เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2552
3 ตุลาคม 2009, 5:42 pm
จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า
ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่
ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook
หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น The Search (2009, Pema Tseden) นะครับ
อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี
Shirin (2008, Abbas Kiarostami)
ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้
ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น
ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี
The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)
ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ
แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง อาจรู้สึกไม่ต่างจากหนังสงครามทั่วๆ ไปนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ผู้คนแก่ตัวลงและภาวะสงครามก็ยังไม่จบสิ้นเสียที สภาพปรกติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นภาวะสงครามกลับกลายเป็นภาวะปรกติ อารมณ์เซอร์ๆ หรือดูแปลกๆ ในช่วงท้ายของหนังอาจจะมาจากความแปลกเช่นที่ว่านี้
หากมีโอกาสคงได้ปันประสบการณ์เรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ
[top]
