ความปรองดอง?
5 พฤษภาคม 2009, 6:11 pm
อ่านข่าวเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่องความปรองดองและข้อเสนอทางออกประเทศไทยหลายๆ ข่าวในช่วงนี้แล้ว นึกถึงคำคมที่ออกจะโด่งดังของตอลสตอย
I sit on a man’s back, choking him and making him carry me, and yet assure myself and others that I am very sorry for him and wish to ease his lot by all possible means – except by getting off his back.
Leo Tolstoy
(ช่วงนี้กำลังอ่านผลงานของเขาอยู่ สังคมรัสเซียในสมัยนั้นมีหลายๆ อย่างใกล้เคียงกับไทยสมัยนี้มากๆ ทีเดียวแฮะ)
[top]
mk
6 พฤษภาคม 2009, 2:27 am
ผมเพิ่งรู้ไม่นานมานี้ (จากบทความของ อ. พิชิต บนประชาไท) ว่ารัสเซียนั้นมีความพยายามที่จะปฏิวัติครั้งแรกที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนที่มันจะสุกงอม (ตามภาษาฝ่ายซ้าย) ในอีก 10 กว่าปีให้หลัง
อันนี้เหมือน-คล้าย อย่างไรไหมครับ
Warong
6 พฤษภาคม 2009, 4:11 am
สวัสดีครับคุณ mk
เรื่องประวัติศาสตร์รัสเซียนี่ผมไม่มีความรู้เลยครับ ผมสนใจทางศิลปะของเขามากกว่า ในที่นี้ก็คือนิยาย งานของตอลสตอยที่พูดถึงก็คือนิยายสงครามและสันติภาพครับ เหตุการณ์ตามท้องเรื่องนั้นคือช่วงสงครามนโปเลียนในยุโรป ก็คือตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1800 ไปจนประมาณ 1812 อันเป็นการรุกคืบเข้าไปในรัสเซียของนโปเลียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนตอลสตอยเกิดเสียอีกครับ ส่วนการปฏิวัติรัสเซียนั้น อย่างที่เราทราบกันดีก็คือช่วง 1917 น่ะครับ (โอ้ ต่างกันเป็นร้อยปี)
ความคล้ายที่ผมเขียนถึงในบล็อกก็คือความคล้ายในแง่สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ผมสัมผัสได้จากการอ่านนวนิยายครับ ส่วนความคล้ายทางเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์คงต้องพึ่งท่านผู้รู้ที่สนใจน่ะครับ อิอิ
จุดที่ผมสัมผัสได้คือความรู้สึกลึกๆ ว่าตนเองด้อยพัฒนาล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันตกและก็พยายามจะทั้งเลียนแบบ แต่ขณะเดียวกันก็ต่อต้านน่ะครับ เช่นการเลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติ ในสมัยนั้นก็คือฝรั่งเศส ชนชั้นสูงในรัสเซียสมัยนั้นเขียนจดหมายโต้ตอบกันด้วยภาษาฝรั่งเศส คุยกันรัสเซียคำฝรั่งเศสคำ และเมื่อต้องการจะเน้นความสำคัญของคำใดก็จะใช้คำฝรั่งเศสเป็นการเน้น บางครั้งก็มีคนพยายามประชันกันว่าตนเองพูดสำเนียงฝรั่งเศสได้เหมือนกว่าคนอื่นๆ และเอาความรู้ฝรั่งเศสนี้มาเป็นตัวกดข่มคนในชาติตน บรรดาผู้ดีชนชั้นสูงก็จะส่งบุตรหลานของตนไปเรียนที่ต่างประเทศ (ก็ดูเหมือนฝรั่งเศสเช่นกัน) อย่างไรก็ดี ในตอนนั้นฝรั่งเศสก็เป็นศัตรูของตน เขาก็จำเป็นต้องต่อต้านฝรั่งเศสไปด้วย
มันเหมือนสังคมที่ถูกคุกคามในรูปแบบความทันสมัยจากที่อื่นแต่ก็ยังไม่หลุดกับชีวิตแบบดั้งเดิมของตนที่หลายๆ อย่างมันสนองตอบอารมณ์ทางโลกที่น่าพึงใจ แต่ก็ดูป่าเถื่อนหากมองจากสายตาของ “ที่อื่น” ซึ่งตนก็อยากจะเลียนแบบ และยังยุติกันไม่ได้ว่าจะเอาแบบไหน อารมณ์ที่เร่าร้อนรุนแรงของผู้คนและอยู่คนละด้านกับการใช้หลักเหตุผล ความแตกต่างทางฐานะในสังคมที่เคร่งครัด ความเคร่งศาสนา ฯลฯ ของพวกเนี้ยครับที่อ่านแล้วรู้สึกว่า เออ นึกถึงเมืองไทยจัง
อาจตอบได้ไม่ตรงนะครับ แต่ผมก็รู้เท่านี้อ่ะครับ อย่างไรก็ดี เรื่องความไม่พอใจในตนเองและหงุดหงิดคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงคงมีในความคิดอ่านของปัญญาชนรัสเซียก่อนหน้าการปฏิวัตินานแล้วล่ะครับ ดอสโตเยฟสกีเองก็ดูเหมือนจะเคยเป็นพวก “เอากับเขา” ด้วยซ้ำ (แต่ว่าล้มเหลว) ยังไงหากอ่านจบแล้ว ผมคงมาพูดคุยกันในบล็อกอีกทีนะครับ