Blue Valentine ความลวงของอารมณ์รัก
20 กุมภาพันธ์ 2011, 8:57 pm

Blue Valentine ภาพยามคู่รักยังหวานชื่น
หนังเรื่องนี้เพื่อนๆ ที่นับถือกล่าวขวัญถึงกันมาก และโด่งดังในเทศกาลหนังระดับนานาชาติเอาเลยทีเดียว แม้ความโด่งดังส่วนหนึ่งที่กระตุ้นความสนใจคนดูบางกลุ่มอาจจะมาจากฉากเพศสัมพันธ์ที่โจ่งแจ้ง และประเด็นเรื่องเรทหนังที่ออกจะอื้อฉาว แต่ตัวหนังเองมีเรื่องราวน่าสนใจมากอยู่ในตัว
หนังเอ็กซเรย์ อารมณ์รัก และ การดำเนินไปของความสัมพันธ์ ได้อย่างน่าทึ่ง ถ่ายทอดความรู้สึกเร้ารึงอ่อนโยนยามหวาน และความชืดชาแหนงหน่ายยามจืดจาง โดยไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยดูแคลนแม้แต่น้อย
ขณะที่หนังบางเรื่องที่สะท้อนปัญหาชีวิตคู่ มีท่าทีสั่งสอนผู้คนหรือเย้ยหยันแกมขบขันยามคู่รักจีบกัน บ้างก็ว่าเลื่อนลอย หรือดูจอมปลอม ครั้นพอถึงช่วงชืดชาต่อกัน ก็ว่านี่แหละโฉมหน้าที่แท้จริงของความรักหรือชีวิตคู่
แต่ Blue Valentine กลับไม่มีท่าทีเยอะเย้ยเช่นนั้น ในตอนหวานกัน เราจะสัมผัสแง่มุมอ่อนโยนน่ารักได้ จริงๆ ครั้นพอชืดชา ก็ดูผิดที่ผิดทางไปเสียหมดชวนใจหาย จริงๆ
พระเอกนางเอกไม่ได้ละเลยต่อกัน หรือเบื่อหน่ายจนคร้านที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาใจใส่ ตรงกันข้าม ทั้งคู่พยายามเต็มที่แล้วที่จะรักษาประคับประคองความสัมพันธ์ให้ลุล่วงผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งการเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ สามีที่ให้เวลาและเป็นพ่อที่ดี
ในจุดที่เกือบเข้่าสู่วิกฤตของความสัมพันธ์ หนุ่มสาวพยามยามต่ออายุชีวิตคู่ของตนด้วยการหาเวลาอยู่ใกล้ชิดกัน และไปลงเอยที่โมเต็ลแห่งหนึ่ง ทั้งสองพยายามนำเพลงที่มีความหมายครั้งก่อน ที่เคยเป็นความหลังบันดาลใจ กลับมาใช้เพื่อดึงเอาโมงยามช่วงอ่อนหวานกลับคืนมา แต่ก็ปราศจากผล ราวกับบางสิ่งบางอย่างมันสูญไปแล้ว หรือหล่นหายไประหว่างทาง ไม่ว่าทั้งคู่จะชะแง้หาความอ่อนโยนที่หายไปนั้นอย่างไร จะอาศัยของที่ระลึกจากความทรงจำแสนหวาน เงาอันสวยงามจากอดีตก็ไม่สามารถประคองความว่างเปล่าในปัจจุบันให้ผ่านไปได้ ไม่ว่าจะทางบทเพลงหรือเพศสัมพันธ์ก็แล้วแต่
ถ้าเช่นนั้น ปัญหาความสัมพันธ์คู่นี้มีที่มาจากไหน?
How do you trust your feelings when they can just disappear like that
หนังได้แย้มปูมหลังของพระเอกนางเอกว่าต่างก็มาจากครอบครัวที่มีปัญหา นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังต่างกันทั้งในรูปแบบการดำเนินชีวิตและสังคม แต่ปัญหาใจกลางหลัก น่าจะเป็นการสับสนและทึกทักเอาว่า อารมณ์รัก และ ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์ เป็นสิ่งเดียวกัน
หนังตัดสลับประกอบเรื่องราวทั้งสองช่วงเวลายามแรกรักและยามปัญหา ให้ภาพเชิงเปรียบเทียบเพื่อเล่าเรื่องและนำพาอารมณ์พระเอกนางเอกมาให้เห็นแง่มุมตลอดทั้งเรื่อง ในคำพูดของตัวละครที่แย้มออกมาเป็นระยะๆ เราจะพบกับคำพูดที่น่าสนใจ เช่นของพระเอก ตอนก่อนจะได้พบนางเอก และคุยกับเพื่อนเรื่องความรัก
I feel like men are more romantic than women. When we get married we marry, like, one girl, ’cause we’re resistant the whole way until we meet one girl and we think I’d be an idiot if I didn’t marry this girl she’s so great. But it seems like girls get to a place where they just kinda pick the best option… ‘Oh he’s got a good job.’ I mean they spend their whole life looking for Prince Charming and then they marry the guy who’s got a good job and is gonna stick around.
ในคำพูดนี้ เห็นได้ชัดว่าในทรรศนะของพระเอกดูมีความสับสนอยู่ในทีระหว่าง ความโรแมนติค การแต่งงาน และ ชีวิตการงานดี
กับอีกตอนหนึ่งที่แสนชัดเจน ในช่วงความสัมพันธ์ของเขากับนางเอกเริ่มมีปัญหากันแล้ว
I didn’t want to be somebody’s husband and I didn’t want to be somebody’s dad, that wasn’t my goal in life. But somehow it was. I work so I can do that.
อารมณ์รักที่พวยพุ่งและโหยหากันจนมิอาจแยกจากได้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และการเติมความหวานด้วยอารมณ์รักท่วมท้นล้นปรี่ก็สามารถช่วยประคองความสัมพันธ์ให้ผ่านเรื่องราวอุปสรรคนานาในเบื้องแรกมาได้ แต่อามรณ์รักที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมมีวันเหือดหายมอดลง ในช่วงที่มันดับลงแล้ว ความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์นั้นเองที่จะรับช่วงต่อเพื่อให้คู่รักดำเนินต่อไปได้
ปัญหาของพระเอกนางเอกใน Blue Valentine ก็คือปัญหาการประคองความสัมพันธ์หลังอารมณ์เช่นนี้จืดจางลงไปแล้ว ความขมและความกลวงเปล่าที่ทั้งคู่ต้องเผชิญนี้เอง ที่ราวกับเป็นสิ่งตกค้างมาจากความกลมกล่อมในอดีต ซึ่งก็คงมีที่ทางอยู่เพียงในอดีตและความทรงจำเช่นกัน ไม่ใช่ปัจจุบันหรืออนาคต
หนังเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากกว่าการพยายามเล่าเรื่องหรือการสร้างความเข้มข้นด้วยบทสนทนา และทำได้น่าตื่นเต้น ในแต่ละฉาก แต่ละตอนส่งผ่านอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วขณะทั้งสุขทั้งเศร้า แฝงไว้ทั้งความมุ่งหวังลึกๆ และความใฝ่ฝันของตัวละครได้อย่างดี
ลองดูฉากน่ารักที่แสดงความหวานชื่นยามแรกรักของทั้งคู่ได้ในคลิปนี้ของ youtube ครับ
หมายเหตุ: รูปอาจมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต
[top]
FILMSICK
21 กุมภาพันธ์ 2011, 12:39 pm
จุดที่ตัวเองชอบมากในหนังเรื่องนี้คือการแสดงให้เห็นว่า ‘ครึ่งแรก’ของพวกเขานั้นเป็นเพียง ‘ดอกไม้ไฟ’ เท่านั้น นางเอกเป็นนักเรียนเตรียมแพทย์ พระเอกเป็นเด็กส่งของ ความรักของพวกเขาเกิดจากการเผลอไผลของนางเอกขณะที่กำลังหน่าย ‘แฟนเก่าแตกใน’ แถมทารกยังไม่ในเวลาที่ไม่คาดคิด
หนังพยายามกลบความผิดพลาดแต่เริ่มแรกด้วยการทำให้มันเป็นดอกไม้ไฟไปจริงๆ ใช้ ฟิล์มสิบหกถ่ายให้งดงาม แต่จริงๆเรื่องนี้คาดเดาบทลงเอยได้ตั้งแต่ต้น สำหรับผมมันจึงเศร้ามากทีเดียว
ที่สำคัญในขณะที่หนังเรื่องอื่นเจ็บปวดเพราะตัวละครชายกักขฬะ หรือละเลยความสัมพันธ์ แต่ในเรื่องนี้กลับแสดงว่าความรักที่ล้นเกินของพระเอกนั่นเองที่ค่อยทำลายความสัมพันธ์ลง
Warong
21 กุมภาพันธ์ 2011, 1:04 pm
เปรียบกับดอกไม้ไฟแล้วดีจริงๆ ครับ เข้ากับช่วงตอนจบหนังเลย
อย่างไรก็ดี ดูจากในหนังแล้ว พระเอกเค้าน่าจะเป็นพ่อที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ดูสนิทใจกับลูกสาวมากกว่านางเอกซะอีก เอาเข้าจริง อารมณ์ตกค้างของคู่นี้จากช่วงแรกที่ต่างกันอาจเป็นปัญหาจริงๆ ก็ได้ครับ
Warong
21 กุมภาพันธ์ 2011, 1:09 pm
อีกอย่างคือผมจำไม่ได้แล้วว่าลูกนางเอกนี่ ตกลงใช่ลูกพระเอกหรือเปล่า? คือ …. ถ้าเป็นลูกคนอื่นเนี่ย แกแมนโคตรๆ จริงๆ ครับ
kaninnit
21 กุมภาพันธ์ 2011, 10:56 pm
ตอนแรกไม่ค่อยอยากดูเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ ดูมันเศร้า แต่พออ่านบล็อกนี้แล้วชักเริ่มอยากดูซะแล้ว
Warong
22 กุมภาพันธ์ 2011, 12:42 am
ลองดูครับลองดู ชอบไม่ชอบอย่างน้อยก็มีอะไรมันๆ ใหเห็นบ้างอ่ะนะ