“ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย”

2 พฤษภาคม 2009, 8:13 pm

เพิ่งซื้อ รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ที่คุณศิโรตม์แปลมา ตอนนี้ได้อ่านแค่คำนำที่อ. ชัยวัฒน์เขียน แต่มีตอนหนึ่งคมคายดี เมื่อกล่าวถึงการที่บางท่านเห็นว่าข้อสรุปต่อคำถาม “สังคมที่ปลอดจากการฆ่าเป็นไปได้หรือไม่?” ว่า “เป็นไปได้ และดังนั้นต้องยุติและไม่ให้มีการฆ่าฟันกันต่อไป” นั้น “ไม่มีอะไรน่าสนใจมากกว่ายืนยันคำสอนทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณ”

แต่การสรุปเช่นนี้มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะคล้ายกับการด่วนสรุปคำสอนทางศาสนาทั้งหลาย ที่เมื่อฟังแต่แรกอาจเห็นว่าคับแคบไม่น่าใส่ใจ ต่อเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจึงจะเห็นนัยที่แฝงอยู่ในคำสอนนั้น

เช่น ในพระคัมภีร์ไบเบิล พระเยซูสอนมนุษย์ว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” (มัทธิว 5:39) มักเข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนให้คนยอมพ่ายแพ้ ยอมจำนนไม่ต่อต้านความไม่เป็นธรรมใดๆ แต่ในทัศนะของนักวิชาการด้านพระคัมภีร์สายสันติวิธีบางคน เช่น Walter Wink เห็นว่า คำสอนนี้ควรต้องใคร่ครวญให้ละเอียด เพราะคำสอนไม่ได้สอนว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน ก็จงหันแก้มขวาให้เขาตบด้วย” ปัญหาอยู่ที่ว่า “แก้มขวา” ต่างจาก “แก้มซ้าย” อย่างไร?

การตบแก้มขวาโดยคนที่อยู่ตรงหน้ากระทำได้ยากเว้นแต่จะใช้หลังมือตบ และในยุคสมัยของพระเยซู การใช้หลังมือตบเช่นนี้มีนัยทางวัฒนธรรม เพราะเป็นการใช้ให้รู้ว่าใครเป็นนายเป็นบ่าว คือ นายจะใช้หลังมือขวาของตนตบแก้มขวาของบ่าว (ไม่ใช้มือซ้ายเพราะถือว่าไม่สะอาด) คำสอนให้หันแก้มซ้ายให้เขาตบจึงไม่ใช่การยอมจำนนแบบชืดชา แต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างสำคัญ เพราะเปลี่ยนสถานะการเป็นบ่าวเป็นนายให้เป็นสัมพันธภาพระหว่างคนสามัญซึ่งเท่ากันเผชิญหน้ากัน ที่ถ้าจะตบแก้มซ้ายของอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำด้วยการใช้ฝ่ามือข้างขวาของผู้ตบเท่านั้น (ไม่ใช่หลังมือ)

คำนำ สู่การไม่ฆ่า: คำท้าทายเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

โดยส่วนตัวก็ยังไม่ได้นึกไปถึงขั้นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ชอบตรงการเน้นว่า การหันแก้มซ้ายให้นั้น ไม่ใช่ เพื่อหวังให้ถูกตบซ้ำ แต่เพราะหวังว่าความสงบและพร้อมใจเช่นนี้ อย่างน้อยจะไปปลุกความเป็นมนุษย์ของคนตบให้ตื่นขึ้น

แต่หากคนตบยังคงเลือกจะตบซ้ำเล่า?

เข้าใจว่านักสันติวิธีไม่ได้มั่นใจว่าสันติวิธีจะนำมาซึ่งผลสำเร็จตามที่หวังเฉพาะหน้านะ แต่น่าจะเชื่อว่า แม้จะไม่ประสบผลในยามนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งสันตินี้จะไปงอกงามเอาในวันหน้าได้ เพราะนักสันติวิธีไม่ใช่นักยุทธวิธี จะได้มุ่งมองไปที่ความขัดแย้งเบื้องหน้าเฉพาะกรณี ดังนั้น คานธีจึงปฏิเสธแม้แต่การทำร้ายอังกฤษเพราะ

ระเบิดที่ขว้างใส่ชาวอังกฤษในตอนนี้ จะพุ่งกลับไปที่ชาวอินเดียเอง ในภายหลังเมื่อชาวอังกฤษไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว

ถ้าสิ่งที่เข้าใจนี้ถูกต้อง สันติวิธีน่าจะเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่เชื่อมั่นในคุณค่าและความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด เพราะจะต้องเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ไม่ได้ชั่วร้าย แต่เมื่อมีความโกรธ ความเกลียด ความกลัว มาปรุงแต่ง จึงทำให้เกิดความรุนแรงตามมา ด้วยเหตุนี้ นักสันติวิธีจึงเลือกใช้ความไม่รุนแรงโดยสิ้นเชิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า วิธีการนี้จะสลายความเกลียด ความโกรธ ความกลัวของคู่ขัดแย้งให้มอดลง

อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องผลของสันติวิธีน่าจะยุ่งยากกว่านี้มาก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าโลกสมัยนี้มีความซับซ้อนกว่าสมัยคริสตกาล หากมีคนประดิษฐ์รีโมทคอนโทรลมือตบอัตโนมัติที่กดแล้วจะไปตบแก้มขวาคนอีกซีกโลกหนึ่ง โดยคนกดรีโมทไม่เห็นผลจากการกดของตนเลย วิธีการหันแก้มซ้ายให้ด้วยคงใช้ไม่ได้ผลแน่ๆ

[top]

2 Responses to ““ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย””

  1. iMenn

    3 พฤษภาคม 2009, 3:26 am

    คุณศิโรตม์นี่แกสุดยอดจริงๆ เจอตัวจริงต้องขอกราบซักที :P

  2. iPatttt

    10 พฤษภาคม 2009, 1:45 pm

    ผมคงนำเรื่องนี้ไปพูดกับคนอื่นๆได้อีกนานเลยครับ เพื่ออ้างอิงถึงความลุ่มลึกของบล็อกทั่นจ๋ง

    ปล.คุณเม่นพยายามอย่าให้คำว่ากราบเป็นกิริยาสาธารณ์นะครับ

Leave a Reply