The 8th World Film Festival of Bangkok

6 พฤศจิกายน 2010, 3:59 am

เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพครั้งที่ 8

เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพ เริ่มแล้วนะครับ ปีนี้จัดกันสองที่คือ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เอกมัย สถานที่หลังนี้ คาดเดาว่ามาแทนที่ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัล เวิร์ลด์ อันเป็นสถานที่จัดเดิมคู่กันกับ สยามพารากอน แต่มาประสบภัยเอาในปีนี้

ในวันนี้มีงานเปิดเทศกาลและฉายหนังเปิดเทศกาลเรื่อง ที่รัก (2553, ศิวโรจณ์ คงสกุล) ที่สยามพารากอน ความเป็นไปได้ของการเลือกดูแบบเต็มเวลาคือประมาณ 45 เรื่องหนังความยาวปรกติ แต่หนังมีฉายในเทศกาลนี้มีประมาณ 150 เรื่อง นำมาซึ่งความปวดเศียรเวียนเกล้าของคนดูหนังที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันละเอียดลออเป็นอย่างยิ่ง

เทศกาลภาพยนตร์ในเมืองไทยคงจะมีมานานพอดูแล้ว แต่การจัดที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมและสื่อมวลชนมากพอ จนกลายมาเป็นงานอีเวนต์มีพลังเพียงพอจนจัดเป็นประจำได้ทุกๆ ปีนั้น เห็นทีจะมีไม่เกิน 15 ปี

ผมรู้จักเทศกาลหนังในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ในตอนนั้น ผมยังจำได้ถึงความเห็นจากคนดูหนังนักวิจารณ์สมัยนั้นถึงความเป็นห่วงเป็นใย รวมทั้งประสบการณ์ฝันร้ายซึ่งก็คือความทรงจำต่อเทศกาลหนังที่จัดแล้วล้มเหลวที่ผ่านมา จนหลายท่านนึกขยาดล่วงหน้าแทนผู้จัดงานเอาด้วยซ้ำ

แต่จะด้วยเหตุผลหรือเหตุประจวบเหมาะอะไรก็ตามแต่ ดูเหมือนเทศกาลหนังในเมืองไทยกลับสามารถดำรงคงอยู่ได้ และหาตำแหน่งแห่งที่ของตนจนเป็นงานทางวัฒนธรรมอันมีผู้คนจำนวนมาก ต่างติดตามข่าวสารให้ความสนใจเรื่อยมา และผมก็โชคดีพอที่จะได้เข้าร่วมและพบเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเทศกาลหนังเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

ตั้งแต่ยุคสมัยที่เทศกาลหนังในเมืองไทย แต่มีคนดูฝรั่งอยู่เกินครึ่ง จนผมยังนึกประหลาดใจอยู่ว่าชื่อเทศกาลซึ่งมีคำ ประเทศไทย หรือ กรุงเทพ ห้อยท้ายอยู่นั้น ช่างดูแปลกพิกล

ช่วงเริ่มแรก เราสามารถดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้สบายๆ หากเรายินดีให้เวลากับมันมากพอ

การที่หนังทุกเรื่องมีแต่คำบรรยายภาษาอังกฤษ และการเรียกร้องให้มี คำบรรยายไทย จากคนดูนั้น พิสดารราวกับเป็นเรื่องเหนือจริง

และสถานที่จัดงานถูกจัดอยู่ในโรงภาพยนตร์ของห้างสรรพสินค้า เอ็มโพเรียม ในยุคสมัยซึ่งยังไม่มีการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า BTS ซึ่งเป็นการบอกอย่างนัยๆ รวมทั้งคำอธิบายว่าเหตุใดคนมาดูหนังในเทศกาลจึงมีแต่ฝรั่ง!

แต่ในวันนี้ เราจะได้พบกับเทศกาลหนังที่มีคนไทยจำนวนมากแวะเวียนมาชม และถ้าคุณมาบ่อยสักหน่อย คุณจะพบเพื่อนคนไทยผู้ยินดีแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องหนังได้อย่างออกรส นอกจากนั้นยังมีบางเทศกาลที่จัดฉายหนังโดยทุกเรื่องมีคำบรรยายภาษาไทย อีกทั้งคนดูที่ช่างเลือกสรรจะต้องปวดหัวกับการวางแผนล่วงหน้า เพราะไม่มีทางดูหนังทุกเรื่องในเทศกาลได้!!

และ บรรยากาศเคลิบเคลิ้มชวนฝัน หลังเสร็จจากการดูหนังในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางเมืองอย่าง สยามพารากอน แล้วเดินครุ่นคิดถึงหนังที่เพิ่งดูจบไป เลียบทางเดินลอยฟ้า เพื่อไปยังโรงภาพยนตร์อีกแห่งในศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิร์ลด์ ซึ่งก็อุทิศโรงเพื่อร่วมจัดฉายหนังในเทศกาลเดียวกัน

กระทั่งบางเทศกาล ก็ไปจัดในสถานที่อย่าง ดอยสะเก็ด

ผู้กำกับ Ceylan ที่ได้รางสัลปีนี้

เรียกได้ว่าตอนนี้ งานเทศกาลหนังในเมืองไทยเติบโตก้าวไกลไปแล้วมากมาย คำถามว่าเมืองไทยจะมีเทศกาลหนังได้หรือไม่นั้นคงเป็นคำถามที่ล้าสมัยไปแล้ว

คำถามที่น่าสนใจ กลับน่าจะเป็นคำถามง่ายๆ สำหรับคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการหนัง ไม่ใช่นักวิจารณ์ ไม่ใช่คนในวิชาชีพ ซึ่งก็คือ

ทำไมต้องไปดูหนังในเทศกาลเหล่านี้? ที่ฉายกันอยู่ในโรงตอนนี้ไม่พออีกหรือ?

ผมคิดว่าคำตอบที่ผมชอบ คือคำพูดของคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ผู้เคยบอกว่า

ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่

หนังเป็นอะไรได้มากกว่าความบันเทิง หากคุณอยากทราบว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่เพียงไร ความเป็นไปได้ของคนอย่างเราๆ ท่านๆ นั้น มีได้มากแค่ไหน

คุณจะมีโอกาสได้พบกับคนและวัฒนธรรมอีกโฉมหน้าหนึ่งของบางประเทศ ซึ่งเดิมทีคุณอาจจะรู้จักได้เพียงการเป็นนักท่องเที่ยว หรืออ่านตามหนังสือคู่มือเดินทาง

ยังไม่รวมไปถึงบางประเทศที่แม้แต่ฝันที่วิตถารที่สุดของคุณยังอาจจินตนาการไปไม่ถึงว่า มันมีอยู่ในโลกนี้ (อย่าว่าแต่คุณอยากจะนึกไปเยี่ยมเยียนเลย)

ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ นานาเหล่านี้ มีบางเส้นทางที่เปิดกว้างกว่า บางประตูที่เชื้อเชิญให้คุณมาทำความรู้จักมากกว่า บางห้วงขณะที่คุณสัมผัสกับมันได้มากกว่าหนังที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าทั่วไป

แน่นอนทีเดียวว่าหนังเหล่านี้ ไม่ได้ดูก็คงไม่ตาย และดูไปแล้วก็อาจไม่ได้ทำให้โลกนี้ดีขึ้นอย่างเห็นผลอะไร

แต่หากคุณอยากจะรู้ว่าหนังในโลกนี้นำคุณไปสู่ความเป็นไปได้แบบใดได้บ้าง

เทศกาลเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับคุณเสมอครับ

[top]

“ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้”

9 ตุลาคม 2010, 3:38 pm

ใครว่า Facebook ทำให้เราละเลยคนรอบข้าง โดยส่วนตัวผมว่าหลงประเด็นนะ ทุกๆ ความสัมพันธ์มันต้องการระยะห่างที่เหมาะสม มันถึงจะคงอยู่ได้

ความสัมพันธ์กันในนี้ ผมว่ามันเอื้อให้เรารักษาระยะห่างได้อย่างที่เราพอใจ และผมว่าการคุมระยะที่ว่าไม่ได้ มันเป็นปัญหาของความสัมพันธ์แบบ Face to Face เลยแหละ

จากความเห็นของเพื่อนที่นับถือท่านหนึ่งใน Facebook

หลังๆ มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทีเดียว พบความเห็นน่าสนใจ คงพอใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้เหมือนกันแฮะ

[top]

คุยกับสุภิญญา กลางณรงค์ @supinya

17 มิถุนายน 2010, 8:50 pm

สุภิญญา กลางณรงค์

สุภิญญา กลางณรงค์

ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวในแวดวงอินเทอร์เน็ตบ้านเรา อาจจะรู้จักคุณสุภิญญา กลางณรงค์ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ท (Thai Netizen Network) ในขณะที่บางท่านที่สนใจกิจกรรมด้านกิจการโทรคมนาคมหรือวิทยุโทรทัศน์ อาจจะรู้จักเธอในบทบาทนักเคลื่อนไหวรณรงค์ในองค์กรเอกชนอย่าง คปส. (คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ) ส่วนท่านที่ติดตามการเมือง ก็น่าจะจำเธอได้เมื่อเธอเป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญ กรณีการฟ้องร้องของกลุ่มชิน คอร์ปที่เป็นคดีความโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน จนมีทั้ง หนัง และ หนังสือ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกตามมา

แต่หลายๆ ท่าน รวมทั้งผมที่สนุกสนานกับการเล่นทวิตเตอร์ ก็คงรู้จักเธอจากการได้ตามอ่านทวีตของ @supinya ที่มีทั้งเรื่องราวข่าวสารการรณรงค์ ไปจนถึงสายลมแสงแดด :)

ในช่วงสัปดาห์นี้ ผมได้ไปฟังกิจกรรมของ กทช. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในขณะเดียวกันก็ชวนสับสน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวข้องกับระเบียบ กฎหมาย อันสืบเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์และกระแสการเมืองมานานเป็นสิบปีทีเดียวครับ

โชคดีที่หลังเลิก คุณสุภิญญาที่ได้ติดตามกรณีนี้มานานได้ช่วยอธิบายให้เห็นภาพที่มาที่ไปต่างๆ ชัดเจน เข้าใจง่ายขึ้นเยอะ คุณพัชรได้เก็บเอาเรื่องปัญหา 3G มาเล่าให้ฟัง (และคงมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจตามมาอีก) แต่คุยไปคุยมา พวกเราก็ชักอยากรู้ว่าเหตุใดคุณสุภิญญาถึงได้สนใจเข้ามาร่วมผลักดันรณรงค์ในกิจกรรมเหล่านี้ เธอก็เลยเล่าที่มาที่ไปต่างๆ ของเธอให้พวกเราฟังกันครับ

ภูมิหลังความสนใจด้านเสรีภาพวิทยุโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (นิเทศฯ จุฬาฯ) ตอนนั้นอยู่ในช่วงรัฐประหาร รสช. (ปี 2) และสืบเนื่องต่อมาถึงเหตุการณ์พฤษภาฯ 35 (ปี 3) สภาพแวดล้อมทางการเมืองเหล่านี้คงจะช่วยบ่มเพาะความคิดและทำให้สนใจทางข่าวคราวด้านการเมือง และทำกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นชนชั้นกลางต่อต้านทหารมาก บรรยากาศช่วงนั้นที่มีการเสนอข่าวด้านเดียวของทหาร ทำให้สงสัยว่าทำไมทหารจึงเป็นเจ้าของวิทยุและโทรทัศน์?

หลังเรียนจบแล้วก็ได้ทำงานใน บริษัท ป่าใหญ่ ครีเอชั่น ทำรายการสารคดี ริมระเบียง ที่บางจากเป็นสปอนเซอร์ เป็นคนเขียนบท และ Producer ซึ่งทำให้รู้จักปัญหาสังคมกว้างขึ้น เช่นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านปากมูล แต่แม้รายการจะประสบความสำเร็จได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ เมื่อปรับผังรายการ รายการกลับถูกปรับออก

ต่อมาบริษัท ป่าใหญ่ มาได้เวลาจากช่องสาม ก็ตามไปทำรายการ เช้าวันหนึ่ง ที่ช่องสามด้วย แต่ก็ทำได้แค่สามเดือน รายการก็ถูกปลดออกจากผังอีกครั้ง

ตอนนั้นไฟแรงมาก อยากทำรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาหนัก แต่เมื่อถูกปลดออกจากผังรายการติดๆ กันก็เสียใจ จึงไม่ได้สนใจทำรายการโทรทัศน์ต่อ

สู่แวดวงองค์กรเอกชน

ในช่วงนั้นมีกระแสปฏิรูปการเมือง (ราวปี 2538-2539) และองค์กรเอกชน (NGOs) เรื่มมีพลังทางสังคมไทยมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมาชวน ก็สนใจเข้ามาทดลองทำงานใน NGOs เริ่มต้นที่ มูลนิธิอาสาสมัครเพืิ่อสังคม ก็ได้ได้รู้จักกับพี่ๆ ในวงการ เช่น พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตศิลา ฯลฯ เป็นช่วงเวลาที่ NGOs มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น

การปฏิรูปการเมือง นำไปสู่รัฐรรมนูญฉบับปี 2540 อันมีมาตรา 40 ที่เกี่ยวกับกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ด้วยความสนใจอยู่แล้ว จึงได้ร่วมก่อตั้ง คณะทำงานติดตามมาตรา 40 ซึ่งได้กลายมาเป็น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เรียกได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหว (Activists) และเริ่มมีบทบาททางการวิจารณ์การเมือง

ผลจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทำให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับกฎหมายการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ขึ้น จากการร่วมติดตาม เมื่อเห็นปัญหาด้านการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จึงได้ร่วมรณรงค์และสนับสนุนพี่พิทยา ว่องกุลฟ้องศาลปกครองกรณีการคัดสรร กสช. จนทำให้การจัดตั้งกสช. ที่มีปัญหาครั้งนั้นล้มไป ซึ่งการจัดตั้งกสช. นี้เองที่มีปัญหามาตลอด แม้จนกระทั่งถึงยุคคุณทักษิณขึ้นมาเป็นนายก การจัดตั้ง กสช.ก็ยังไม่สำเร็จเสียที

ระหว่างนี้เอง ได้โอกาสไปเรียนต่อเรื่องนโยบายเกี่ยวกับโทรคมนาคมที่อังกฤษ กลับมาก็ร้อนวิชา เขียนบทความวิจารณ์กลุ่มชิน คอร์ปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งต่อมาหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ได้คัดบางส่วนไปลงพิมพ์และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

น่าจะถือว่าเราเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ เลยที่เปิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนด้านกิจการโทรคมนาคมของคุณทักษิณ ทำให้เกิดปฏิกริยาจากกลุ่มชิน ได้ฟ้องหมิ่นประมาท เป็นคดีความทั้งแพ่งและทางอาญา ในปี 2546

คดีแพ่งนั้นเรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท ดังที่เป็นข่าวในช่วงนั้น

ตอนนั้นมันกระทบทั้งเรื่องชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัว

จุดสนใจในความขัดแย้ง

เวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีการแบ่งสีเป็นเหลืองเป็นแดงอย่างทุกวันนั้น รัฐมักจะมองว่า NGOs เป็นภัยต่อความมั่นคง ตอนที่รณรงค์ช่วงนั้นจะมีสันติบาลติดตามอยู่ตลอด แต่ก็ได้สะสม profile ของตัวเองเอาไว้ ครั้นเกิดคดีนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นข่าวโด่งดัง มันก็กระทบกับชีวิตค่อนข้างมาก รวมทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนที่คบอยู่ด้วย เพราะบางครั้งเราควบคุมอารมณ์รับกับสถานการณ์ได้ไม่ตลอด ทางบ้านก็เป็นห่วงมาก

แต่ในแง่ความรับรู้จากสังคมภายนอก ลักษณะจะออกไปทางดราม่านะ แบบผู้หญิงที่ถูกรังแก ช่วงนั้นจะเป็นที่รู้จักมากทั้งในและต่างประเทศ ได้ไปต่างประเทศบ่อย มีคนขอความเห็น คำวิจารณ์ของเราไปลง ประกอบกับช่วงต่อมาก็มีกระแสต่อต้านคุณทักษิณขึ้น ความเห็นในสังคมมันเริ่มเข้าข้างเรา

ในปี 2549 ศาลยกฟ้องคดีอาญา คำตัดสินว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ส่วนคดีแพ่งนั้น กลุ่มชินได้ถอนฟ้องไปเอง กระแสต่อต้านคุณทักษิณยิ่งแรงขึ้น ตอนนั้นก็ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร จนต่อมาเกิดรัฐประหาร ก.ย. 2549

ห่างการเมือง สู่พลเมืองเน็ท

หลังเกิดรัฐประหารก็ผิดหวังมาก เพราะเราคิดว่าน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ และเริ่มมีการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นฝักฝ่ายกันอย่างรุนแรง และมีการเหวี่ยง ทำให้บางครั้งเราเองก็จะห่างๆ กับเพื่อนๆ บางคนไป และก็จะถูกวิจารณ์แรงๆ มากขึ้น บางครั้งก็จากกลุ่ม NGOs ด้วยกันที่ถือว่าอยู่คนละขั้ว

ช่วงนั้นเองจะเริ่มเว้นว่างทางกระแสการเมือง มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่พักนึง สอนวิชาสิทธิมนุษยชนกับการเมือง ที่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมก็ในช่วงนี้ด้วย เป็นสำนักวิปัสสนาโกเอ็นก้า

ครั้นสอนหนังสือเป็นพนักงานของรัฐได้ 2 ปี ก็รู้สึกว่ามีรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบนั้นไม่ค่อยเหมาะกับเรา

ก็ลาออกมา เลยว่างอยู่พักนึง จนประมาณปี 51 ได้มีการก่อตั้ง กลุ่มพลเมืองเน็ท ขึ้น พอมีคนชวนมาร่วมงานด้วย เลยได้มาทำงานกับคนในอินเทอร์เน็ท

กลุ่ม Thai Netizen แปลกไปจาก เพื่อนๆ NGOs เพราะคนที่ Netizen อาจจะดูชิล ไม่ค่อยแสดงตนเป็นการรวมกลุ่มระดมกำลัง แบบ NGOs ที่เวลาเคลื่อนไหวจะรวมกันเป็นกลุ่ม เช่นมีการลงชื่อเป็นกลุ่มก้อน เป็นจำนวน (เช่น 129 นักวิชาการ 30 องค์กร) อาจเพราะในอินเทอร์เน็ทมันมีความเป็น “ปัจเจก” อยู่มากกว่า

แล้วก็มีคนมาสอนเล่น Facebook และ Twitter ก็ในช่วงนี้

ความคิดฝัน

ที่เราอยากทำ อยากตั้งสถาบันสื่อเป็น Think Tank คอยตรวจสอบกสทช. (องค์กรอิสระที่กำลังอยู่ในระหว่างจัดตั้ง) ผลักดันนโยบายด้านสื่อสารมวลชน วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม กระจายการเข้าถึงเพื่อสิทธิเสรีภาพ

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์…ตอนนี้ก็มีความรู้สึกดีดีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องใช้เวลา อยากรักได้แบบไม่มีเงื่อนไข อยากให้เปล่าแต่ก็แอบคาดหวังบ้าง ก็หวังว่าเค้าคงจะเปิดใจ

[top]

เว็บปรีดี – พูนศุขกับการออกแบบ

13 พฤษภาคม 2010, 2:18 am

วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 110 ปีชาตกาลท่านปรีดี พนมยงค์ สำหรับเรื่องราวของท่านปรีดี คงสามารถหาอ่านกันได้ตามความสนใจของแต่ละท่าน เพราะมีมากมายตั้งแต่งานวิชาการ สารคดีทางการเมือง งานเขียนตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไปจนบล็อกเกอร์ในอินเทอร์เน็ท เอาแค่ประวัติชีวิตของท่านปรีดี ก็ดังราวกับตัวเอกในนิยายที่แต่งขึ้น ต้องเผชิญกับความผันผวนนานัปการ รวมทั้งมรสุมทางการเมืองและอคติของผู้คน นั่นคงเป็นเหตุให้ความรับรู้และภาพลักษณ์ของท่านจึงแตกต่างไปตามยุคสมัย และตามอคติของผู้อ่านผู้ฟังแต่ละท่านเช่นเดียวกัน

ราวสองปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ทำงานชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวและผลงานของท่านปรีดี นั่นก็คือ เว็บไซต์ ปรีดี – พูนศุข เว็บไซต์นี้มีจุดเริ่มต้นจากโครงการของอ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริที่จัดทำโครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ผลงานของท่านปรีดีให้เป็นระบบ คุณธนาพล อิ๋วสกุลจึงได้เสนอให้ทำเว็บไซต์นี้เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วย ในแง่การเตรียมข้อมูล มีข้อมูลน่าสนใจหลายๆ ชี้นที่ยังไม่ค่อยได้เผยแพร่ในวงกว้าง เช่น ไฟล์เสียงคำสารภาพของนายตี๋ที่เป็นพยานเท็จในคดีกรณีสวรรคต หรือ ไฟล์เสียงของท่านปรีดีที่ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุบีบีซี ฯลฯ

หน้าแรกเว็บไซต์ ปรีดี-พูนศุข

ในส่วนงานข้อมูลนั้นเป็นความดูแลของทีมงานอ. ชาญวิทย์และคุณธนาพล ผมเองก็เกี่ยวข้องงานระบบเว็บไซต์ และการออกแบบซึ่งเป็นฝีมือคุณเม่น ในงานเปิดตัวโครงการและเว็บไซต์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจำได้ว่าผู้มาร่วมงานวั้นนั้นชื่นชอบกันมาก และผมเองก็เช่นกัน หลังจากนั้นเมื่อผมมีโอกาสได้ไปคุยงานทำเว็บไซต์กับทีมงานออกแบบลูกค้าหลายเจ้า พอคุยกันเรื่องดีไซน์ ก็อ้างว่าอยากได้ดีไซน์แบบเว็บปรีดี-พูนศุข

ดูแล้วออกจะเป็นงานออกแบบที่ทุกฝ่ายพอใจกัน เมื่อผมมีโอกาสจึงลองถามเม่นดูถึงเบื้องหลังการออกแบบเว็บไซต์นี้ เม่นเริ่มต้นเล่าว่า

ตอนที่ดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข ทุกอย่างมันอิสระมาก เนื่องจากไม่มีโจทย์เริ่มต้นที่เคร่งครัดในตอนแรก ตอนออกแบบร่างแรกๆ จึงมีเวลาอ่านข้อมูลหรือซึมซับภาพประกอบจากหนังสืออย่างใจเย็น

หนังสือที่ได้มาจากทีมอ.ชาญวิทย์และคุณธนาพลก็คือหนังสือ ๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ – ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นหนังสือชีวประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุขนั่นเอง

หนังสือ ๙๕ ปี พูนศุข พนมยงค์ – ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น

จุดน่าสนใจคือสัมผัสแรกในงานออกแบบของเม่นมาจากเรื่องราวของท่านผู้หญิงพูนศุข ไม่ใช่จากท่านปรีดี สิ่งนี้อาจจะเป็นจุดเด่นและความต่างของตัวเว็บไซต์นี้ตั้งแต่แรก ในช่วงระยะหลังนี้ สังคมไทยเริ่มยอมรับและกลับมายกย่องท่านปรีดีใหม่ (หลังจากสร้างภาพปีศาจทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนาน) ท่านปรีดีก็ได้รับการเชิดชูในฐานะรัฐบุรุษ ขบวนการเสรีไทย ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ (แต่อาจจะข้ามๆ เรื่องคณะราษฎรไป) เป็นเหตุให้ภาพของท่านปรีดีที่ออกมาจึงเหมือนภาพปฏิมา และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านก็สำคัญ ใหญ่โต เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงอย่าง “อภิวัฒน์”

แต่เมื่อเริ่มต้นที่ชีวิตท่านผู้หญิงพูนศุข ความรู้สึกและมุมมองเบื้องแรกจึงต่างออกไป

อารมณ์หลักๆ ในตอนแรก ไม่ใช่ความประทับใจทางชีวิตการเมือง หรือผลงานของท่านปรีดี แต่ออกมาในแง่ชีวิตของสามัญชนธรรมดา คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล และได้รับการยอมรับใหม่ในภายหลัง

อารมณ์เช่นนี้เอง ที่ให้ดีไซน์ออกมาอ่อนโยนลง สื่อถึงอารมณ์ที่ต่างไปจากเรื่องราวเกี่ยวกับท่านปรีดีอื่นๆ และดูเป็นของชีวิตบุคคลสามัญธรรมดา เพราะเริ่มจากภาพชีวิตในแนวหลังของท่านผู้หญิงพูนศุข

ในหนังสือยังมีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัว และบางแง่มุมที่น่ารักนุ่มนวล เช่นยามปัจฉิมวัยที่ทั้งคู่ลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสแล้ว ท่านผู้หญิงได้เล่าถึงการไปจ่ายตลาดเพื่อหากับข้าวที่ท่านปรีดีชื่นชอบ ในการคัดเลือกภาพเพื่อทำ ปฏิทินชีวิต ของท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข ก็พยายายามสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกแนวนี้

คนแก่สองคนที่ผ่านอดีตอันผันผวน ระหกระเหินยาวนาน แต่ต่อมาก็ยังมาอยู่ด้วยกันในแดนไกล (ภาพ: ท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุขขณะลี้ภัยที่เมืองจีน)

อย่างไรก็ตาม ในห้วงยามที่ชีวิตการเมืองของท่านปรีดีตึงเครียด ชีวิตครอบครัวก็ย่อมประสบกับภัยคุกคามเช่นกัน ความยากลำบากที่ท่านผู้หญิงพูนศุขต้องเผชิญเมื่อคราวท่านปรีดีประสบเคราะห์กรรมจากศัตรูทางการเมือง เช่น

พลันได้ยินเสียงปินกลจากรถถังยิงรัวใส่ตัวตึก…’อย่ายิง! ที่นี่มีแต่ผู้หญิงกับเด็ก’ ข้าพเจ้าตะโกนร้องสวนเสียงปืนกล สักครู่ เสียงปืนสงบลง ทหารยศนายร้อย นำทหารเข้ามาในทำเนียบ ‘พวกเราจะเปลี่ยนรัฐบาล นายทหารผู้นั้นบอกข้าพเจ้า’ ข้าพเจ้าท้วงทันที ‘ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนที่สภาเล่า’

และภาพที่ทรงพลังและชวนประทับใจมากในตอนออกแบบคือภาพคราวท่านผู้หญิงไปขึ้นศาล

รูปประวัติศาสตร์: ขณะที่ตำรวจนำตัวท่านผู้หญิงพูนศุขไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขัง ข้อหาขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร

สิ่งเหล่านี้เป็นสัมผัสของความเอาจริงเอาจังและความมีระเบียบอันปฏิเสธไม่ได้ และยิ่งเมื่อได้ซึมซับกับข้อมูลและผลงานของท่านปรีดีมากขึ้นในภายหลัง ก็เป็นจุดหนึ่งที่กำหนดทิศทางของดีไซน์เว็บนี้เช่นกัน

แม้ตอนออกแบบ จะไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาจริงจัง หรือดูเป็นวิชาการ แต่ชีวิตของอ. ปรีดีเป็นชีวิตที่จริงจัง เป็นระเบียบ เมื่อได้ข้อมูลมากเข้า ประกอบกับพยายามดีไซน์ให้รองรับ ก็จะออกมาเป็นระเบียบเอง และเนื่องจากมีข้อมูลที่เป็นตัวอักษรมาก จึงพยายามออกแบบให้คนที่เข้ามารู้สึกอยากอ่าน informative และพยายามซ่อนกราฟฟิก ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการ quotations หรือ footnotes ด้วย ซึ่งมันจะต่างจากแบบเดิมๆ ที่เคยออกแบบมาแนว Apple โค้งๆ มนๆ

นอกจากนั้น นี่ยังเป็นถือเว็บแรกๆ ที่ออกแบบโดยพยายามดัดแปลงการทำงานพื้นฐานของ WordPress ให้รับกับโครงสร้างเนื้อหา

สรุปแล้ว งานดีไซน์เว็บปรีดี-พูนศุข มีจุดเริ่มต้นมาจากชีวิตที่ดีงาม และขั้นตอนการออกแบบได้รับอิสระ มีเวลาที่มากพอ รวมทั้งวัตถุดิบที่ดีในการซึมซับและสร้างความเข้าใจ ด้วยแรงบันดาลใจจากชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม อาจเป็นด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้จึงเป็นงานดีไซน์ที่น่าพอใจ :)

[top]

วันแห่งความรัก

14 กุมภาพันธ์ 2010, 3:27 am

เรื่องราวความรักถูกพูดถึงกันมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่พรรณาออกมาในน้ำเสียงแห่งความทุกข์ แต่ผู้คนก็ยังยินดีจะรักและพูดถึงความรักกันต่อไป ทั้งจากการวินิจฉัยอาการจากปราชญ์ของฝรั่ง หรือถ่ายทอดประสบการณ์จาก ฝ่ายไทย แต่ก็ราวกับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะอยู่กับความรักโดยไม่เจ็บปวดได้

ในทางพุทธก็มีอาจารย์พูดถึงความรักด้วยเช่นกัน ในหนังสือเล่มหนึ่งของของท่าน นัท ฮันห์ ชื่อรักแท้ การฝึกปฏิบัติเพื่อหัวใจที่เบิกบาน ได้กล่าวถึงแง่มุมความรักจากวิถึธรรมของท่าน

ในขณะที่คนทั่วๆ ไปมักเน้นถึงความรักในแง่อารมณ์ ความรู้สึก ท่านนัท ฮันห์กลับย้ำไปในส่วนที่ว่าความรักคือ ความเข้าใจ และ ความสามารถ ที่จะมอบความเบิกบานและความสุขให้กับคนที่ตนรักได้ ดังนั้น ความรักจึงเป็นความสามารถ ฝึกฝนได้ และต้องมีความสุข

แต่ในส่วนความทุกข์ มีอยู่บทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ชื่อบท หลักการแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสอง ท่านนัท ฮันห์กลับให้เรามองความทุกข์ในแง่มุมที่ต่างออกไป

ไม่มีการสู้รบระหว่างความดีกับความชั่ว ไม่มีสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบ จะมีก็แต่ความดูแลเอาใจใส่ที่พี่ใหญ่มอบให้แก่น้องเล็ก ในการภาวนาแบบพุทธ เราศึกษาการปฏิบัติในวิถีของการไม่แบ่งแยก ของเสียต่างๆ จากจิตสำนึกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้แห่งความกรุณา ความรัก และความสุขศานติได้เสมอ จิตสำนึกของเราคือสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่มีการแปรเปลี่ยนตลอดเวลาโดยธรรมชาติ ในตัวเรามีทั้งของเสียและดอกไม้อยู่เสมอ คนสวนที่คุ้นเคยกับการทำสวนโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์มักตั้งตาคอยเก็บของเสียเป็นประจำ เพราะเขารู้วิธีแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปุ๋ย แล้วแปรเปลี่ยนปุ๋ยนั้นให้กลายเป็นดอกไม้และพืชผักต่างๆ ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณความเจ็บปวด ขอบคุณความทุกข์ของเธอ เพราะเธอต้องพึ่งพาอาศัยมัน

เธอควรเรียนรู้ศิลปะในการแปรเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้ ลองมองดูดอกไม้ที่สวยงาม มีกลิ่นหอม และบริสุทธิ์ หากมองอย่างลึกซึ้ง เธอย่อมสามารถเห็นปุ๋ยในดอกไม้นั้น ด้วยการภาวนาเธอย่อมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เสมอ ถ้าเธอไม่ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาก็คงต้องคอยอีกสิบวันถึงจะสามารถเห็นเช่นนี้ได้ เมื่อเธอมองกองขยะอย่างลึกซึ้งด้วยสายตาของผู้ปฏิบัติภาวนา เธอจะเห็นผักกาดหอม มะเขือเทศ และดอกไม้ นี่เองคือสิ่งที่คนสวนเห็น เมื่อเขามองที่กองขยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่โยนสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป ด้วยการฝึกฝนเพียงเล็กน้อย เธอก็สามารถแปรเปลี่ยนกองขยะให้กลายเป็นปุ๋ย และสามารถเปลี่ยนปุ๋ยให้เป็นดอกไม้

เช่นเดียวกันกับจิตปรุงแต่งต่างๆ ของเรา ซึ่งมีทั้งดอกไม้อย่างความศรัทธา ความหวัง และความรัก และที่นั่นก็มีของเสียอย่างความกลัวและความเจ็บปวดอยู่ด้วย ดอกไม้กำลังกลายเป็นขยะ และขยะก็กำลังกลายเป็นดอกไม้ นี่คือหลักแห่งการไม่แบ่งแยกเป็นสองในพุทธศาสนา นั่นคือไม่มีอะไรที่เราต้องโยนทิ้ง หากไม่เคยเป็นทุกข์ เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้จักความสุข หากไม่เคยรู้จักความหิว เขาหรือเธอย่อมไม่มีวันรู้ถึงความเบิกบานของการรับประทานอาหารในทุกๆ วัน ดังนั้น ความเจ็บปวดและความทุกข์เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความเข้าใจและความสุขของเรา ฉะนั้น จงอย่ากล่าวเลยว่า เธอไม่อยากรู้จักความทุกข์หรือความเจ็บปวดใดๆ อย่ากล่าวว่า เธอต้องการรู้จักแต่ความสุขเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เราต่างรู้ดีว่า ความทุกข์ช่วยให้เราเกิดความเข้าใจ ความทุกข์ช่วยบ่มเพราะความกรุณา ด้วยเหตุผลนี้เอง ความทุกข์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราอย่างยิ่ง เธอจึงต้องรู้วิธีที่จะเรียนรู้จากความทุกข์ เธอต้องรู้วิธีใช้ประโยชน์จากความทุกข์ เพื่อเธอจะได้เก็บเกี่ยวพลังแห่งความกรุณา ความรัก และความเข้าใจ

ในวาระวันแห่งความรัก ที่มีผู้คนทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉยชาจากเจ้าความรักตามแต่ประสบการณ์ที่ต่างกัน การพินิจความรู้สึกของตนตามวิธีของท่านนัท ฮันห์คงมีความน่าสนใจอยู่บ้างนะครับ

[top]
  • หน้า 2 จากทั้งหมด 9
  • <
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • >