คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya
17 มิถุนายน 2010, 8:50 pm
ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรเอกชนอย่าง คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง หนัง และ หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา
แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ @supinya ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด
ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ
โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ
ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. (ปี 2) และสืบเนื่องต่อมาถึงเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 (ปี 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองเหล่านี้คงจะช่วยบ่มเพาะความคิดและทำให้สนใจทางข่าวคราวด้านการเมือง และทำกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นชนชั้นกลางต่อต้านทหารมาก บรรยากาศช่วงนั้นที่มีการเสนอข่าวด้านเดียวของทหาร ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารจึงเป็นเจ้าของวิทยุและโทรทัศน์?
หลังเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานใน บริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น ทำรายการสารคดี ริมระเบียง ที่บางจากเป็นสปอนเซอร์ เป็นคนเขียนบท และ Producer ซึ่งทำให้รู้จักปัญหาสังคมกว้างขึ้น เช่นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านปากมูล แต่แม้รายการจะประสบความสำเร็จได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เมื่อปรับผังรายการ รายการกลับถูกปรับออก
ต่อมาบริษัท ป่าใหญ่ มาได้เวลาจากช่องสาม ก็ตามไปทำรายการ เช้าวันหนึ่ง ที่ช่องสามด้วย แต่ก็ทำได้แค่สามเดือน รายการก็ถูกปลดออกจากผังอีกครั้ง
ตอนนั้นไฟแรงมาก อยากทำรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาหนัก แต่เมื่อถูกปลดออกจากผังรายการติดๆ กันก็เสียใจ จึงไม่ได้สนใจทำรายการโทรทัศน์ต่อ
สู่แวดวงองค์กรเอกชน
ในช่วงนั้นมีกระแสปฏิรูปการเมือง (ราวปี 2538-2539) และองค์กรเอกชน (NGOs) เรื่มมีพลังทางสังคมไทยมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็สนใจเข้ามาทดลองทำงานใน NGOs เริ่มต้นที่ มูลนิธิอาสาสมัครเพืิ่อสังคม ก็ได้ได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ เช่น พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตศิลา ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่ NGOs มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น
การปฏิรูปการเมือง นำไปสู่รัฐรรมนูญฉบับปี 2540 อันมีมาตรา 40 ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ด้วยความสนใจอยู่แล้ว จึงได้ร่วมก่อตั้ง คณะทำงานติดตามมาตรา 40 ซึ่งได้กลายมาเป็น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เรียกได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหว (Activists) และเริ่มมีบทบาททางการวิจารณ์การเมือง
ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ขึ้น จากการร่วมติดตาม เมื่อเห็นปัญหาด้านการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จึงได้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนพี่พิทยา ว่องกุลฟ้องศาลปกครองกรณีการคัดสรร กสช. จนทำให้การจัดตั้งกสช. ที่มีปัญหาครั้งนั้นล้มไป ซึ่งการจัดตั้งกสช. นี้เองที่มีปัญหามาตลอด แม้จนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายก การจัดตั้ง กสช.ก็ยังไม่สำเร็จเสียที
ระหว่างนี้เอง ได้โอกาสไปเรียนต่อเรื่องนโยบายเกี่ยวกับโทรคมนาคมที่อังกฤษ กลับมาก็ร้อนวิชา เขียนบทความวิจารณ์กลุ่มชิน คอร์ปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ได้คัดบางส่วนไปลงพิมพ์และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม
น่าจะถือว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ เลยที่เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้านกิจการโทรคมนาคมของคุณทักษิณ ทำให้เกิดปฏิกริยาจากกลุ่มชิน ได้ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นคดีความทั้งแพ่งและทางอาญา ในปี 2546
คดีแพ่งนั้นเรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ดังที่เป็นข่าวในช่วงนั้น
จุดสนใจในความขัดแย้ง
เวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีการแบ่งสีเป็นเหลืองเป็นแดงอย่างทุกวันนั้น รัฐมักจะมองว่า NGOs เป็นภัยต่อความมั่นคง ตอนที่รณรงค์ช่วงนั้นจะมีสันติบาลติดตามอยู่ตลอด แต่ก็ได้สะสม profile ของตัวเองเอาไว้ ครั้นเกิดคดีนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นข่าวโด่งดัง มันก็กระทบกับชีวิตค่อนข้างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนที่คบอยู่ด้วย เพราะบางครั้งเราควบคุมอารมณ์รับกับสถานการณ์ได้ไม่ตลอด ทางบ้านก็เป็นห่วงมาก
แต่ในแง่ความรับรู้จากสังคมภายนอก ลักษณะจะออกไปทางดราม่านะ แบบผู้หญิงที่ถูกรังแก ช่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักมากทั้งในและต่างประเทศ ได้ไปต่างประเทศบ่อย มีคนขอความเห็น คำวิจารณ์ของเราไปลง ประกอบกับช่วงต่อมาก็มีกระแสต่อต้านคุณทักษิณขึ้น ความเห็นในสังคมมันเริ่มเข้าข้างเรา
ในปี 2549 ศาลยกฟ้องคดีอาญา คำตัดสินว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ส่วนคดีแพ่งนั้น กลุ่มชินได้ถอนฟ้องไปเอง กระแสต่อต้านคุณทักษิณยิ่งแรงขึ้น ตอนนั้นก็ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร จนต่อมาเกิดรัฐประหาร ก.ย. 2549
ห่างการเมือง สู่พลเมืองเน็ท
หลังเกิดรัฐประหารก็ผิดหวังมาก เพราะเราคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ และเริ่มมีการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นฝักฝ่ายกันอย่างรุนแรง และมีการเหวี่ยง ทำให้บางครั้งเราเองก็จะห่างๆ กับเพื่อนๆ บางคนไป และก็จะถูกวิจารณ์แรงๆ มากขึ้น บางครั้งก็จากกลุ่ม NGOs ด้วยกันที่ถือว่าอยู่คนละขั้ว
ช่วงนั้นเองจะเริ่มเว้นว่างทางกระแสการเมือง มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่พักนึง สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกับการเมือง ที่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมก็ในช่วงนี้ด้วย เป็นสำนักวิปัสสนาโกเอ็นก้า
ครั้นสอนหนังสือเป็นพนักงานของรัฐได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเรา
ก็ลาออกมา เลยว่างอยู่พักนึง จนประมาณปี 51 ได้มีการก่อตั้ง กลุ่มพลเมืองเน็ท ขึ้น พอมีคนชวนมาร่วมงานด้วย เลยได้มาทำงานกับคนในอินเทอร์เน็ท
กลุ่ม Thai Netizen แปลกไปจาก เพื่อนๆ NGOs เพราะคนที่ Netizen อาจจะดูชิล ไม่ค่อยแสดงตนเป็นการรวมกลุ่มระดมกำลัง แบบ NGOs ที่เวลาเคลื่อนไหวจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่นมีการลงชื่อเป็นกลุ่มก้อน เป็นจำนวน (เช่น 129 นักวิชาการ 30 องค์กร) อาจเพราะในอินเทอร์เน็ทมันมีความเป็น “ปัจเจก” อยู่มากกว่า
แล้วก็มีคนมาสอนเล่น Facebook และ Twitter ก็ในช่วงนี้
ความคิดฝัน
ที่เราอยากทำ อยากตั้งสถาบันสื่อเป็น Think Tank คอยตรวจสอบกสทช. (องค์กรอิสระที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง) ผลักดันนโยบายด้านสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม กระจายการเข้าถึงเพื่อสิทธิเสรีภาพ
ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์…ตอนนี้ก็มีความรู้สึกดีดีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องใช้เวลา อยากรักได้แบบไม่มีเงื่อนไข อยากให้เปล่าแต่ก็แอบคาดหวังบ้าง ก็หวังว่าเค้าคงจะเปิดใจ
[top]


iMenn
18 มิถุนายน 2010, 12:08 am
อ้าว อ่านเพลินๆ จบหักมุมซะงั้น
Warong
18 มิถุนายน 2010, 12:42 am
หวังว่าเจ้าตัวเค้าน่าจะชอบนะ
mk
19 มิถุนายน 2010, 11:40 pm
ผมเข้ามาคอมเมนต์เพราะประโยคสุดท้ายนี่ล่ะ
NineKrit
20 มิถุนายน 2010, 12:07 am
รูปแรกและประโยคสุดท้ายเข้ากันมาก
Warong
20 มิถุนายน 2010, 1:19 am
@mk อะไรกัน คุณสุถิญญาทำอะไรมาตั้งมากมาย ทำไมสนใจแค่ประโยคเดียว
@NineKrit ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจครับ
mk
20 มิถุนายน 2010, 9:47 am
คุณจ๋งครับ ผมรู้เกือบทุกอย่างที่คุณสุภิญญาทำหมดแล้ว แต่ประโยคสุดท้ายเนี่ย ยังไม่รู้ เลยสนใจเป็นพิเศษ
Tweets that mention คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya | Warong -- Topsy.com
21 มิถุนายน 2010, 12:38 am
[...] This post was mentioned on Twitter by patchara, Ford AntiTrust, warong, platong jazz trumpet, Supinya Klangnarong and others. Supinya Klangnarong said: @punsorn อ่านอันนี้ยัง http://bit.ly/awIf4P [...]
tudut
21 มิถุนายน 2010, 1:17 am
ผมว่าประเด็นน่าจะอยู่ที่ ย่อหน้าสุดท้ายนี่แหล่ะครับ
ปลาทอง
21 มิถุนายน 2010, 2:43 am
ประโยคสุดท้ายนี่มัน….
iwhale
6 สิงหาคม 2010, 1:46 am
ความสัมพันธ์แบบอิสระ ไม่มีเงื่อนไข แต่จะถูกตรวจสอบ อิๆ
(มั่วสรุปเอาจากการอ่านย่อหน้าสุดท้าย)
Warong
6 สิงหาคม 2010, 2:25 am
โห ความสัมพันธ์แบบนี้โหดร้ายมากเลยครับ T_T