
วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)
ในการพูดคุยประเด็นทางการเมืองครั้งหนึ่ง (ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์) เมื่อวงสนทนาเริ่มตึงเครียดและความขัดแย้งในวงได้ทวีความเข้มข้นขึ้น ผู้เข้าร่วมสนทนาหญิงได้ตั้งคำถามที่มีนัยโจมตีผู้ร่วมสนทนาอีกท่าน โดยการอิงเหตุการณ์ในอดีตบางมิติเข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน เธอตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้เข้าร่วมสนทนาท่านนั้น ทั้งที่เคยผ่านเหตุการณ์ในอดีตช่วง 6 ตุลา 2519 มาแล้ว ทำไมจึง ไม่ลุกขึ้นมาดีเฟนด์ศพของเพื่อนๆ (ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ)
การตั้งคำถามของเธอมีประเด็นน่าสนใจ ถ้าเราถือว่าการเมืองในความหมายกว้างๆ ทั่วไปเป็นความสัมพันธ์ระดับสาธารณะ เธอกำลังพร่าขอบเขตนี้ลงไปยังอาณาบริเวณความสัมพันธ์ระดับส่วนบุคคล (การปกป้องเพื่อนพ้อง ความมีน้ำใจ การเจ็บแค้นแทนเพื่อนฝูง)
เช่นเดียวกับในวงเสวนาครั้งหนึ่ง ในช่วงตั้งคำถาม ผู้ฟังท่านหนึ่งได้ตั้งคำถามต่อวิทยากรหญิง (ที่คนทั่วไปทราบประวัติดีว่าเธอเคยเข้าร่วมต่อสู้ในป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ว่าเหตุใด ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ (ซึ่งวิทยากรท่านนั้นออกจากป่ามานานแล้ว) เธอกลับสร้างผลงานบางชิ้น ซึ่งในทรรศนะของผู้ฟังท่านนั้นเห็นว่าเป็นผลงานเพื่อเชิดชูบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของเพื่อนๆ เธอในอดีต
คำตอบของวิทยากรเพิ่มความน่าสนใจต่อการตั้งคำถามลักษณะนี้ยิ่งขึ้น เมื่อเธอได้เล่าถึงอดีตบางด้านในป่า (ที่เธอว่าคนทั่วไปไม่ค่อยทราบนัก) ว่าเธอเองนั่นแหละที่ต้องสูญเสียเพื่อนใกล้ชิดของเธอคนหนึ่งไป เพราะ ผู้นำในป่าขณะที่เธอยังร่วมต่อสู้ในขบวนการอยู่
คำตอบของเธอน่าจะแสดงให้เห็นความยอกย้อนของการตัดสินการกระทำโดยการอิงกับมุมมองจากความสัมพันธ์ระดับบุคคลหรือส่วนตัว โดยเฉพาะการพยายามโยงมันไปยังระดับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือการเมืองในความหมายกว้าง
หากเรามีตาข่ายความสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นบุญคุณความแค้น ความรักชังระหว่างผู้คน ตาข่ายนี้คงซับซ้อนอย่างมากจนอาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะนำมาใช้ตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลในเรื่องราวระดับการเมืองหรือสาธารณะ
ท่านที่นับถือบางท่านจึงได้ระมัดระวังอย่างยิ่งในการอภิปรายประเด็นสาธารณะ และพยายามแยกขาดกับการยกเหตุผลข้อถกเถียงที่มาจากวิธีมองจากความสัมพันธ์ระดับส่วนตัว
แต่เรื่องราวจำพวกนี้สามารถแยกขาดจากกันได้จริงๆ หรือ?
คำตอบในละคร วันที่สหายพายุกลับบ้าน คงเป็นคำตอบว่า ไม่ได้ อีกทั้งยังอาจทำให้เราเข้าใจได้ว่า เพราะการไม่ทิ้งการมองระดับส่วนตัวของมนุษย์กระมัง ที่ทำให้เราพอจะเข้าใจผู้คนต่างๆ ในช่วงความขัดแย้งระดับอุดมการณ์ได้

วันที่สหายพายุกลับบ้าน (ที่มา: Facebook ละคร)
แม้ละคร วันที่สหายพายุกลับบ้าน จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นพื้นหลัง ตั้งแต่ช่วงเวลาหลังการประกาศนโยบาย 66/23 (ที่ทำให้กลุ่มผู้จับอาวุธในป่าบางส่วน กลับบ้าน) จนถึงบรรยากาศช่วงก่อนหน้านั้นจากการเล่าเหตุการณ์ย้อนเวลาในละคร แต่คำพูดจากปากตัวละครและความขัดแย้งต่างๆ ในละครเรื่องนี้ ดูจะไม่ได้เน้นไปที่การถกเถียงกันทางอุดมการณ์ทางการเมือง (ในความหมายของความคิดที่กำหนดกรอบในการมองโลก) เท่าไหร่นัก
ความเข้มข้นทางการถกเถียงแง่นี้ในละคร เห็นจะมีเพียงคำพูดจากปากตัวละครหญิงที่ชี้ให้เห็นว่าแม่ของพายุ (ตัวเอกของเรื่อง) กำลังใช้เงินจากเงินเดือนราชการ ซึ่งมีที่มาจากภาษีประชาชน
แต่นอกจากนั้น ดูๆ ไปแล้ว ความขัดแย้งหลักๆ ในละครมาจากการจินตนาการถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมที่มีความแตกต่างกันไปเสียมากกว่า ระหว่างความสัมพันธ์แบบ สหาย (สหายคือคนที่ตายแทนกันได้) กับความสัมพันธ์ของ บ้าน (พ่อ แม่ พี่ น้อง)
การปะทะกันระหว่างความสัมพันธ์แบบ สหาย กับความสัมพันธ์แบบ บ้าน นี้เอง ที่น่าจะเป็นความความเข้มข้นที่ละครจับใจคนดูทั่วไปส่วนใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้คนดูมารับฟังชุดคำอธิบายทางอุดมการณ์ที่อาจชวนหงุดหงิดใจ เราจะพบคำพูดที่คนดูส่วนใหญ่คุ้นชินจากประสบการณ์ชีวิตประจำวัน จนสามารถแทนที่ตัวเองเข้าไปในความขัดแย้งที่คล้ายกับมีการเมืองเป็นพื้นหลังได้ไม่ยากนัก (พวกมันทำเราก่อน พวกมันไม่ยอมหยุด ฯลฯ)
และอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญนักที่คนดูบางกลุ่มซึ่งคาดหวังมากกว่านี้ ก็คงมีประเด็นที่ไม่โดนใจจากละครอยู่บ้าง
และถ้าเป็นเช่นนั้น ละครเรื่องนี้เลือกจะสนับสนุนความสัมพันธ์แบบใด?
ละครเริ่มต้นด้วยเพลงแนวเพื่อชีวิต และจบลงด้วยเพลงลูกกรุง หากเราดูชื่อเรื่อง วันที่ สหาย พายุกลับ บ้าน ก็คงน่าจะพอบอกอะไรได้ บทสรุปของละคร คงไม่ใช่บทสรุปที่ชวนประหลาดใจ และแน่นอนว่าอาจไม่ถูกใจแฟนๆ หลายท่าน
อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ละครคงจะบอกเราได้ก็คือ เรื่องการเมือง แนวคิดอุดมการณ์ ประเด็นสาธารณะ กับเรื่องราวที่เป็นความสัมพันธ์ในแง่ส่วนบุคคลของผู้คน คงไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปสามารถแยกขาดจากกันได้ง่ายนัก และเส้นแบ่งนั้นก็เลือนลางเกินกว่าคนเราจะไม่นำมาปะปนกันในการคิดการพูด ขณะเดียวกันมันก็คงช่วยให้คนส่วนใหญ่พอจะสัมผัสหรือเข้าใจผู้คนที่ต่างอุดมการณ์กันได้บ้างในบางกรณี

Comments
ขอบคุณที่เขียนถึงครับ
ขอบคุณที่มาอ่านครับ