Archive for the ‘ไม่มีหมวดหมู่’ Category

คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya

วันพฤหัส, มิถุนายน 17th, 2010
สุภิญญา กลางณรงค์

สุภิญญา กลางณรงค์

ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรเอกชนอย่าง คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง หนัง และ หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา

แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ @supinya ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด :)

ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ

โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ

ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. (ปี 2) และสืบเนื่องต่อมาถึงเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 (ปี 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองเหล่านี้คงจะช่วยบ่มเพาะความคิดและทำให้สนใจทางข่าวคราวด้านการเมือง และทำกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นชนชั้นกลางต่อต้านทหารมาก บรรยากาศช่วงนั้นที่มีการเสนอข่าวด้านเดียวของทหาร ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารจึงเป็นเจ้าของวิทยุและโทรทัศน์?

หลังเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานใน บริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น ทำรายการสารคดี ริมระเบียง ที่บางจากเป็นสปอนเซอร์ เป็นคนเขียนบท และ Producer ซึ่งทำให้รู้จักปัญหาสังคมกว้างขึ้น เช่นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านปากมูล แต่แม้รายการจะประสบความสำเร็จได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เมื่อปรับผังรายการ รายการกลับถูกปรับออก

ต่อมาบริษัท ป่าใหญ่ มาได้เวลาจากช่องสาม ก็ตามไปทำรายการ เช้าวันหนึ่ง ที่ช่องสามด้วย แต่ก็ทำได้แค่สามเดือน รายการก็ถูกปลดออกจากผังอีกครั้ง

ตอนนั้นไฟแรงมาก อยากทำรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาหนัก แต่เมื่อถูกปลดออกจากผังรายการติดๆ กันก็เสียใจ จึงไม่ได้สนใจทำรายการโทรทัศน์ต่อ

สู่แวดวงองค์กรเอกชน

ในช่วงนั้นมีกระแสปฏิรูปการเมือง (ราวปี 2538-2539) และองค์กรเอกชน (NGOs) เรื่มมีพลังทางสังคมไทยมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็สนใจเข้ามาทดลองทำงานใน NGOs เริ่มต้นที่ มูลนิธิอาสาสมัครเพืิ่อสังคม ก็ได้ได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ เช่น พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตศิลา ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่ NGOs มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น

การปฏิรูปการเมือง นำไปสู่รัฐรรมนูญฉบับปี 2540 อันมีมาตรา 40 ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ด้วยความสนใจอยู่แล้ว จึงได้ร่วมก่อตั้ง คณะทำงานติดตามมาตรา 40 ซึ่งได้กลายมาเป็น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เรียกได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหว (Activists) และเริ่มมีบทบาททางการวิจารณ์การเมือง

ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ขึ้น จากการร่วมติดตาม เมื่อเห็นปัญหาด้านการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จึงได้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนพี่พิทยา ว่องกุลฟ้องศาลปกครองกรณีการคัดสรร กสช. จนทำให้การจัดตั้งกสช. ที่มีปัญหาครั้งนั้นล้มไป ซึ่งการจัดตั้งกสช. นี้เองที่มีปัญหามาตลอด แม้จนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายก การจัดตั้ง กสช.ก็ยังไม่สำเร็จเสียที

ระหว่างนี้เอง ได้โอกาสไปเรียนต่อเรื่องนโยบายเกี่ยวกับโทรคมนาคมที่อังกฤษ กลับมาก็ร้อนวิชา เขียนบทความวิจารณ์กลุ่มชิน คอร์ปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ได้คัดบางส่วนไปลงพิมพ์และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

น่าจะถือว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ เลยที่เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้านกิจการโทรคมนาคมของคุณทักษิณ ทำให้เกิดปฏิกริยาจากกลุ่มชิน ได้ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นคดีความทั้งแพ่งและทางอาญา ในปี 2546

คดีแพ่งนั้นเรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ดังที่เป็นข่าวในช่วงนั้น

ตอนนั้นมันกระทบทั้งเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัว

จุดสนใจในความขัดแย้ง

เวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีการแบ่งสีเป็นเหลืองเป็นแดงอย่างทุกวันนั้น รัฐมักจะมองว่า NGOs เป็นภัยต่อความมั่นคง ตอนที่รณรงค์ช่วงนั้นจะมีสันติบาลติดตามอยู่ตลอด แต่ก็ได้สะสม profile ของตัวเองเอาไว้ ครั้นเกิดคดีนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นข่าวโด่งดัง มันก็กระทบกับชีวิตค่อนข้างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนที่คบอยู่ด้วย เพราะบางครั้งเราควบคุมอารมณ์รับกับสถานการณ์ได้ไม่ตลอด ทางบ้านก็เป็นห่วงมาก

แต่ในแง่ความรับรู้จากสังคมภายนอก ลักษณะจะออกไปทางดราม่านะ แบบผู้หญิงที่ถูกรังแก ช่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักมากทั้งในและต่างประเทศ ได้ไปต่างประเทศบ่อย มีคนขอความเห็น คำวิจารณ์ของเราไปลง ประกอบกับช่วงต่อมาก็มีกระแสต่อต้านคุณทักษิณขึ้น ความเห็นในสังคมมันเริ่มเข้าข้างเรา

ในปี 2549 ศาลยกฟ้องคดีอาญา คำตัดสินว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ส่วนคดีแพ่งนั้น กลุ่มชินได้ถอนฟ้องไปเอง กระแสต่อต้านคุณทักษิณยิ่งแรงขึ้น ตอนนั้นก็ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร จนต่อมาเกิดรัฐประหาร ก.ย. 2549

ห่างการเมือง สู่พลเมืองเน็ท

หลังเกิดรัฐประหารก็ผิดหวังมาก เพราะเราคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ และเริ่มมีการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นฝักฝ่ายกันอย่างรุนแรง และมีการเหวี่ยง ทำให้บางครั้งเราเองก็จะห่างๆ กับเพื่อนๆ บางคนไป และก็จะถูกวิจารณ์แรงๆ มากขึ้น บางครั้งก็จากกลุ่ม NGOs ด้วยกันที่ถือว่าอยู่คนละขั้ว

ช่วงนั้นเองจะเริ่มเว้นว่างทางกระแสการเมือง มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่พักนึง สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกับการเมือง ที่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมก็ในช่วงนี้ด้วย เป็นสำนักวิปัสสนาโกเอ็นก้า

ครั้นสอนหนังสือเป็นพนักงานของรัฐได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเรา

ก็ลาออกมา เลยว่างอยู่พักนึง จนประมาณปี 51 ได้มีการก่อตั้ง กลุ่มพลเมืองเน็ท ขึ้น พอมีคนชวนมาร่วมงานด้วย เลยได้มาทำงานกับคนในอินเทอร์เน็ท

กลุ่ม Thai Netizen แปลกไปจาก เพื่อนๆ NGOs เพราะคนที่ Netizen อาจจะดูชิล ไม่ค่อยแสดงตนเป็นการรวมกลุ่มระดมกำลัง แบบ NGOs ที่เวลาเคลื่อนไหวจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่นมีการลงชื่อเป็นกลุ่มก้อน เป็นจำนวน (เช่น 129 นักวิชาการ 30 องค์กร) อาจเพราะในอินเทอร์เน็ทมันมีความเป็น “ปัจเจก” อยู่มากกว่า

แล้วก็มีคนมาสอนเล่น Facebook และ Twitter ก็ในช่วงนี้

ความคิดฝัน

ที่เราอยากทำ อยากตั้งสถาบันสื่อเป็น Think Tank คอยตรวจสอบกสทช. (องค์กรอิสระที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง) ผลักดันนโยบายด้านสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม กระจายการเข้าถึงเพื่อสิทธิเสรีภาพ

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์…ตอนนี้ก็มีความรู้สึกดีดีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องใช้เวลา อยากรักได้แบบไม่มีเงื่อนไข อยากให้เปล่าแต่ก็แอบคาดหวังบ้าง ก็หวังว่าเค้าคงจะเปิดใจ

เว็บปรีดี – พูนศุขกับการออกแบบ

วันพฤหัส, พฤษภาคม 13th, 2010

วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 110 ปีชาตกาลท่านปรีดี พนมยงค์ สำหรับเรื่องราวของท่านปรีดี คงสามารถหาอ่านกันได้ตามความสนใจของแต่ละท่าน เพราะมีมากมายตั้งแต่งานวิชาการ สารคดีทางการเมือง งานเขียนตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนบล็อกเกอร์ในอินเทอร์เน็ท เอาแค่ประวัติชีวิตของท่านปรีดี ก็ดังราวกับตัวเอกในนิยายที่แต่งขึ้น ต้องเผชิญกับความผันผวนนานัปการ รวมทั้งมรสุมทางการเมืองและอคติของผู้คน นั่นคงเป็นเหตุให้ความรับรู้และภาพลักษณ์ของท่านจึงแตกต่างไปตามยุคสมัย และตามอคติของผู้อ่านผู้ฟังแต่ละท่านเช่นเดียวกัน

ราวสองปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทำงานชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและผลงานของท่านปรีดี นั่นก็คือ เว็บไซต์ ปรีดี – พูนศุข เว็บไซต์นี้มีจุดเริ่มต้นจากโครงการของอ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริที่จัดทำโครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานของท่านปรีดีให้เป็นระบบ คุณธนาพล อิ๋วสกุลจึงได้เสนอให้ทำเว็บไซต์นี้เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วย ในแง่การเตรียมข้อมูล มีข้อมูลน่าสนใจหลายๆ ชี้นที่ยังไม่ค่อยได้เผยแพร่ในวงกว้าง เช่น ไฟล์เสียงคำสารภาพของนายตี๋ที่เป็นพยานเท็จในคดีกรณีสวรรคต หรือ ไฟล์เสียงของท่านปรีดีที่ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี ฯลฯ

หน้าแรกเว็บไซต์ ปรีดี-พูนศุข

ในส่วนงานข้อมูลนั้นเป็นความดูแลของทีมงานอ. ชาญวิทย์และคุณธนาพล ผมเองก็เกี่ยวข้องงานระบบเว็บไซต์ และการออกแบบซึ่งเป็นฝีมือคุณเม่น ในงานเปิดตัวโครงการและเว็บไซต์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจำได้ว่าผู้มาร่วมงานวั้นนั้นชื่นชอบกันมาก และผมเองก็เช่นกัน หลังจากนั้นเมื่อผมมีโอกาสได้ไปคุยงานทำเว็บไซต์กับทีมงานออกแบบลูกค้าหลายเจ้า พอคุยกันเรื่องดีไซน์ ก็อ้างว่าอยากได้ดีไซน์แบบเว็บปรีดี-พูนศุข

ดูแล้วออกจะเป็นงานออกแบบที่ทุกฝ่ายพอใจกัน เมื่อผมมีโอกาสจึงลองถามเม่นดูถึงเบื้องหลังการออกแบบเว็บไซต์นี้ เม่นเริ่มต้นเล่าว่า

ตอนที่ดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข ทุกอย่างมันอิสระมาก เนื่องจากไม่มีโจทย์เริ่มต้นที่เคร่งครัดในตอนแรก ตอนออกแบบร่างแรกๆ จึงมีเวลาอ่านข้อมูลหรือซึมซับภาพประกอบจากหนังสืออย่างใจเย็น

หนังสือที่ได้มาจากทีมอ.ชาญวิทย์และคุณธนาพลก็คือหนังสือ ๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ – ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุขนั่นเอง

หนังสือ ๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ – ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น

จุดน่าสนใจคือสัมผัสแรกในงานออกแบบของเม่นมาจากเรื่องราวของท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่ใช่จากท่านปรีดี สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดเด่นและความต่างของตัวเว็บไซต์นี้ตั้งแต่แรก ในช่วงระยะหลังนี้ สังคมไทยเริ่มยอมรับและกลับมายกย่องท่านปรีดีใหม่ (หลังจากสร้างภาพปีศาจทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนาน) ท่านปรีดีก็ได้รับการเชิดชูในฐานะรัฐบุรุษ ขบวนการเสรีไทย ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ (แต่อาจจะข้ามๆ เรื่องคณะราษฎรไป) เป็นเหตุให้ภาพของท่านปรีดีที่ออกมาจึงเหมือนภาพปฏิมา และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านก็สำคัญ ใหญ่โต เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงอย่าง “อภิวัฒน์”

แต่เมื่อเริ่มต้นที่ชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข ความรู้สึกและมุมมองเบื้องแรกจึงต่างออกไป

อารมณ์หลักๆ ในตอนแรก ไม่ใช่ความประทับใจทางชีวิตการเมือง หรือผลงานของท่านปรีดี แต่ออกมาในแง่ชีวิตของสามัญชนธรรมดา คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล และได้รับการยอมรับใหม่ในภายหลัง

อารมณ์เช่นนี้เอง ที่ให้ดีไซน์ออกมาอ่อนโยนลง สื่อถึงอารมณ์ที่ต่างไปจากเรื่องราวเกี่ยวกับท่านปรีดีอื่นๆ และดูเป็นของชีวิตบุคคลสามัญธรรมดา เพราะเริ่มจากภาพชีวิตในแนวหลังของท่านผู้หญิงพูนศุข

ในหนังสือยังมีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัว และบางแง่มุมที่น่ารักนุ่มนวล เช่นยามปัจฉิมวัยที่ทั้งคู่ลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสแล้ว ท่านผู้หญิงได้เล่าถึงการไปจ่ายตลาดเพื่อหากับข้าวที่ท่านปรีดีชื่นชอบ ในการคัดเลือกภาพเพื่อทำ ปฏิทินชีวิต ของท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข ก็พยายายามสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกแนวนี้

คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล (ภาพ: ท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุขขณะลี้ภัยที่เมืองจีน)

อย่างไรก็ตาม ในห้วงยามที่ชีวิตการเมืองของท่านปรีดีตึงเครียด ชีวิตครอบครัวก็ย่อมประสบกับภัยคุกคามเช่นกัน ความยากลำบากที่ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องเผชิญเมื่อคราวท่านปรีดีประสบเคราะห์กรรมจากศัตรูทางการเมือง เช่น

พลันได้ยินเสียงปินกลจากรถถังยิงรัวใส่ตัวตึก…’อย่ายิง! ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก’ ข้าพเจ้าตะโกนร้องสวนเสียงปืนกล สักครู่ เสียงปืนสงบลง ทหารยศนายร้อย นำทหารเข้ามาในทำเนียบ ‘พวกเราจะเปลี่ยนรัฐบาล นายทหารผู้นั้นบอกข้าพเจ้า’ ข้าพเจ้าท้วงทันที ‘ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนที่สภาเล่า’

และภาพที่ทรงพลังและชวนประทับใจมากในตอนออกแบบคือภาพคราวท่านผู้หญิงไปขึ้นศาล

รูปประวัติศาสตร์: ขณะที่ตำรวจนำตัวท่านผู้หญิงพูนศุขไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง ข้อหาขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร

สิ่งเหล่านี้เป็นสัมผัสของความเอาจริงเอาจังและความมีระเบียบอันปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งเมื่อได้ซึมซับกับข้อมูลและผลงานของท่านปรีดีมากขึ้นในภายหลัง ก็เป็นจุดหนึ่งที่กำหนดทิศทางของดีไซน์เว็บนี้เช่นกัน

แม้ตอนออกแบบ จะไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาจริงจัง หรือดูเป็นวิชาการ แต่ชีวิตของอ. ปรีดีเป็นชีวิตที่จริงจัง เป็นระเบียบ เมื่อได้ข้อมูลมากเข้า ประกอบกับพยายามดีไซน์ให้รองรับ ก็จะออกมาเป็นระเบียบเอง และเนื่องจากมีข้อมูลที่เป็นตัวอักษรมาก จึงพยายามออกแบบให้คนที่เข้ามารู้สึกอยากอ่าน informative และพยายามซ่อนกราฟฟิก ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการ quotations หรือ footnotes ด้วย ซึ่งมันจะต่างจากแบบเดิมๆ ที่เคยออกแบบมาแนว Apple โค้งๆ มนๆ

นอกจากนั้น นี่ยังเป็นถือเว็บแรกๆ ที่ออกแบบโดยพยายามดัดแปลงการทำงานพื้นฐานของ WordPress ให้รับกับโครงสร้างเนื้อหา

สรุปแล้ว งานดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข มีจุดเริ่มต้นมาจากชีวิตที่ดีงาม และขั้นตอนการออกแบบได้รับอิสระ มีเวลาที่มากพอ รวมทั้งวัตถุดิบที่ดีในการซึมซับและสร้างความเข้าใจ ด้วยแรงบันดาลใจจากชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม อาจเป็นด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้จึงเป็นงานดีไซน์ที่น่าพอใจ :)

วันแห่งความรัก

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 14th, 2010

เรื่องราวความรักถูกพูดถึงกันมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่พรรณาออกมาในน้ำเสียงแห่งความทุกข์ แต่ผู้คนก็ยังยินดีจะรักและพูดถึงความรักกันต่อไป ทั้งจากการวินิจฉัยอาการจากปราชญ์ของฝรั่ง หรือถ่ายทอดประสบการณ์จาก ฝ่ายไทย แต่ก็ราวกับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะอยู่กับความรักโดยไม่เจ็บปวดได้

ในทางพุทธก็มีอาจารย์พูดถึงความรักด้วยเช่นกัน ในหนังสือเล่มหนึ่งของของท่าน นัท ฮันห์ ชื่อรักแท้ การฝึกปฏิบัติเพื่อหัวใจที่เบิกบาน ได้กล่าวถึงแง่มุมความรักจากวิถึธรรมของท่าน

ในขณะที่คนทั่วๆ ไปมักเน้นถึงความรักในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ท่านนัท ฮันห์กลับย้ำไปในส่วนที่ว่าความรักคือ ความเข้าใจ และ ความสามารถ ที่จะมอบความเบิกบานและความสุขให้กับคนที่ตนรักได้ ดังนั้น ความรักจึงเป็นความสามารถ ฝึกฝนได้ และต้องมีความสุข

แต่ในส่วนความทุกข์ มีอยู่บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ชื่อบท หลักการแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสอง ท่านนัท ฮันห์กลับให้เรามองความทุกข์ในแง่มุมที่ต่างออกไป

ไม่มีการสู้รบระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ จะมีก็แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่พี่ใหญ่มอบให้แก่น้องเล็ก ในการภาวนาแบบพุทธ เราศึกษาการปฏิบัติในวิถีของการไม่แบ่งแยก ของเสียต่างๆ จากจิตสำนึกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห่งความกรุณา ความรัก และความสุขศานติได้เสมอ จิตสำนึกของเราคือสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ในตัวเรามีทั้งของเสียและดอกไม้อยู่เสมอ คนสวนที่คุ้นเคยกับการทำสวนโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มักตั้งตาคอยเก็บของเสียเป็นประจำ เพราะเขารู้วิธีแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปุ๋ย แล้วแปรเปลี่ยนปุ๋ยนั้นให้กลายเป็นดอกไม้และพืชผักต่างๆ ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณความเจ็บปวด ขอบคุณความทุกข์ของเธอ เพราะเธอต้องพึ่งพาอาศัยมัน

เธอควรเรียนรู้ศิลปะในการแปรเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้ ลองมองดูดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม และบริสุทธิ์ หากมองอย่างลึกซึ้ง เธอย่อมสามารถเห็นปุ๋ยในดอกไม้นั้น ด้วยการภาวนาเธอย่อมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เสมอ ถ้าเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาก็คงต้องคอยอีกสิบวันถึงจะสามารถเห็นเช่นนี้ได้ เมื่อเธอมองกองขยะอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาของผู้ปฏิบัติภาวนา เธอจะเห็นผักกาดหอม มะเขือเทศ และดอกไม้ นี่เองคือสิ่งที่คนสวนเห็น เมื่อเขามองที่กองขยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่โยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยการฝึกฝนเพียงเล็กน้อย เธอก็สามารถแปรเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นปุ๋ย และสามารถเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้

เช่นเดียวกันกับจิตปรุงแต่งต่างๆ ของเรา ซึ่งมีทั้งดอกไม้อย่างความศรัทธา ความหวัง และความรัก และที่นั่นก็มีของเสียอย่างความกลัวและความเจ็บปวดอยู่ด้วย ดอกไม้กำลังกลายเป็นขยะ และขยะก็กำลังกลายเป็นดอกไม้ นี่คือหลักแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสองในพุทธศาสนา นั่นคือไม่มีอะไรที่เราต้องโยนทิ้ง หากไม่เคยเป็นทุกข์ เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้จักความสุข หากไม่เคยรู้จักความหิว เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้ถึงความเบิกบานของการรับประทานอาหารในทุกๆ วัน ดังนั้น ความเจ็บปวดและความทุกข์เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความเข้าใจและความสุขของเรา ฉะนั้น จงอย่ากล่าวเลยว่า เธอไม่อยากรู้จักความทุกข์หรือความเจ็บปวดใดๆ อย่ากล่าวว่า เธอต้องการรู้จักแต่ความสุขเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราต่างรู้ดีว่า ความทุกข์ช่วยให้เราเกิดความเข้าใจ ความทุกข์ช่วยบ่มเพราะความกรุณา ด้วยเหตุผลนี้เอง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างยิ่ง เธอจึงต้องรู้วิธีที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ เธอต้องรู้วิธีใช้ประโยชน์จากความทุกข์ เพื่อเธอจะได้เก็บเกี่ยวพลังแห่งความกรุณา ความรัก และความเข้าใจ

ในวาระวันแห่งความรัก ที่มีผู้คนทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยชาจากเจ้าความรักตามแต่ประสบการณ์ที่ต่างกัน การพินิจความรู้สึกของตนตามวิธีของท่านนัท ฮันห์คงมีความน่าสนใจอยู่บ้างนะครับ

คำประทับใจ

วันเสาร์, ธันวาคม 26th, 2009

On the Waterfront (1958, Elia Kazan) บทภาพยนตร์โดย Budd Schulberg

Charlie: Look, kid, I – how much you weigh, son? When you weighed one hundred and sixty-eight pounds you were beautiful. You coulda been another Billy Conn, and that skunk we got you for a manager, he brought you along too fast.

Terry: It wasn’t him, Charley, it was you. Remember that night in the Garden you came down to my dressing room and you said, “Kid, this ain’t your night. We’re going for the price on Wilson.” You remember that? “This ain’t your night”! My night! I coulda taken Wilson apart! So what happens? He gets the title shot outdoors on the ballpark and what do I get? A one-way ticket to Palooka-ville! You was my brother, Charley, you shoulda looked out for me a little bit. You shoulda taken care of me just a little bit so I wouldn’t have to take them dives for the short-end money.

Charlie: Oh I had some bets down for you. You saw some money.

Terry: You don’t understand. I coulda had class. I coulda been a contender. I coulda been somebody, instead of a bum, which is what I am, let’s face it. It was you, Charley.

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เคยต้องเดินตามเส้นทางที่บางครั้งเลือกเองไม่ได้ บางครั้งก็เลือกไปด้วยความอ่อนเยาว์ไร้ประสบการณ์ เพราะเข้าใจว่าสิ่งที่เลือกไปนั้นมันมีคุณค่า ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบันนี้พอดู บางทีก็นึกเสียใจอยู่บ้างเหมือนกัน บทโต้ตอบข้างต้นในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงความคับแค้นใจลักษณะนั้น เทอร์รี่ มัลลอยนึกถึงโอกาสที่ครั้งหนึ่งเขาได้รับเพื่อจะขึ้นชกชิงตำแหน่ง และเขาเสียสละมันไป ฉากที่เขาพูดบทสนทนานี้คือตอนที่พี่ของเขา (ชาร์ลีย์) ได้มาขอให้เขาเลือกทำบางสิ่งบางอย่างอีกครั้ง

The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น สำนวนแปลของปราบดา หยุ่น

มนุษย์ผู้ยังไม่เติบโตทางความคิดคือผู้ที่ต้องการพลีชีพอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่ออะไรสักอย่าง ในขณะที่มนุษย์ผู้เจริญแล้วคือผู้ที่ต้องการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว เพื่อสิ่งเดียวกันนั้น

ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังจะเผชิญกับช่วงตกต่ำอะไรสักอย่าง แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นความตกต่ำประเภทไหน….มันอาจจะเป็นความตกต่ำประเภทที่ทำให้เธอไปนั่งอยู่ในบาร์ตอนอายุสามสิบ เกลียดชังทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยทีท่าว่าเขาเคยเล่นฟุตบอลสมัยอยู่มหาวิทยาลัย หรือไม่อย่างนั้น เธอก็อาจจะได้รับการศึกษามากพอที่จะเกลียดชังคนที่พูดว่า ‘มันเป็นความลับระหว่างเขากับฉัน’ หรือเธออาจจะไปจบลงในออฟฟิสของธุรกิจอะไรสักอย่าง นั่งปาคลิปหนีบกระดาษใส่คนจดชวเลข ฉันไม่รู้ แต่เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกบ้างไหม

อ่านแล้วเหมือนจะมองเห็นตัวเองในบางอารมณ์ ตอนนี้เราไม่น่ากราดเกรี้ยวอะไรแบบนั้นแล้วนะ ตามเรื่องในขณะนั้นตัวเอกอายุสิบหก ครูของตัวเอกในนิยายกำลังเปรยถึงอนาคตที่เป็นไปได้แบบหนึ่งของตัวเอกเมื่ออายุสามสิบ อ่านแล้วบางทีก็เยียบเย็นในใจเหมือนกันนะเนี่ย

Crime and Punnishment อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์

ผู้ปกครอง ที่แท้จริงทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำลายเมืองตูลง สังหารหมู่ในปารีส ทิ้งกองทัพไว้ในอียิปต์ สูญเสีย ทหารครึ่งล้านในการรบที่มอสโคว์ แล้วหนีไปอยู่ที่เมืองวิลน่า พอตายลงประชาชนก็สร้างอนุสาวรีย์ให้

ประโยคนี้ตัวเอกในนิยายพาดพิงถึงนโปเลียน ตอนแรกที่อ่านไม่สู้เข้าใจอารมณ์เบื้องลึกของเขานัก เวลาผ่านไปๆ นั่นแหละจึงพอจะสัมผัสได้บ้าง

ช่วงนี้ เหมือนได้ปะทะกับอดีตของตัวเองอย่างจัง หลายสิ่งหลายอย่างที่หล่อหลอมมาจนทุกวันนี้ ก็ยังดีที่พอเข้าใจอะไรได้บ้าง ถึงจะสายไปมากก็เถอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าสายเกินไปหรือเปล่า

คริสต์มาสอีฟกับเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

วันพฤหัส, ธันวาคม 24th, 2009
The Little Match Girl

The Little Match Girl ที่มาของภาพ:วิกิพีเดีย

เด็กหญิงขายไม้ขีด (ซึ่งในยุโรปยุคนั้นคือขอทานจำแลง) ซุกตัวแนบผนังตึกเพื่อหลบความหนาวเยือก และหิมะที่โปรยปรายมาไม่ขาดสาย วันนี้เธอขายไม้ขีดไม่ได้สักมัดเดียว จึงไม่กล้ากลับบ้านที่หนาวเยือกพอๆ กัน เพราะกลัวพ่อจะตี

ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจจุดไม้ขีดไฟกับผนังตึกเพื่อรับความอุ่นจากเปลวไฟสักชั่วครู่ พลันที่แสงไฟลุกขึ้นที่ปลายไม้ขีด เธอก็ได้เห็นเตาผิงทองแดงสวยงามที่แผ่ความอุ่นไปทั่วร่าง เธอยื่นมือที่เกือบแข็งออกรับไออุ่น แล้วกำลังจะยืดขาที่ปราศจากรองเท้าออกไปรับไออุ่นบ้าง พลันแสงไฟจากไม้ขีดก็ดับลงพร้อมกับภาพเตาผิงทองแดงที่หายวับไป

เธอจุดไม้ขีดก้านที่สอง แสงของมันที่กระทบกำแพงทำให้กำแพงโปร่งในเหมือนม่านบางๆ เธอมองเห็นโต๊ะอาหารที่มีห่านย่างวางอยู่บนจานกระเบื้อง มีขนมนมเนยเพียบพร้อม ห่านย่างซึ่งมีมีดและซ่อมปักอกอยู่นั้น กระโดดลงจากโต๊ะแล้วกำลังกระเสือกกระสนมาหาเธอ แต่ไฟก็ไหม้ไม้ขีดจนสิ้นก้าน แสงไฟดับลงและทุกอย่างก็หายวับไปพร้อมกัน

ไม้ขีดก้านที่สาม ทำให้เธอเห็นต้นคริสต์มาสใหญ่ที่ประดับประดาไว้อย่างสวยงาม มีตุ๊กตาตัวเล็กๆ ห้อยอยู่ตามกิ่ง เธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจับตุ๊กตาแสนสวยนั้น พลันแสงไม้ขีดก็ดับลงและความหนาวเยือกกลับมาโบยกระหน่ำตัวเธอใหม่

เธอจุดไม้ขีดอีกก้านหนึ่ง พลันเธอก็เห็นย่าผู้ล่วงลับซึ่งเป็นคนเดียวในชีวิตที่รักและเอ็นดูเธอ แต่คราวนี้ย่าแต่งกายงดงาม ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏในชีวิตจริง เด็กหญิงตัวน้อยร้องขอให้ย่าพาเธอไปด้วย แล้วจุดไม้ขีดต่อเนื่องเพราะกลัวว่าย่าจะหายไปเหมือนอะไรดีๆ ที่ได้หายไปพร้อมกับแสงไฟ ย่าอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วพาเธอล่องลอยจากไป

วันรุ่งขึ้น ฝูงชนมองศพเด็กหญิงขายไม้ขีดที่ซอกตึกแห่งนั้น บางคนพูดว่าเธอคงจุดไม้ขีดเพื่อสู้กับความหนาว โถน่าเวทนาเสียจริง

บรรยากาศคริสต์มาสอีฟนับตั้งแต่สมัยของดิกเกนส์เป็นต้นมา คงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขดังที่เขาจินตนาการไว้ใน A Christmas Carol นะครับ แต่คริสต์มาสในแบบอื่นๆ อย่างเช่นในนิทาน เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ก็คงมีอยู่ และจับใจคนทั้งโลกไม่แพ้กัน (แต่ตามเรื่องจริงๆ แล้วเหมือนจะเป็นคืนปีใหม่ ไม่ใช่คริสต์มาส)

ความหนาว ความยากจน กัดกินผู้คนจำนวนมหาศาลเสมอมา

คริสต์มาสปีนี้ในไทยไม่หนาว และเช่นเดียวกับที่คงไม่มีใครหนาวตายในเมืองไทย แต่แม้เมืองไทยจะห่างไกลจากอังกฤษและเดนมาร์ก รวมทั้งยุคสมัยแวดล้อมก็คงต่างกันมากกับเวลาของดิกเก้นส์และแอนเดอร์สัน ถึงอย่างไร ความยากจนนั้นก็คงมีอยู่จริง หากเรารำลึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่กว้างออกไปในคริสต์มาสได้ คริสต์มาสคงมีความหมายมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ

สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ

หมายเหตุ: เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ ที่นำมาแปะนี้ เป็นการนำมาเล่าใหม่โดยอ. นิธิ เอียวศรีวงศ์

เพลง The Little Drummer Boy ในคลิปนี้เพราะดีครับ