลไกตลาด เพียงแต่ต้องการกำกับดูแลที่ดีขึ้น
- มีผู้เข้าฟังคนหนึ่งถามคำถามที่น่าสนใจว่า หากเปลี่ยนระบบหรือวิธีการกำกับดูแลให้ดีขึ้น แต่ Players ก็คงหาลู่ทางหรือช่องทางใหม่ๆ ในการหาประโยชน์ได้อยู่ดีมิใช่หรือ วิทยากรตอบทำนองว่า ความโลภคือธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อจบรายการ บังเอิญได้พบกับคนรู้จักกันที่มานั่งฟังด้วย เลยไปคุยกันต่อ ได้ฟังประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก
- วิทยากรที่มาพูดนี้ ไม่มีกลุ่ม “ซ้าย” เลย ซึ่งตรงนี้น่าสนใจ เพราะเท่าที่ดู ทั้งหมดก็มีตำแหน่งหรือประสบการณ์ในหน่วยงานรัฐหรือเอกชนกันทั้งนั้น คุณสฤณีเองแม้จะเสนอ “ทางเลือก” แต่ก็เรียกร้องการกำกับดูแลมากกว่าจะวิจารณ์ตัวทุนนิยมเอง
- อีกเรื่องคือรายชื่อที่ถูกอ้างของวิทยากรจะต่างไปจากของพวกซ้ายมาก อย่างของวิทยากรก็จะอ้างเช่นกรีนสแปน ครุกแมน เบอร์นานเค CNN ฯลฯ ซึ่งแม้จะไม่รู้วิธีคิดหรือไม่เคยอ่าน แต่ก็พอรู้ว่าเป็นใคร ขณะชื่อที่พวกซ้ายอ้างนี้ แทบไม่รู้จักเลย!! อาจจะเคยได้ยินก็ New Left Review
- ฝ่ายซ้ายมองวิกฤติครั้งนี้ต่างไปจากวิทยากรที่มาพูด ขณะที่วิทยากรมองปัญหามาจากกระบวนการที่ผิดพลาด แต่ฝ่ายซ้ายมองว่านี่คือปัญหาของทุนนิยม
- ข้อโต้แย้งที่ “โดน” มาก คือเมื่อมาถึงคำถามบางคำถาม วิทยากรตอบว่า ความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็จะเสมือนกับการโต้แย้งถึงข้อยุติ เพราะมาถึงธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
- หากจะใช้การเปรียบเทียบ ก็คงพูดได้ว่า ความต้องการทางเพศก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ทำไมมนุษย์ในยุคนี้จึงไม่ใช้วิธีฉุดคร่าผู้คนมาบำบัดความใคร่ของตน? แต่ต้องเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่นจ่ายเงิน จีบ หรือแต่งงาน
- ฝ่ายซ้ายเสนอว่าปัญหาวิกฤติที่พบครั้งนี้ เป็นธรรมชาติของทุนนิยม ทั้งการกำกับดูแลที่ฉ้อฉล หรือช่องทางที่จะมีได้ไม่ยากนักเสมอ ในการหาช่องว่างเพื่อหลีกเหลี่ยงการกำกับดูแล
- ที่โดนมาก เพราะไม่ค่อยชอบการอธิบายที่โยนทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ ธรรมชาติมนุษย์ แม้ว่าคงจะยอมรับกันว่ามนุษย์มีความโลภ แต่มนุษย์ก็ยังมีธรรมชาติด้านอื่นๆ อยู่ด้วย สิ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือทำไมระบบเศรษฐกิจบางระบบจึงเปิดช่องทางหรือกระทั่งเชื้อเชิญให้ความโลภได้แสดงตัวออกมา และก่อความวุ่นวายจนปั่นป่วนไปทั้งโลก? หากยอมรับกันง่ายๆ อย่างนี้ก็เห็นทีจะต้องยอมรับเหมือนกันว่า สงครามเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พวกเราต้องยอมรับสงคราม
- อันที่จริง ภูมิปัญญามนุษย์ทุกวันนี้น่าจะเดินทางมาถึงการแยกแยะได้แล้วว่าอะไรเป็นธรรมชาติ อะไรเป็นวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น
- จุดที่น่าสนใจอีกจุดคือ ดูเหมือนพวกขวาไม่อ่านงานของพวกซ้าย ขณะที่พวกซ้ายก็ไม่อ่านงานของพวกขวา ในการพยายามเปรียบเทียบความคิดหรือวิจารณ์จึงออกจะตะขิดตะขวงใจกันอยู่เหมือนกัน เพราะไม่สามารถอ้างความคิดอีกฝ่ายได้เต็มปากเต็มคำ
แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่คิดว่าน่าสนใจ น่าเสียดายที่ในเมืองไทยไม่มีเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกัน และไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่สนใจศึกษาความคิดของทั้งสองฝ่ายบ้างหรือไม่
[top]
iMenn
27 มีนาคม 2009, 9:03 am
ประเด็นต่อเนื่องนี่น่าสนใจแฮะ คูลมาก
Wish List: งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ | Warong
28 มีนาคม 2009, 11:58 pm
[...] ลืมซื้อตอนฟังสัมนาเปิดตัวหนังสือที่ TCDC อย่างน้อยก็น่าจะรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้บ้าง [...]
คนชายขอบ
29 มีนาคม 2009, 7:07 am
อืมๆ สรุปดีนะคะ ตรงที่คุยต่อ ขอเสริมนิดหน่อยว่า “ซ้าย” กับ “ขวา” มีหลายเฉดนะ ถ้าใช้ไม้บรรทัดอเมริกา พวก “ขวา” จริงๆ เขาไม่เรียกร้องให้แก้กฎเกณฑ์ด้วยซ้ำ วิทยากรทุกคนที่ไปคุยวันนั้นอยู่ทางซ้ายของไม้บรรทัดแน่นอน แต่อาจจะไม่ “ซ้าย” เท่ากับพวก New Left Review (ซึ่งน่าเสียดายที่หลายคนที่เขียนลงวารสารฉบับนั้นไม่ค่อยเข้าใจการทำงานของแรงจูงใจและกลไกลตลาดในโลกการเงิน
)
ธรรมชาติมนุษย์เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับค่ะ ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา ความแตกต่างมีแค่เราจะ “จัดการ” กับมันอย่างไร ฝ่าย “ขวา” มองว่าควรใช้รัฐให้น้อยที่สุด เพราะยังไงๆ รัฐก็ไร้ประสิทธิภาพกว่าตลาด ในขณะที่่ฝ่าย “ซ้าย” มองว่ารัฐเป็น “ปีศาจจำเป็น”
Warong
29 มีนาคม 2009, 11:16 pm
ขอบคุณมากครับ
เห็นด้วยว่า “ซ้าย” กับ “ขวา” เวลาพูดต้องระวังให้ดี เพราะไม้บรรทัดมีหลายแบบ ผมเองก็สนใจอยากฟังความคิดและมุมมองของสำนักต่างๆ ต่อวิกฤติครั้งนี้หลายๆ ด้านเหมือนกันครับ แต่สำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ มันยากดีจริงๆ ครับ อิอิ
mk
5 เมษายน 2009, 7:26 am
สวัสดีครับ แวะมาเยี่ยมบล็อกคุณจ๋ง ตอนที่เขียนว่า คนไทยชินกับว้ากเกอร์ นี่ผมหัวเราะออกมาเลยนะ
Warong
5 เมษายน 2009, 11:18 am
สวัสดีครับ
ขอบคุณมาก ผมก็ได้ดู presentation ที่คุณ mk เอามาลงในบล็อกไว้ด้วยครับ เจ๋งมากๆ
Oakyman
23 เมษายน 2009, 10:40 am
ว้ากเกอร์ จะว่าชินก็ไม่เชิง แต่อาจจะชินก็ได้ครับ
แต่ที่แน่ๆ ชินแต่ไม่ชอบ