Archive for the ‘ไม่มีหมวดหมู่’ Category

“ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง”

วันเสาร์, พฤศจิกายน 28th, 2009

ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างฤดี
ใจเราตรงกัน วิญญาณสัมพันธ์ เพราะวนาลี
เราจะรักภักดี ร้อยวิญญาณชีวี ที่วนาลีเอย

ฉันคิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนอุษาสาง
ด้วยเกิดความรัก ผุดขึ้นที่กลางหว่างหทัย
พอรู้ตัว ก็รักเธอ เต็มดวงใจ
ยอดพิสมัย ยอดรักอาลัยโอ้จอมขวัญชีวี

หลายๆ ท่านอาจจะเคยฟังเพลงนี้ตั้งแต่รุ่นเก่ามากๆ ของหม่อมถนัดศรี หรือจากน้ำเสียงสุดหวานของพี่อ๊อด คีรีบูนในวงรวมดาวตอนเด็กๆ ไม่ก็จากละครหลังข่าวตอนก่อนนู้น สมัยหมิวลลิตายังสาวพริ้ง เนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ช่างหวานชวนเคลิบเคลิ้ม เปี่ยมด้วยอารมณ์ชวนฝันแบบที่คุ้นเคย อาจด้วยเหตุนี้ เพลงนี้จึงเดินทางมาตามเส้นทางรสนิยมสาธารณ์แบบไทยๆ ตลอดมา

หลายๆ ท่านอาจจะตั้งแง่กับอภิชาติพงศ์และหนังของเขา อย่างไรก็ดี อภิชาติพงศ์ก็คงเติบโตมากับรสนิยมแบบนี้กระมัง หนังของเขาจึงอุดมไปด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทั้งลุ่มหลงหรือเหยียดหยาม แต่มองมันด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี

ฉากร้อง วนาสวาท ในหนัง สัตว์ประหลาด! ของเขานั้น หวานชวนฝันที่สุดที่เคยฟังมา แต่ขณะเดียวกันก็ดูปลอมที่สุดจนใครๆ ก็สัมผัสได้ไม่ยาก

เขามิได้ปฏิเสธความหวาน แต่ก็มิได้ลุ่มหลงจนมองไม่เห็นความปลอม กระทั่งนำความปลอมนั้นมาให้คนดูสัมผัสไปในความหวานเอาด้วยซ้ำ เป็นส่วนผสมที่ประหลาดดีจริง

ในวาระที่หนังของเขาได้รับการยกย่องเชิดชูในช่วงผลัดทศวรรษ ร่วมรำลึกความปลอมที่แสนหวานในบรรยากาศเช่นนี้ คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมทีเดียว

หมายเหตุ: ข่าวหนังของอภิชาติพงศ์ในมติชน

“Some things are best left unsaid”

วันเสาร์, พฤศจิกายน 28th, 2009

I have no idea to this day what those two Italian ladies were singing about. Truth is, I don’t want to know. Some things are best left unsaid. I’d like to think they were singing about something so beautiful, it can’t be expressed in words, and makes your heart ache because of it. I tell you, those voices soared higher and farther than anybody in a gray place dares to dream. It was like some beautiful bird flapped into our drab little cage and made those walls dissolve away, and for the briefest of moments, every last man in Shawshank felt free.

เคยดูครั้งแรกตอนยังเรียนอยู่เลย คิดถึงจัง

หมายเหตุ: เพลงในหนังคือตอนหนึ่งในอุปรากร The Marriage of Figaro ของโมซาร์ต

“คอร์รัปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน”

วันศุกร์, ตุลาคม 23rd, 2009
ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.

ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.

อย่างไรก็ตาม การตอบ “เกินโจทย์” ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ “ผิดโจทย์” นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ “ทะลุกลางปล้อง” ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง

ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า “ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน” ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ “ลงตัว” กับจิตสำนึกของสังคม

บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน “จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง

เขาหยิบยกเอา “ความขี้เกียจ” มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก ต้องมีทัศนะเชิดชูความขยันเสียก่อน ความคิดเรื่องคอร์รัปชันหรือการต่อต้านคอร์รัปชันจึงจะเกิดขึ้นได้ จากพงศาวดารในอินโดนีเซีย ซึ่งแอนเดอร์สันอ้่างว่าไม่มีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ขยันหรือแม้แต่ซื่อตรง เขาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงว่า ในสังคมศักดินา ราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์เอง การคอร์รัปชันหรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของตนเองจึงเป็นไปไม่ได้ และในเมื่อบุญบารมีต่างหากที่ทำให้คนก้าวขึ้นสู่สถานภาพและความเจริญทางสังคม กษัตริย์จึงไม่จำเป็นต้อง “มืิออาชีพ” หรือมีความเชี่ยวชาญอย่างพิเศษในการทำงาน ไม่จำเป็นต้อง “ทรงงาน” ด้วยซ้ำไป ด้วยลีลาแบบกระโดดข้ามไปมาทั้งทวีป ศตวรรษ และรากฐานการผลิต แอนเดอร์สันกวาดเอาตัวอย่างต่างๆ จากทั้งในอังกฤษยุควิกตอเรียและเอเชียในยุคศักดินา ทั้งนี้เพื่อเสนอต่อไปว่า คอร์รัปชันจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เฉพาะในสังคมที่มี “พื้นที่สาธารณะ” ซึ่งหมายถึงทั้งเวทีการเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถถูกจับมา “ส่องมอง” หรือตรวจสอบได้ และในวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเท่านั้นที่จะมีพื้นที่แบบนี้

เมื่อมาถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันก็ชี้ว่า กำเนิดของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในยุโรปตรงกันกับกำเนิดของการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ เช่นผลงานคลาสสิคของ Daumier จากฝรั่งเศสและ Grosz จากเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในเรื่องคอร์รัปชัน วัฒนธรรมศักดินาไม่มีความคิดเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะ กษัตริย์ซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะ ไม่เคยต้องตกอยู่ภายใต้สายตาหรือการตรวจสอบของใคร ตราบจนในยุควิคตอเรีย เมื่อวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเริ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเสียก่อน สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษจึงเริ่มถูกวิจารณ์ว่า “ขี้เกียจ” การถูกจับตามองนั้น อาจจะสำคัญกว่าการควบคุมด้วยกฎหมายเสียอีก เพราะเมื่อหันมายกตัวอย่างจากปัจจุบัน แอนเดอร์สันเห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ถูกลดสถานะลงทางกฎหมาย แต่แม้จะทรงอยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนได้

จะเห็นได้ว่า ในแง่หนึ่ง แอนเดอร์สันมองการคอร์รัปชันเป็นอาการ “เช้าชามเย็นชาม” เขามุ่งวิจารณ์สื่งที่เรียกกันว่า bureaucracy และพิจารณาเฉพาะความแตกต่างระหว่างคอร์รัปชันในสังคมสองยุค แต่ที่สำคัญคือทัศนะของเขาเป็นมุมมองแบบมุมกว้าง การก้าวออกจากยุคศักดินา เข้าสู่ทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ และกรอบของจริยธรรมแบบนายทุนกระฎุมพีนั้น หลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดคอร์รัปชัน พูดง่ายๆ ว่าคอร์รัปชันเป็นเพียง “ราคา” ของความเป็นสมัยใหม่ และหากยังนับถือความขยัน หรือการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริยธรรมขั้นสูง คอร์รัปชันก็จะอยู่กับเราต่อไป และต้องยอมรับว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร – We’re in this together.

ในดีไซน์ คัลเจอร์เล่ม 2 ตอนนึงกล่าวถึงนิทรรศการ ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน The Art of Corruption ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้ (สบร.) คุณประชาได้เก็บความปาฐกถาของอ. เบน แอนเดอร์สันในงานนี้มาอย่างน่าสนใจ

ในเมืองไทย เราเน้นคำว่าคอร์รัปชันเป็นด้านตรงข้ามของ “ความซื่อสัตย์” เราจึงได้ยินคำโฆษณาอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” จนหูชา

ผมชอบเนื้อหาในดีไซน์ คัลเจอร์ส่วนนี้มาก เพราะอย่างน้อย ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ที่รักการตั้งคำถามอยู่สักหน่อย คงจะมีบ้างที่ตะหงิดใจกับการลดทอนคุณค่าและจริยธรรมให้แคบชันจนเหลือเพียงคำขวัญอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” และหากจริยธรรมแบบ ขยัน-ขี้เกียจสามารถเป็นกรอบจริยธรรมของคอร์รัปชันได้เช่นกัน บางทีเราอาจจะเปิดมุมมองคอร์รัปชันได้กว้างขึ้นก็เป็นได้

คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน

ในระยะนี้ อาจเพราะความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดและแลเห็นเจ้า “คอร์รััปชัน” แบบนี้ในระยะประชิดที่สุด และได้ตระหนักอย่างเห็นจริงเห็นจังว่ามันทำร้ายและกัดกินผู้คนได้อย่างน่าตระหนกและแอบแฝงแค่ไหน จริงอยู่ว่าในโลกธุรกิจ ระบบคุณค่าก็คือมูลค่าของผลตอบแทน แต่หากเรามีโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานเลยล่ะ?

เราคงร้องโวยวายเสียงดังเมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อต่อเรา แต่หากเมื่อจับพลัดจับผลู เราได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เราได้ประโยชน์นั้นแล้ว คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้านทานความเย้ายวนใจของการได้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เราจะสามารถคงสายตามองเห็นโครงสร้างแบบนี้ได้ต่อไปหรือไม่?

สังคมแบบนี้แบบนี้น่ากลัวทีเดียว

“ความเจ็บปวดเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม”

วันศุกร์, ตุลาคม 9th, 2009

วิถีทางธรรมที่ผมเข้าใจ คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกระทำต้องมีความตระหนักก่อนว่าตัวเองถูกกระทำ เข้าใจตรงนั้นแล้ว จะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมากระทำ

ทีนี้ถามว่า ถ้าทำไม่ได้จะทำยังไง ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ ก็อาจจะต้องตกเป็นเหยื่ออีกสักพักใหญ่ๆ ถ้าคุณโชคดีไม่ฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นไปก่อน วันหนึ่งคุณอาจจะสรุปได้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาว ทำผิดทำถูกมายาวนานมาก ชีวิตผมทำบาปมามหาศาล…เพราะฉะนั้นบางทีคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน อาจจะต้องสะสมความเข้าใจ ความเจ็บปวด ซึ่งท่านเชอเกียม ตรุงปะบอกว่า ‘เป็นปุ๋ยอย่างดี’ สำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม

ชีวิตทางโลกไม่ได้มีด้านมืดไปซะทั้งหมด วันหนึ่ง ถ้าเรานึกออก มันอยู่ในตัวเรา จริงๆ แทบไม่ต้องให้ใครมาสอน ที่ผมต้องค้นคว้ามากหน่อยก็เพื่อมาพูดกับท่าน เวลาพูดกับตัวเองมันไม่ต้องค้นคว้า มันจะค่อยๆ นึกออกทีละเรื่อง เพราะว่าจริงๆ ก็อย่างที่พระท่านสอนมา จิตเดิมของเรามันสะอาด มันบริสุทธิ์ มันไม่ทำร้ายตัวเองอย่างที่เรากำลังทำอยู่

เวลาผมจะพูดเรื่องธรรมะธัมโม ผมมักจะต้องคิดหนักอยู่สักหน่อย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยจะรับกับใบหน้าแล้ว พุทธธรรมในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับคำสอนยอดฮิตอื่นๆ คือถูกอ้างกันจนเฝือ จนกระทั่งเกือบๆ จะปราศจากความหมายที่พอจะคุยกันให้รู้เรื่องแลกเปลี่ยนได้ การอ้างบางครั้งก็อ้างกับแค่บางเรื่อง จนมึนกับเส้นแบ่งระหว่างพุทธธรรมกับพวกสุขนิยมอยู่เหมือนกัน และในการพาดพิงบางครั้ง ยังชวนให้สงสัยในเจตนาของผู้อ้างอยู่ไม่น้อย

โดยส่วนตัวคิดว่าหลักพุทธธรรมถือได้ว่าเป็นหลักที่วิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคน เพราะพุทธธรรมปฏิเสธการทึกทักว่ามีอยู่ของ ทุกๆ สิ่ง อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมักพบเห็นหลายๆ ท่านเอาคำอย่าง “พุทธ” มาเป็นกระสุนสาดใส่แนวคิดที่อื่นๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยราวกับเครื่องยิงอัตโนมัติทันสมัย แต่เมื่อเปลี่ยนหัวข้ออภิปรายถกเถียงไปเป็นเรื่องที่ท่านนั้นผู้ชูธงสนับสนุน จากศาสนิกผู้ศรัทธาก็กลายร่างไปเป็นนักรบผู้พร้อมจะหลั่งเลือดทาแผ่นดิน

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากที่น่าจะคุุ้นกันดี: ผู้อาวุโสพร่ำเทศนา ด้วยคำพูดศัพท์แสงทางพุทธน่าเชื่อถือ คำสอนนั้นให้ประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่มที่รู้จักใช้ประโยชน์ และเรียกหาความเสียสละกับผู้ที่ปราศจากโอกาสจะใช้ประโยชน์นั้น

ภายใต้ฉากหน้าเป็นการสอนเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี เบื้องหลังนั้นคือความเลือดเย็นและแห้งแล้งน้ำใจ

อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาของผู้อื่น ปัญหาทางธรรมที่แท้จริงคงอยู่ที่ภายในของแต่ละคน และก็คงมีเส้นทางต่างกันไปแล้วแต่วาสนา เมื่อลองดูจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว คิดว่าสัมผัสกับเส้นทางคำสอนของอาจารย์ที่เป็นบรรพชิตได้ยากกว่าทางฝ่ายฆราวาส อาจเป็นได้ว่าพระอาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มีวาสนากับพุทธธรรมอยู่แล้ว จึงก้าวข้ามได้โดยง่าย ก็คงเหมือนคนหัวดีเรียนเก่งในชั้นเรียนหรืออัจฉริยะในสาขาต่างๆ นั่นแหละ ที่ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อยก็เข้าสู้เส้นทางได้ คนทั่วๆ ไปก็ได้แต่ตาค้างเวลาฟังการบรรยายถึงเรื่องราวที่ลึกซึ้งเหล่านั้น

แต่กับบางท่านเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น บางท่านต้องแบกรับความทุกข์ เผชิญความเย้ายวน การยึดติด การตั้งคำถามกับตนเอง และการเคี่ยวกรำอย่างยาวนาน กว่าจะเข้าสู่เส้นทางธรรมได้ สำหรับคนที่ไม่ได้มีวาสนาทางธรรมมากนัก เมื่อได้รับรู้ประสบการณ์เหล่านี้ จึงรู้สึกสัมผัสได้ไม่ยากนัก และอาจารย์ที่แบ่งปันเรื่องราวเล่านี้ที่ประทับใจที่สุดก็คืออ. เสกสรรค์ ประเสิร์ฐกุล

คำอ้างที่ยกมาในล้อมกรอบข้างต้นผ่านเรียบเรียงโดยบรรณาธิการสักคนหนึ่ง เป็นคำตอบต่อคำถามถามที่ผมเคยถามอ. เสกสรรค์เมื่อครั้งอ. บรรยายที่เสมสิกขาลัย ผมถามด้วยความสงสัยว่า ดูเหมือนเราจะเข้าใจในธรรมคำสอนได้ไม่ยาก แต่เวลาปฏิบัติ เหตุใดช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2552

วันเสาร์, ตุลาคม 3rd, 2009

จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า

ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่

แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)

แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)

ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook

หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น The Search (2009, Pema Tseden) นะครับ

อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี

Shirin (2008, Abbas Kiarostami)

ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้

ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น

ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี

The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)

ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ

แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง อาจรู้สึกไม่ต่างจากหนังสงครามทั่วๆ ไปนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ผู้คนแก่ตัวลงและภาวะสงครามก็ยังไม่จบสิ้นเสียที สภาพปรกติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นภาวะสงครามกลับกลายเป็นภาวะปรกติ อารมณ์เซอร์ๆ หรือดูแปลกๆ ในช่วงท้ายของหนังอาจจะมาจากความแปลกเช่นที่ว่านี้

หากมีโอกาสคงได้ปันประสบการณ์เรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ