The Criterion Collection ดีวีดีและดีไซน์

18 มิถุนายน 2009, 11:52 am

หน้าแรกเว็บไซต์ The Criterion Collection (http://www.criterion.com) กับหนัง The Seventh Seal (1957, Ingmar Bergman)

หน้าแรกเว็บไซต์ The Criterion Collection (http://www.criterion.com) กับหนัง The Seventh Seal (1957, Ingmar Bergman)

หลังจากร้างราไปนานด้วยความเบื่อหน่าย ก็ได้ฤกษ์กลับมาทำเว็บชมรมหนังสือสัญจรต่อ ท่านเม่นเมื่อกลับมาดูหน้าที่เคยดีไซน์ไว้แล้วอีกครั้ง ตัดสินใจจะออกแบบใหม่ เลยลองดูเว็บเมืองนอกเผื่อเอามาเป็นแนวทางได้ จึงนึกถึงเว็บของ The Criterion Collection ผู้ผลิตดีวีดีเจ้าโปรดขึ้นมา เมื่อท่านเม่นเห็นเว็บเข้าถึงกับตื่นเต้น พร้อมอรรถาธิบายให้ประจักษ์ว่าความสวยงามและเรียบง่ายของเว็บนี้ ต้องผ่านขั้นตอนการออกแบบที่ประณีตและใช้วิจารณญาณมากทีเดียว กว่าจะลดทอนมาเป็นดีไซน์แบบที่เห็นนี้ได้

ท่านเม่นยังเอ่ยต่อไปว่า “มันลดทอนจนง่ายกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว” และได้ไอเดียใหม่ๆ เช่นจากเดิมที่คิดว่าหน้าแสดงสินค้า ควรจะแสดงสินค้าให้มาก จึงออกแบบแสดงสินค้าเป็นสามแถว ขณะที่ Criterion แสดงสินค้าแบบแถวละรายการ แต่กลับเสริมให้ผลิตภัณฑ์ของตนโดดเด่นขึ้น

ฟังแล้วก็ตื่นเต้น เลยนึกถึงโพสต์เก่าที่เคยเอาไปโพสต์โฆษณาให้ดีวีดีบริษัทนี้เมื่อได้ข่าวว่าเขาจะออกดิสก์ Blu-Ray ใหม่ๆ เอามาบันทึกไว้ตอนที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาบล็อกดีกว่า

หน้าแสดงผลิตภัณฑ์แบบแถวเดียว

หน้าแสดงผลิตภัณฑ์แบบแถวเดียว

The Criterion Collection กำลังจะออก Blu-Ray แล้วครับ

ใครที่สนใจดูหนังคงจะรู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัท Criterion เป็นอย่างดี บริษัทนี้เป็นที่รู้กันว่าให้ความสนใจกับหนังนอกกระแสหลัก ซึ่งก็กินความได้กว้างตั้งแต่หนังคลาสสิคของฮอลลีวูด ไปจนถึงหนังจำพวก Cult ผมยังไม่แน่ใจ ว่าเขาไปถึงหนัง Avant-Garde ด้วยหรือเปล่า?

สินค้าภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดี วางตัวเองให้แตกต่างจากวีดีโอไม่เพียงแต่คุณภาพของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการสร้างคุณค่าในแง่ความเป็นของสะสม ดังจะเห็นได้ว่าผู้จัดจำหน่ายต่างก็สรรหา “ของแปลก” มารวมชุดขายเพื่อสร้างผลทางใจต่อผู้เป็นเจ้าของ ดังเช่นสิ่งที่เรียกกันว่า Extras หรือ Bonus Materials ตามแต่จะตั้งชื่อ นั่นก็คือของแถมนอกเหนือไปจากตัวหนังบรรจุมาพร้อมกันในดิสก์ ซึ่งผู้ผลิตในประเทศไทยก็ดูจะเข้าใจเงื่อนไขนี้ดี และบางทีอาจจะเกินไปสักหน่อย ดังเช่นเมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นชุดดีวีดี รักแห่งสยาม (2550, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) คอลเล็กเตอร์อีดิชัน เป็นกล่องขนาดมหึมา บรรจุเอาตุ๊กตาไม้ผลิตยากแสนยาก เต็มด้วยอุปสรรคนานัปการออกวางจำหน่าย ดูเหมือนผู้ผลิตดีวีดีไทยจะทึกทักเอาว่าเหตุผลที่คนเลือกจะซื้อของแท้แทนที่จากกระบะของเถื่อน คงเพราะของสะสมที่ไม่ใช่ตัวหนัง

ตรงนี้เองที่เป็นกึ๋นของผู้ผลิตดีวีดี ว่าจะเลือกสิ่งใด ให้ความสำคัญกับส่วนไหน อะไรคือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ควรค่าต่อการซื้อมาดู (และเก็บ) มากกว่าเพียงชมในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่

Extras ของ Casablanca (1942, Michael Curtiz) เน้นไปยังการให้ Laren Bacall ภรรยาคนสุดท้ายของ Bogart เล่าความทรงจำต่อสามีของเธอให้คนดูฟัง ทั้งที่ Bacall ไม่มีบทบาทอะไรในหนัง และจุดน่าสนใจของ Casablanca ก็มีมากกว่าตัว Bogart มากๆ แต่ Warners ก็เลือกจะทำให้ดีวีดี Casablanca มีความน่าสนใจในแง่นี้

แต่ดีวีดีของ Criterion ทำตัวเองให้แตกต่างออกไป

ผลิตภัณฑ์ ของ Criterion จะมาในหีบห่อสวยงาม พร้อม Booklet ขนาดย่อมพิมพ์อย่างประณีต รวบรวมบทความจาก “ผู้รู้” ในหนังหรือผู้กำกับเรื่องนั้น ขั้นตอนการดำเนินงานเต็มด้วยความละเอียด พิถีพิถัน ผ่านการปรึกษาจากที่ปรึกษาที่รู้จริง และความเอาจริงเอาจังกับการ “กลับไปหาต้นฉบับ”

ข้างล่างนี้คือข้อความใน Booklet ดีวีดี Seven Samurai (1954, Akira Kurosawa) ที่ Criterion วางจำหน่ายอีกครั้งในปี 2006

Seven Samurai is presented in its original aspect ratio of 1.33:1. The picture has been slightly window-boxed to ensure that the maximum image is visible on all monitors. On wide screen televisions, black bars will appear on the left and right of the image to maintain the proper screen format. The original negative of the film is no longer available, so a new duplicate negative was created with wetgate processing from the original fine-grain master positive. This new high-definition digital transfer was created in 2k resolution on a Spirit Datacine from the new dupe negative. for the extensive restoration of Seven Samurai for this release, several different digital hardware and software solutions were utilized for flicker, instability, dirt, scratch, and grain management, including daVinci’s Revival, Discreet’s Fire, Digital Vision’s ASCII Advanced Scratch and Dirt Concealer, and MTI’s Digital Restoration System. To maintain optimal image quality through the compression process. the picture on this duel-layer DVD-9 was encoded at the highest-possible bit rate for the quantity of material included.

นอกเหนือไปจากการ “โชว์” ความเคร่งครัดต่อต้นฉบับแล้ว Criterion ยังให้ความสนใจต่อศิลปะวิทยาการมากกว่าตัวบุคคล ความรู้มากกว่าดารา ถ้าจะเน้นตัวบุคคลก็จะพยายามจำกัดให้อยู่ในรูปสุนทรียะของบุคคลนั้น หรือวิธีการทางศิลปะที่ถูกนำมาใช้หรือบุกเบิกในหนัง

ในชุดดีวีดี Army Of Shadows (1969, Jean-Pierre Melville) ที่เนื้อหากล่าวถึงฝรั่งเศสในยามถูกปกครองระหว่างสงครามโลก Extras ที่ Criterion เลือกมาบรรจุมีทั้งสารคดีที่ Resistance ตัวจริง (ที่เข้าใจว่าคือต้นแบบของตัวละครตัวหนึ่งในหนัง) มาย้อนความทรงจำรวมทั้งความรู้สึกทั้งระหว่างและภายหลังสงคราม นอกจากนั้นยังมีสารคดีที่ตัวเองกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว อันเป็นการรวบรวมบันทึกภาพจากกล้องที่ชาวฝรั่งเศสผู้อยู่ในเหตุการณ์วันปลดปล่อยบันทึกเอาไว้ร่วมกัน

ส่วน ดีวีดี The Battle Of Algiers (1966, Gillo Pontecorvo) ที่กลับตาลปัตร เพราะเรื่องนี้ฝรั่งเศสเป็นผู้ร้าย (และคนหนึ่งคืออดีต Resistance ตอนสงครามโลก) และเนื้อหาว่าด้วยการก่อการร้ายเพื่อเอกราชในแอลจีเรีย Extras มีทั้งความเห็นจากทางการสหรัฐฯ ฝ่ายความมั่นคงในพ.ศ. นี้ และบันทึกภาพของ Edward Said แสดงความเห็นต่อสถานการณ์จากอดีต

สินค้าดีวีดีชุดแรกของ Criterion ที่วางจำหน่ายคือ Seven Samurai ของ Kurosawa ความจริง ถ้าดูตามแคทตาล็อกแล้ว ชุดแรกควรจะเป็น The Grand Illusion (1937, Jean Renior) แต่เนื่องจากความล่าช้า ทำให้ Seven Samurai ออกก่อน

วันวางจำหน่ายคือเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน โลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของ HD ก่อนหน้านี้ ผมทราบว่า Criterion ยังประกาศว่าจะยังไม่ลงไปสู่สนาม HD ซึ่งผมเดาเอาเองว่าเพราะยังนึกไม่ออกว่าจะใช้เทคโนโลยีใดระหว่าง HD DVD กับ Blu-Ray จนบัดนี้ เมื่อ Format War ยุติลงด้วยชัยชนะของ Blu-Ray ผมเพิ่งได้ข่าวว่า Criterion กำลังจะวางจำหน่าย Blu-Ray ชุดแรกของตนแล้ว

รายการหนึ่งในจำนวนนั้นคือ The Last Emperor (1987, Bernardo Bertolucci) ที่ Criterion เพิ่งวางจำหน่ายในรูปแบบดีวีดีไปไม่นานมานี้เอง

ก็นับว่าน่ายินดีที่ต่อไป จะได้มีหนังที่หลากหลายมากขึ้นในรูปแบบ HD ครับ

[top]

10 Responses to “The Criterion Collection ดีวีดีและดีไซน์”

  1. iMenn

    18 มิถุนายน 2009, 4:56 pm

    ด่าลูกค้าไว้เยอะ ว่าดูเว็บตัวเองนานๆ แล้วเบื่อ

    sunjorn.org อันนี้กระผมก็ออกแบบไว้นานจนรู้สึกเบื่อและเห็นว่าเชยซะแล้ว เอ้า… ทำใหม่ก่าาาา

  2. iPatttt

    18 มิถุนายน 2009, 4:57 pm

    โอ้ ได้อ่านบล็อกใหม่ของคุณจ๋งนี้รู้สึกว่าทิศทางของบล็อกแบนี้กำลังดีเลยครับ อิอิ
    ส่วนชัยชนะของ Blu ray มาจาก Play station นี่เอง

  3. ดูหนัง

    19 มิถุนายน 2009, 12:57 pm

    ยังไม่มีเครื่องเล่น blu ray เลย ไม่รู้ราคาแพงไหม

  4. mk

    20 มิถุนายน 2009, 10:56 pm

    ผมว่าบล็อกของคุณจ๋งอันนี้ ส่งไปลงนิตยสารหนังพวก Bioscope ได้เลยนะครับ น่าลอง

  5. Warong

    21 มิถุนายน 2009, 1:36 am

    จ๊าก มาตรฐานระดับลงไบโอฯ ได้นี่น่ากลัวมากนะครับ

  6. คนอ่านหนังสือ

    23 มิถุนายน 2009, 8:51 am

    “หลังจากร้างราไปนานด้วยความเบื่อหน่าย ก็ได้ฤกษ์กลับมาทำเว็บชมรมหนังสือสัญจรต่อ”

    อยากรู้เรื่อง “เว็บชมรมหนังสือสัญจร” พอจะเล่าให้ฟังมากกว่านี้ได้ไหมครับ?

    เรื่องราวความเป็นมา ผลการประชุมสรุปว่าอย่างไรกันบ้าง ทำไมร้างลาด้วยความเบื่อหน่าย อนาคตจะเป็นอย่างไร ฯลฯ (ถ้าสามารถเขียนเป็นซีรี่ย์เหมือนคุณพัชรทำเรื่องเว็บช่วยชาติจะเยี่ยมมากครับ)

    ขอบคุณมากครับ

  7. Warong

    24 มิถุนายน 2009, 1:43 am

    สวัสดีครับ

    คนริเริ่มชมรมหนังสือสัญจรไม่ใช่ผมนะครับ แต่เป็นกลุ่มสำนักพิมพ์หนังสือจำนวนหนึ่งครับ ผมไปช่วยเค้าทำเว็บเท่านั้นเอง ที่ร้างไปก็เพราะความขี้เกียจล้วนๆ เลย แต่ก็เฉพาะส่วนเว็บที่ผมว่าจะช่วยเขานะ อันนี้ก็ปกติครับ ตอนประชุมกันนั้น ไอเดียบรรเจิด แต่พอทำงานจริงๆ ผมก็ขอผลัดด้วยยุ่งเรื่องงานบ้าง ป่วยบ้าง ขาดแรงบันดาลใจบ้าง พอหมดข้ออ้างก็ใช้วิธีหลบหน้าหรือไม่ตอบเมล์เอาดื้อๆ แต่บรรดาสำนักพิมพ์นั้นเขาก็ทำของเขา เร่ขายของเขาไปอยู่น่ะครับ

    ขอบคุณนะครับที่ให้ความสนใจ อันที่จริงแผนเดิมที่วางไว้ก็ทาบทาม “ดอนเวียง” ให้มาเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ตอนทำสำนักพิมพ์สามัญชน เห็นแกก็สนใจอยู่ครับ แต่ก็นั่นแหละ มันไม่มีเว็บจะไปให้แกเขียนที่ไหน ยังไงใจเย็นๆ นะครับ มันคงเสร็จซักวันล่ะครับ

  8. คนอ่านหนังสือ

    24 มิถุนายน 2009, 3:05 pm

    ขอบคุณครับที่ตอบไขข้อข้องใจ

    แต่อ่านแล้วงงๆ สรุปว่าคุณจ๋งและคุณเม่นช่วยทำเว็บนี้แบบการกุศล(ฟรี)เหรอครับ?

    คืออย่างนี้ครับ ผมพอจะรู้จัก “ดอนเวียง” อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เป็นการส่วนตัวนะครับ แค่เคยคุยกันผ่านอีเมลนิดหน่อย และผมพึ่งมาได้ยินโครงการ “ชมรมหนังสือสัญจร” ก็เลยสนใจค้น google เจอข่าวเก่าว่าเขาคุยกันมาตั้งนานแล้ว (ว่าจะอีเมลไปถามรายละเอียดกับ “ดอนเวียง” อยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่กล้า) บังเอิญมาเจอตัวเว็บ sunjorn.org (และบล็อกนี้) ก็เอาไปสืบต่อว่าพึ่งจดโดเมนเมื่อต้นปีนี้เอง(ทั้งที่ตัวชมรมฯ น่าจะคุยกันมาหลายปี?) รวมถึงเจ้าของโดเมนก็เป็นแอดมินฟ้าเดียวกัน?(ไม่ได้มีอคติใดใดนะครับ)

    โดยสรุปก็คือ ผมสนใจและอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ หากจะสามารถเล่าสู่กันฟังได้มากกว่านี้

    ขอบคุณครับ

    หมายเหตุ: สำหรับเหตุผลที่ร้างไปของคุณจ๋งนั้น เป็นเหตุผลหลักของผมเลย(ฮา)

  9. Warong

    25 มิถุนายน 2009, 11:18 pm

    ผมเองก็เกี่ยวข้องไม่มากนะครับ เลยบอกเล่าให้ฟังได้แต่เท่าที่ผมฟังๆ มาเวลาได้ยินเค้าคุยกันแล้วปะติดปะต่อเอาเอง ตัวชมรมน่าจะมีการคุยกันมากสุดไม่เกินปีนึงครับ ตัวตั้งตัวตีน่าจะเป็นฟ้าเดียวกันกับหนังสือใต้ดินริเริ่มความคิดกันขึ้นมาก่อน แล้วชวนสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่สนใจมาร่วมด้วย

    ปัญหามาจากสภาพตลาดหนังสือในเวลานี้ที่ไม่ค่อยจะเอื้อต่อแนวทางทางหนังสือบางประเภท ก็อย่างที่ทราบกันดี ในธุรกิจหนังสือประกอบไปด้วยโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ ผู้ริเริ่มคิดจะทำหนังสือคือสำนักพิมพ์ แต่ผู้มีอิทธิพลต่อคนอ่านหนังสือและตลาดหนังสือมากกว่าเป็นสายส่งกับร้านหนังสือ (เล่มนี้ควรเห็นบ่อย กระจายกว้าง วางเด่น ฯลฯ) อืม…ในเมืองไทยตลาดออนไลน์คงยังไม่มีอิทธิพลมากขนาดนั้นมั้ง

    ทางเลือกอื่นของโครงสร้างแบบนี้คืองานสัปดาห์หนังสือที่จัดกันปีละสองครั้ง ที่ทำให้สำนักพิมพ์พบกับผู้อ่านโดยตรง โดยข้ามสายส่งและร้านหนังสือไป (แน่นอน เลยทำให้ลดราคาได้มาก) คราวนี้ผู้มีอิทธิพลก็คือคนจัดงาน ส่วนสายส่งกับร้านหนังสือเสียประโยชน์

    ถ้ามองตามสายตาของธุรกิจ รูปแบบแรก (สำนักพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือ) กับรูปแบบที่สอง (งานสัปดาห์หนังสือ สำนักพิมพ์) เป็นรูปแบบผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ดูเหมือนสำนักพิมพ์จะชอบรูปแบบที่สอง ส่วนร้านหนังสือน่าจะชอบรูปแบบแรก แต่แปลกดี บางสำนักพิมพ์กลับรักถนอมรูปแบบแรก เช่นสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ที่ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่แล้วเห็นประกาศกร้าวออกมาว่าจะไม่ลดราคาหนังสือในงาน สงสัยเพื่อให้คนอ่านไม่ติดนิสัยซื้อหนังสือราคาถูกปีละสองครั้งละมั้ง (แถมยังมีคำขวัญช่วยร้านหนังสือออกมาเป็นระลอก) อืม ก็ดูโรแมนติคดี ความดีดูโรแมนติคเสมอ แต่ความดีกับการมีประโยชน์ก็น่าจะไปด้วยกันได้ไม่ใช่หรือ?

    นอกเรื่องมากไป ผมคิดว่าชมรมหนังสือสัญจรเป็นความพยายามพึ่งตนเองของสำนักพิมพ์ในรูปแบบหนึ่งในหลายๆ รูปแบบที่สำนักพิมพ์ต่างๆ เคยพยายามกันมาน่ะครับ (อย่าง “ดอนเวียง” ก็ได้ข่าวว่าเปิดร้านหนังสือที่เชียงใหม่) เนื่องจากสำนักพิมพ์หนังสือเหล่านี้ ไม่ได้ทำตัวเป็นแค่คนพิมพ์และขายหนังสืออย่างเดียว แต่ยังสวมบทบาทนักกิจกรรมด้วย มีการจัดงานสัมนา งาน Camp งานอภิปรายต่างๆ นาน ซึ่งทำให้มีลู่ทางในการเข้าถึงผู้คนที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหนังสือที่ตนพิมพ์เช่นกัน ดังนั้น หากลงแรงจัดการเรื่องที่พักสินค้า การจัดการบัญชี/การเงินให้ดีหน่อย ก็พอจะเป็นลู่ทางในการเข้าถึงคนอ่านได้โดยไม่ต้องใช้โครงสร้าง สายส่ง/ร้านหนังสือ หรือพึ่งพิงงานสัปดาห์หนังสือปีละสองครั้ง ที่ผมสัมผัสได้ว่าหลายๆ คนยังเห็นว่าผู้จัดงานหนังสือน่าจะมีศักยภาพในการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจหรือมีคุณูปการต่อวงการหนังสือได้มากกว่านี้

    ตามความเข้าใจของผมเป็นดังนี้แหละครับ แน่นอนว่าเว็บก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเกื้อหนุนรูปแบบนี้ได้ ผมเข้าไปช่วยพวกเขาได้ก็เรื่องเว็บนี่แหละครับ แต่ตอนนี้ แม้เว็บจะยังไม่เสร็จ แต่สำนักพิมพ์เหล่านี้เขาเร่ขายของเขาแล้วนะครับ หากไปร่วมกิจกรรมที่คนทำหนังสือกลุ่มนี้ร่วมด้วย ก็มักจะเห็นแผงขายหนังสือที่เค้าเร่เอาไปขายกันนั่นแหละครับ (โดยเฉพาะตามมหาวิทยาลัยต่างๆ)…เพราะเหตุนี้มั้งเลยได้ชื่อ หนังสือสัญจร ซึ่งแน่นอนว่าคนทำหนังสือแนวนี้เค้ามีความใฝ่ฝันอยากทำกิจกรรมโน่นกิจกรรมนี่กันด้วยมากมายนอกเหนือไปจากแค่พิมพ์หนังสือขาย ที่ผมได้ฟังมาก็เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับปกหนังสือ หนังสือหายาก หนังสือเก่าเป็นต้นครับ

    ก็…เล่าให้ฟังได้เท่าที่รู้และประมวลความออกมาได้นะครับ

  10. คนอ่านหนังสือ

    26 มิถุนายน 2009, 9:04 am

    ขอบคุณมากๆ เลยครับ

Leave a Reply