การจากลา การหวนคืน ในยุคอินเทอร์เน็ท
20 พฤษภาคม 2009, 1:51 pm
มีมาแล้วก็มีไป มีการจากและบ่อยครั้งที่ไม่มีการพบกันอีก – คาฟคา
การดำเนินชีวิตของเราเต็มด้วยการได้พบสิ่งใหม่ๆ ในเยาว์วัยอันน่าตื่นเต้นยามที่เรากำลังเรียนรู้โลก จินตนาการต่อชีวิตคือความแปลกใหม่ไร้ที่สิ้นสุด โดยมิทันเฉลียวใจหรือสำนึกรู้ตัว ในการเรียนรู้สิ่งใหม่เหล่านั้นเอง เราย่อมเหินห่างหรือกระทั่งจากลาบางสื่งบางอย่างไป อันเป็นธรรมดาในข้อจำกัดของเงื่อนไขความรับรู้ของมนุษย์ แต่การจากลาเหล่านั้นกลับมิได้มีความหมายใดๆ ต่อเรา เรากระทั่งลืมการมีอยู่ของมันเอาเสียด้วยซ้ำ นั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุข เมื่อโลกคือเวทีแห่งการพานพบสิ่งใหม่ และการจากลาถูกผลักออกจากเวทีความรับรู้ของเราไป
อย่างไรก็ดี ระยะเวลาเช่นนี้ย่อมไม่ดำรงอยู่ตลอดไป ในบรรดาการจากลาอันนับไม่ถ้วนหากแต่ไร้ความหมายเหล่านั้น เมื่อมันแสดงตัวปรากฏต่อความรับรู้ของเราเป็นครั้งแรก จินตนาการต่อโลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไป ดังเช่นตัวละครหนึ่งในนวนิยาย 11 นาที ของเปาโล คูเอลญูได้สัมผัส เธอรู้จักมันเป็นครั้งแรกจากเพื่อนต่างเพศของเธอ
เธอขอบคุณพระเจ้าที่ในที่สุดวันหยุดก็หมดลง แต่ไม่เห็นเด็กผู้ชายคนนั้นไปโรงเรียน หนึ่งอาทิตย์อันทุรนทุรายก็ดำเนินไปในลักษณะนี้ จนเธอรู้จากปากของเพื่อนบางคนว่า เขาได้ย้ายไปอยู่เมืองอื่นเสียแล้ว
“ไกลมากเลยล่ะ” เพื่อนคนหนึ่งบอก
ณ ช่วงเวลานั้นเองที่มาเรียรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างเมื่อสูญไปแล้วจะสูญไปเลย และเธอก็ได้รู้อีกว่ามีที่ที่หนึ่งที่อยู่ “ไกล” รู้ว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ เมืองที่เธออยู่นั้นเล็กนิดเดียว และคนที่น่าสนใจทั้งหลาย สุดท้ายก็จะพากันไปอยู่ที่อื่นกันหมด
ในชั่วขณะนั้นเอง ความกว้างใหญ่ของโลกไม่ใช่ความกว้างใหญ่ที่รอคอยให้เราได้พบสิ่งใหม่แต่เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่เป็นความกว้างใหญ่ที่ทำให้เรารับรู้ถึงข้อจำกัดของตัวเราเอง และการดำรงอยู่นอกเหนือไปจากความสามารถที่จะรู้ มันมีนัยของการเติบโตอยู่ในความรู้สึกแบบนี้ เมื่อนั้นการพบและการจากจึงเป็นตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนเวทีเดียวกัน จินตนาการถึงได้ และรู้ว่ารสชาติของมันเป็นเช่นไร ดังที่คาฟคาได้บันทึกถึงความรู้สึกของเขาเมื่อต้องจากลากับเพื่อนรักเอาไว้
แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันและมืดบอดต่ออนาคต เราย่อมไม่มีทางทราบว่าการจากลาครั้งใดคือฉากสุดท้ายของการได้พบกัน อารมณ์ในห้วงขณะการจากลาจึงเจือด้วยจินตนาการ มิลาน คุนเดอราเคยหยิบยกความรู้สึกนี้มาพิจารณาในนวนิยาย ความเขลา
คำว่า “การหวนคืน” ในภาษากรีกคือ nostos ส่วนคำว่า algos หมายถึง “ความทุกข์ใจ” เพราะฉะนั้นคำว่า nostalgia (ความโหยหา) จึงหมายถึง ความทุกข์ใจที่เกิดจากความปรารถนาอยากหวนคืนที่ไม่สมหวัง เพื่อสื่อความหมายดั้งเดิมนี้ ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้คำที่มีรากมาจากภาษากรีก (nostalgia, nostalgie) รวมทั้งคำอื่นๆ ที่มีรากในภาษาประจำชาติ เช่น añoranza ในภาษาสเปน…คำว่า añoranza มาจากคำกริยาว่า añorar (รู้สึกโหยหา) ซึ่งมาจากคำในภาษาของชาวแคว้นคาทาโลเนียว่า enyorar โดยที่คำคำนี้มีรากมาจากคำในภาษาละตินคือ ignorare (แปลว่า ไม่ตระหนัก, ไม่รู้, ไม่เดียงสา, ขาด หรือพลาดไป) เมื่อดูจากรากศัพท์ทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า nostalgia ดูเหมือนมีความหมายคล้ายๆ กับความเจ็บปวดที่เกิดจากความเขลาหรือความไม่รู้ เธออยู่แสนไกล และฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ประเทศของฉันอยู่แสนไกล และฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น
อารมณ์แบบนี้จึงเกี่ยวข้องกับจินตนาการถึงความห่างไกล ความไม่รู้ และมีท่วงทำนองของความทุกข์อยู่ด้วย แต่ความไม่รู้นี้เองเปิดกว้างต่อความคิดฝัน ภาพความห่างไกลก็เร้าจินตนาการ และคนเรามักค้นพบสุนทรียะจากความทุกข์ใจ คงเพราะเหตุนี้ อารมณ์ในห้วงการจากลาจึงแฝงด้วยความงาม บันดาลใจศิลปินมากมายให้สร้างสรรค์ผลงาน ดังบทกวีชิ้นดังของหลี่ไป๋ อำลาเมิ่งฮาวหยาน ที่หอกระเรียนเหลือง
故人西辞黄鹤楼,
烟花三月下扬州。
孤帆远影碧空尽,
唯见长江天际流My old friend takes leave of the west at Yellow Crane Tower,
in misty third-month blossoms goes downstream to Yang-chou.
The far-off shape of his lone sail disappears in the blue-green void,
and all I see is the long river flowing to the edge of the sky.
แต่ในยุคสมัยนี้ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารล้ำหน้าทันสมัย โฉมหน้าของโลกเปลี่ยนแปลงไป การจากลาเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่จินตนาการได้อีกหรือไม่? ในยุคที่เราสื่อสารกับคนข้างบ้านด้วยวิธีการและเครื่องมือเดียวกันกับการสื่อสารกับคนอีกซีกโลกหนึ่ง เราจากกันที่สนามบิน และอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ได้รับข่าวคราวเมื่อถึงที่หมายพร้อมภาพและเสียงจากแดนไกล บางทีคนรุ่นผมอาจจะเป็นรุ่นท้ายๆ แล้วก็ได้ที่ยังเข้าใจอารมณ์แห่งการจากลาเช่นนี้อยู่ อินเทอร์เน็ทได้ลดอารมณ์ลักษณะนี้ไป กับเด็กรุ่นหลังๆ ฉากสุดท้ายแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา น่าจะเป็นการเลือกโดยพร้อมใจว่าเราขอไม่รับรู้เรื่องราวของกันอีกแล้วเสียมากกว่า
โดยไม่ปลุกเขาตื่น ชาวทะเลฟีเอเชียนวางตัวโอดิสซุสที่ยังห่ออยู่ในเครื่องนอนไว้ใกล้ต้นมะกอกบนฝั่งอิธาคา แล้วค่อยผละจากมา การเดินทางของเขาสิ้นสุดลงเช่นนั้นเอง เขายังนอนหลับต่อไปอย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อตื่นขึ้น เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ครั้นแล้วเทวีอะธีนาเช็ดหมอกมัวจากดวงตาเขาและมันคือความปีติลิงโลดใจ ความปีติลิงโลดของการหวนคืนอันยิ่งใหญ่ ความปลาบปลื้มในสิ่งที่รู้ ดนตรีที่สะท้านอากาศให้สั่นไหวระหว่างโลกและสวรรค์ เขาแลเห็นท่าเรือที่คุ้นเคยแต่วัยเยาว์ ภูเขาที่ชะเงื้อมง้ำเป็นฉากหลัง เขาโอบกอดลูบไล้ต้นมะกอกเพื่อให้แน่ใจว่า มันยังเป็นมะกอกเดิมเมื่อยี่สิบปีก่อน
หากการจากลานำมาซึ่งความโศกเศร้าแกมหวาน การหวนคืนก็นำมาซึ่งความเบิกบานยินดี มิลาน คุนเดอราพรรณนาฉากการหวนคืนสู่บ้านเกิดหลังรอนแรมต่างถิ่นนานปีของโอดิสซุสได้อย่างน่าประทับใจ ในยุคโบราณที่ความกว้างใหญ่ของโลกทำให้การหวนคืนเป็นไปได้ยากลำบาก เมื่อบังเกิดขึ้น จึงเป็นความยิ่งใหญ่ดุจดังมหากาพย์
อารมณ์แห่งการหวนคืนนี้เองที่อินเทอร์เน็ททดแทนการสูญหายของการจากลาไปได้ ภายใต้เครือข่ายใหญ่โตมหึมา และการเชื่อมโยงถึงกันของโซเชียลเน็ทเวิร์ก ด้วยลำแขนกำยำนี้ เพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน คนรู้จักที่ห่างเหินไปโดยไม่ทราบข่าวคราว จึงมีโอกาสหวนคืนสู่เวทีแห่งความรับรู้ของกันและกันอีกครั้งโดยไม่ยากเย็นนัก
รสความปีติยินดีเช่นนี้คงมีคุณค่าทางสุนทรียะในตัวไม่ด้อยไปกว่าการจากลา
[top]
iPattt
25 พฤษภาคม 2009, 4:23 pm
ผมคิดว่าการจากลาที่อินเตอร์เน็ททดแทนได้คือการจากลาจากการเดินทางและระยะทาง
สมัยก่อนที่สถานีรถไฟหรือท่าเรือ เราคงได้เห็นคนร้องให้เสียใจกันบ่อยๆ ผมเองตอนเด็กๆพ่อ
ต้องไปทำงานที่สงขลาครั้งแรก ไปขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อก็ยังอดร้องไห้ไม่ได้
(แต่อาทิตย์ต่อมาพ่อดันกลับมาง่ายๆซะงั้น พอไปอีกเลยไม่ร้องแล้ว)
แต่การจากลาทางอารมณ์ อย่างเช่นเราอกหัก เธอไม่กลับมาคุยกับเราอีกแล้ว ก็ยังความโศกเศร้าอยู่
และการ ตายจากกันก็ยังคงความเศร้าอยุ่ เพียงแต่เราไม่ค่อยสำนึกเพราะมันถูกสะกดจิตตัวเองด้วย
อินเตอร์เน็ททุกวันว่าเรายังติดต่อกันได้ด้วยซ้ำครับ
tousna
16 สิงหาคม 2009, 10:36 pm
จากที่อ่านทำให้รู้สึกว่า การจากลา คือ ไม่อาจรับรู้ แต่อินเตอร์เน็ท ทำให้สำนึกนี้เปลี่ยนไป
แต่จนแล้วจนรอด เครือข่ายก็ไม่อาจทดแทน ความรับรู้ที่ลึกซึ้ง เหมือนๆกับที่เรา ได้นั่งอยู่ตรงหน้า
และพูดคุย สัมผัสตัวตนอันแท้จริงของกันและกัน
…….. แต่เครือข่ายอาจทำให้คนหลงลืม หรือขาดประสาทสัมผัสแบบนี้ไปก็เป็นได้
Warong
17 สิงหาคม 2009, 2:56 pm
เห็นด้วยครับน้องทัศน์ คิดว่าการอ่านตัวหนังสือบนคอมพ์ให้อารมณ์ต่างจากการสบตาหรือฟังเสียงจริงมากๆ