
ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.
อย่างไรก็ตาม การตอบ “เกินโจทย์” ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ “ผิดโจทย์” นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ “ทะลุกลางปล้อง” ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง
ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า “ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน” ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ “ลงตัว” กับจิตสำนึกของสังคม
บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน “จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง
เขาหยิบยกเอา “ความขี้เกียจ” มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก ต้องมีทัศนะเชิดชูความขยันเสียก่อน ความคิดเรื่องคอร์รัปชันหรือการต่อต้านคอร์รัปชันจึงจะเกิดขึ้นได้ จากพงศาวดารในอินโดนีเซีย ซึ่งแอนเดอร์สันอ้่างว่าไม่มีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ขยันหรือแม้แต่ซื่อตรง เขาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงว่า ในสังคมศักดินา ราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์เอง การคอร์รัปชันหรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของตนเองจึงเป็นไปไม่ได้ และในเมื่อบุญบารมีต่างหากที่ทำให้คนก้าวขึ้นสู่สถานภาพและความเจริญทางสังคม กษัตริย์จึงไม่จำเป็นต้อง “มืิออาชีพ” หรือมีความเชี่ยวชาญอย่างพิเศษในการทำงาน ไม่จำเป็นต้อง “ทรงงาน” ด้วยซ้ำไป ด้วยลีลาแบบกระโดดข้ามไปมาทั้งทวีป ศตวรรษ และรากฐานการผลิต แอนเดอร์สันกวาดเอาตัวอย่างต่างๆ จากทั้งในอังกฤษยุควิกตอเรียและเอเชียในยุคศักดินา ทั้งนี้เพื่อเสนอต่อไปว่า คอร์รัปชันจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เฉพาะในสังคมที่มี “พื้นที่สาธารณะ” ซึ่งหมายถึงทั้งเวทีการเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถถูกจับมา “ส่องมอง” หรือตรวจสอบได้ และในวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเท่านั้นที่จะมีพื้นที่แบบนี้
เมื่อมาถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันก็ชี้ว่า กำเนิดของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในยุโรปตรงกันกับกำเนิดของการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ เช่นผลงานคลาสสิคของ Daumier จากฝรั่งเศสและ Grosz จากเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในเรื่องคอร์รัปชัน วัฒนธรรมศักดินาไม่มีความคิดเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะ กษัตริย์ซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะ ไม่เคยต้องตกอยู่ภายใต้สายตาหรือการตรวจสอบของใคร ตราบจนในยุควิคตอเรีย เมื่อวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเริ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเสียก่อน สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษจึงเริ่มถูกวิจารณ์ว่า “ขี้เกียจ” การถูกจับตามองนั้น อาจจะสำคัญกว่าการควบคุมด้วยกฎหมายเสียอีก เพราะเมื่อหันมายกตัวอย่างจากปัจจุบัน แอนเดอร์สันเห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ถูกลดสถานะลงทางกฎหมาย แต่แม้จะทรงอยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนได้
จะเห็นได้ว่า ในแง่หนึ่ง แอนเดอร์สันมองการคอร์รัปชันเป็นอาการ “เช้าชามเย็นชาม” เขามุ่งวิจารณ์สื่งที่เรียกกันว่า bureaucracy และพิจารณาเฉพาะความแตกต่างระหว่างคอร์รัปชันในสังคมสองยุค แต่ที่สำคัญคือทัศนะของเขาเป็นมุมมองแบบมุมกว้าง การก้าวออกจากยุคศักดินา เข้าสู่ทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ และกรอบของจริยธรรมแบบนายทุนกระฎุมพีนั้น หลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดคอร์รัปชัน พูดง่ายๆ ว่าคอร์รัปชันเป็นเพียง “ราคา” ของความเป็นสมัยใหม่ และหากยังนับถือความขยัน หรือการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริยธรรมขั้นสูง คอร์รัปชันก็จะอยู่กับเราต่อไป และต้องยอมรับว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร – We’re in this together.
ในดีไซน์ คัลเจอร์เล่ม 2 ตอนนึงกล่าวถึงนิทรรศการ ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน The Art of Corruption ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้ (สบร.) คุณประชาได้เก็บความปาฐกถาของอ. เบน แอนเดอร์สันในงานนี้มาอย่างน่าสนใจ
ในเมืองไทย เราเน้นคำว่าคอร์รัปชันเป็นด้านตรงข้ามของ “ความซื่อสัตย์” เราจึงได้ยินคำโฆษณาอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” จนหูชา
ผมชอบเนื้อหาในดีไซน์ คัลเจอร์ส่วนนี้มาก เพราะอย่างน้อย ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ที่รักการตั้งคำถามอยู่สักหน่อย คงจะมีบ้างที่ตะหงิดใจกับการลดทอนคุณค่าและจริยธรรมให้แคบชันจนเหลือเพียงคำขวัญอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” และหากจริยธรรมแบบ ขยัน-ขี้เกียจสามารถเป็นกรอบจริยธรรมของคอร์รัปชันได้เช่นกัน บางทีเราอาจจะเปิดมุมมองคอร์รัปชันได้กว้างขึ้นก็เป็นได้
คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน
ในระยะนี้ อาจเพราะความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดและแลเห็นเจ้า “คอร์รััปชัน” แบบนี้ในระยะประชิดที่สุด และได้ตระหนักอย่างเห็นจริงเห็นจังว่ามันทำร้ายและกัดกินผู้คนได้อย่างน่าตระหนกและแอบแฝงแค่ไหน จริงอยู่ว่าในโลกธุรกิจ ระบบคุณค่าก็คือมูลค่าของผลตอบแทน แต่หากเรามีโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานเลยล่ะ?
เราคงร้องโวยวายเสียงดังเมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อต่อเรา แต่หากเมื่อจับพลัดจับผลู เราได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เราได้ประโยชน์นั้นแล้ว คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้านทานความเย้ายวนใจของการได้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เราจะสามารถคงสายตามองเห็นโครงสร้างแบบนี้ได้ต่อไปหรือไม่?
สังคมแบบนี้แบบนี้น่ากลัวทีเดียว