“คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน”
23 ตุลาคม 2009, 2:15 am

ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สันระหว่างปาฐกถาในนิทรรศการศิลปะแห่งการคอร์รัปชั่น (Art of Corruption) ภาพจากเว็บไซต์สบร.
อย่างไรก็ตาม การตอบ “เกินโจทย์” ไปบ้างนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรงอะไร เพราะมีงานชิ้นหนึ่งถึงกับให้คำตอบที่ “ผิดโจทย์” นั่นคือปาฐกถาของศาสตราจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน นักประวัติศาสตร์ผู้นี้เสนอแบบ “ทะลุกลางปล้อง” ขึ้นมาว่า คอร์รัปชันนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นสากล หรือไม่ได้มีรากเหง้ายาวนานอย่างที่เรานึก ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสื่งที่ผู้จัดนิทรรศการต้องการอย่างสิ้นเชิง
ในประการแรก เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่สิ่งเก่าแก่ขนาดพอที่จะอ้่างได้ว่า “ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน” ดังในคำแถลงเปิดงานของ สบร. แอนเดอร์สัน เสนอว่า คำ ความหมาย และวัตรปฏิบัติว่าด้วยคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหม่ เกิดมาพร้อมกับทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ (modernity) และวัฒนธรรมนายทุนหรือกระฎุมพี สิ่งแรกที่เขายกขึ้นมาอ้างก็คือการที่คำว่าคอร์รัปชันไม่มีคำแปลในภาษาท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ไทยใช้คำว่าคอร์รัปชัน ชวาใช้คำว่าคอรุพซี่ ส่วนฟิลิปินส์ใช้คำว่าคอรัปซิอง ซึ่งการต้องใช้คำจากต่างประเทศบอกอยู่ในตัวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นความคิดแบบสมัยใหม่และยังไม่ “ลงตัว” กับจิตสำนึกของสังคม
บางคนอาจจะบอกว่ามันคือคำว่าโกง ตรงข้ามกับคำว่าซื่อตรง (sincere) และสรุปว่าคอร์รััปชันเป็นความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกที่มาพร้อมการล่าอาณานิคมและทุนนิยม แต่แอนเดอร์สันเชื่อว่ามีอะไรมากกว่านั้น คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน “จะขยันไปทำไมก็ในเมื่อเราสามารถหาเงินจากการเล่นหุ้นได้อย่างสบายๆ เพราะเพื่อนเราเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือถ้าอยากได้อะไรง่ายๆ ก็เพียงจ่ายค่าคอมมิชชัน” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง
เขาหยิบยกเอา “ความขี้เกียจ” มาวิเคราะห์ก่อน โดยเสนอว่าสังคมสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทัศนะว่าความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ตรงข้ามกับศักดินา เหล่ากระฎุมพี ทุนนิยม และความเป็นสมัยใหม่เชิดชูความขยันและศักดิ์ศรีของสถานภาพที่ได้มาจากการทำงานหนัก ต้องมีทัศนะเชิดชูความขยันเสียก่อน ความคิดเรื่องคอร์รัปชันหรือการต่อต้านคอร์รัปชันจึงจะเกิดขึ้นได้ จากพงศาวดารในอินโดนีเซีย ซึ่งแอนเดอร์สันอ้่างว่าไม่มีการกล่าวถึงกษัตริย์ในแง่ขยันหรือแม้แต่ซื่อตรง เขาพูดในเชิงทีเล่นทีจริงว่า ในสังคมศักดินา ราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระองค์เอง การคอร์รัปชันหรือฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของตนเองจึงเป็นไปไม่ได้ และในเมื่อบุญบารมีต่างหากที่ทำให้คนก้าวขึ้นสู่สถานภาพและความเจริญทางสังคม กษัตริย์จึงไม่จำเป็นต้อง “มืิออาชีพ” หรือมีความเชี่ยวชาญอย่างพิเศษในการทำงาน ไม่จำเป็นต้อง “ทรงงาน” ด้วยซ้ำไป ด้วยลีลาแบบกระโดดข้ามไปมาทั้งทวีป ศตวรรษ และรากฐานการผลิต แอนเดอร์สันกวาดเอาตัวอย่างต่างๆ จากทั้งในอังกฤษยุควิกตอเรียและเอเชียในยุคศักดินา ทั้งนี้เพื่อเสนอต่อไปว่า คอร์รัปชันจะปรากฏขึ้นมาได้ ก็เฉพาะในสังคมที่มี “พื้นที่สาธารณะ” ซึ่งหมายถึงทั้งเวทีการเมืองและสื่อมวลชน ซึ่งผู้ปกครองสามารถถูกจับมา “ส่องมอง” หรือตรวจสอบได้ และในวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเท่านั้นที่จะมีพื้นที่แบบนี้
เมื่อมาถึงตรงนี้ แอนเดอร์สันก็ชี้ว่า กำเนิดของชนชั้นนายทุนกระฎุมพีในยุโรปตรงกันกับกำเนิดของการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์ เช่นผลงานคลาสสิคของ Daumier จากฝรั่งเศสและ Grosz จากเยอรมนี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองในเรื่องคอร์รัปชัน วัฒนธรรมศักดินาไม่มีความคิดเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะ กษัตริย์ซึ่งไม่ใช่บุคคลสาธารณะ ไม่เคยต้องตกอยู่ภายใต้สายตาหรือการตรวจสอบของใคร ตราบจนในยุควิคตอเรีย เมื่อวัฒนธรรมนายทุนกระฎุมพีเริ่มเฟื่องฟูขึ้นมาเสียก่อน สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษจึงเริ่มถูกวิจารณ์ว่า “ขี้เกียจ” การถูกจับตามองนั้น อาจจะสำคัญกว่าการควบคุมด้วยกฎหมายเสียอีก เพราะเมื่อหันมายกตัวอย่างจากปัจจุบัน แอนเดอร์สันเห็นว่า กษัตริย์อังกฤษไม่ได้ถูกลดสถานะลงทางกฎหมาย แต่แม้จะทรงอยู่เหนือกฎหมาย ก็ไม่สามารถหลุดรอดสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนได้
จะเห็นได้ว่า ในแง่หนึ่ง แอนเดอร์สันมองการคอร์รัปชันเป็นอาการ “เช้าชามเย็นชาม” เขามุ่งวิจารณ์สื่งที่เรียกกันว่า bureaucracy และพิจารณาเฉพาะความแตกต่างระหว่างคอร์รัปชันในสังคมสองยุค แต่ที่สำคัญคือทัศนะของเขาเป็นมุมมองแบบมุมกว้าง การก้าวออกจากยุคศักดินา เข้าสู่ทุนนิยม ความเป็นสมัยใหม่ และกรอบของจริยธรรมแบบนายทุนกระฎุมพีนั้น หลักเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดคอร์รัปชัน พูดง่ายๆ ว่าคอร์รัปชันเป็นเพียง “ราคา” ของความเป็นสมัยใหม่ และหากยังนับถือความขยัน หรือการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริยธรรมขั้นสูง คอร์รัปชันก็จะอยู่กับเราต่อไป และต้องยอมรับว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร – We’re in this together.
ในดีไซน์ คัลเจอร์เล่ม 2 ตอนนึงกล่าวถึงนิทรรศการ ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน The Art of Corruption ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานบริหารและจัดการองค์ความรู้ (สบร.) คุณประชาได้เก็บความปาฐกถาของอ. เบน แอนเดอร์สันในงานนี้มาอย่างน่าสนใจ
ในเมืองไทย เราเน้นคำว่าคอร์รัปชันเป็นด้านตรงข้ามของ “ความซื่อสัตย์” เราจึงได้ยินคำโฆษณาอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” จนหูชา
ผมชอบเนื้อหาในดีไซน์ คัลเจอร์ส่วนนี้มาก เพราะอย่างน้อย ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ที่รักการตั้งคำถามอยู่สักหน่อย คงจะมีบ้างที่ตะหงิดใจกับการลดทอนคุณค่าและจริยธรรมให้แคบชันจนเหลือเพียงคำขวัญอย่าง “ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน” และหากจริยธรรมแบบ ขยัน-ขี้เกียจสามารถเป็นกรอบจริยธรรมของคอร์รัปชันได้เช่นกัน บางทีเราอาจจะเปิดมุมมองคอร์รัปชันได้กว้างขึ้นก็เป็นได้
คอร์รััปชันเป็นทางลัดหรือวิถีทางของคนที่ไม่อยากทำงาน แต่อยากได้สถานะทางสังคม อยากได้เงินเดือน และอยากมีความยิ่งใหญ่ในการงาน
ในระยะนี้ อาจเพราะความประจวบเหมาะของเหตุการณ์ ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดและแลเห็นเจ้า “คอร์รััปชัน” แบบนี้ในระยะประชิดที่สุด และได้ตระหนักอย่างเห็นจริงเห็นจังว่ามันทำร้ายและกัดกินผู้คนได้อย่างน่าตระหนกและแอบแฝงแค่ไหน จริงอยู่ว่าในโลกธุรกิจ ระบบคุณค่าก็คือมูลค่าของผลตอบแทน แต่หากเรามีโครงสร้างที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนไม่ขึ้นอยู่กับการทำงานเลยล่ะ?
เราคงร้องโวยวายเสียงดังเมื่อเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อต่อเรา แต่หากเมื่อจับพลัดจับผลู เราได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เราได้ประโยชน์นั้นแล้ว คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้านทานความเย้ายวนใจของการได้ผลตอบแทนโดยไม่ต้องทำงานได้สักเท่าไหร่กันเชียว? เราจะสามารถคงสายตามองเห็นโครงสร้างแบบนี้ได้ต่อไปหรือไม่?
สังคมแบบนี้แบบนี้น่ากลัวทีเดียว
[top]“ความเจ็บปวดเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม”
9 ตุลาคม 2009, 8:13 pm
วิถีทางธรรมที่ผมเข้าใจ คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกระทำต้องมีความตระหนักก่อนว่าตัวเองถูกกระทำ เข้าใจตรงนั้นแล้ว จะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมากระทำ
ทีนี้ถามว่า ถ้าทำไม่ได้จะทำยังไง ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ ก็อาจจะต้องตกเป็นเหยื่ออีกสักพักใหญ่ๆ ถ้าคุณโชคดีไม่ฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นไปก่อน วันหนึ่งคุณอาจจะสรุปได้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาว ทำผิดทำถูกมายาวนานมาก ชีวิตผมทำบาปมามหาศาล…เพราะฉะนั้นบางทีคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน อาจจะต้องสะสมความเข้าใจ ความเจ็บปวด ซึ่งท่านเชอเกียม ตรุงปะบอกว่า ‘เป็นปุ๋ยอย่างดี’ สำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม
ชีวิตทางโลกไม่ได้มีด้านมืดไปซะทั้งหมด วันหนึ่ง ถ้าเรานึกออก มันอยู่ในตัวเรา จริงๆ แทบไม่ต้องให้ใครมาสอน ที่ผมต้องค้นคว้ามากหน่อยก็เพื่อมาพูดกับท่าน เวลาพูดกับตัวเองมันไม่ต้องค้นคว้า มันจะค่อยๆ นึกออกทีละเรื่อง เพราะว่าจริงๆ ก็อย่างที่พระท่านสอนมา จิตเดิมของเรามันสะอาด มันบริสุทธิ์ มันไม่ทำร้ายตัวเองอย่างที่เรากำลังทำอยู่
เวลาผมจะพูดเรื่องธรรมะธัมโม ผมมักจะต้องคิดหนักอยู่สักหน่อย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยจะรับกับใบหน้าแล้ว พุทธธรรมในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับคำสอนยอดฮิตอื่นๆ คือถูกอ้างกันจนเฝือ จนกระทั่งเกือบๆ จะปราศจากความหมายที่พอจะคุยกันให้รู้เรื่องแลกเปลี่ยนได้ การอ้างบางครั้งก็อ้างกับแค่บางเรื่อง จนมึนกับเส้นแบ่งระหว่างพุทธธรรมกับพวกสุขนิยมอยู่เหมือนกัน และในการพาดพิงบางครั้ง ยังชวนให้สงสัยในเจตนาของผู้อ้างอยู่ไม่น้อย
โดยส่วนตัวคิดว่าหลักพุทธธรรมถือได้ว่าเป็นหลักที่วิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคน เพราะพุทธธรรมปฏิเสธการทึกทักว่ามีอยู่ของ ทุกๆ สิ่ง อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมักพบเห็นหลายๆ ท่านเอาคำอย่าง “พุทธ” มาเป็นกระสุนสาดใส่แนวคิดที่อื่นๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยราวกับเครื่องยิงอัตโนมัติทันสมัย แต่เมื่อเปลี่ยนหัวข้ออภิปรายถกเถียงไปเป็นเรื่องที่ท่านนั้นผู้ชูธงสนับสนุน จากศาสนิกผู้ศรัทธาก็กลายร่างไปเป็นนักรบผู้พร้อมจะหลั่งเลือดทาแผ่นดิน
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากที่น่าจะคุุ้นกันดี: ผู้อาวุโสพร่ำเทศนา ด้วยคำพูดศัพท์แสงทางพุทธน่าเชื่อถือ คำสอนนั้นให้ประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่มที่รู้จักใช้ประโยชน์ และเรียกหาความเสียสละกับผู้ที่ปราศจากโอกาสจะใช้ประโยชน์นั้น
ภายใต้ฉากหน้าเป็นการสอนเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี เบื้องหลังนั้นคือความเลือดเย็นและแห้งแล้งน้ำใจ
อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาของผู้อื่น ปัญหาทางธรรมที่แท้จริงคงอยู่ที่ภายในของแต่ละคน และก็คงมีเส้นทางต่างกันไปแล้วแต่วาสนา เมื่อลองดูจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว คิดว่าสัมผัสกับเส้นทางคำสอนของอาจารย์ที่เป็นบรรพชิตได้ยากกว่าทางฝ่ายฆราวาส อาจเป็นได้ว่าพระอาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มีวาสนากับพุทธธรรมอยู่แล้ว จึงก้าวข้ามได้โดยง่าย ก็คงเหมือนคนหัวดีเรียนเก่งในชั้นเรียนหรืออัจฉริยะในสาขาต่างๆ นั่นแหละ ที่ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อยก็เข้าสู้เส้นทางได้ คนทั่วๆ ไปก็ได้แต่ตาค้างเวลาฟังการบรรยายถึงเรื่องราวที่ลึกซึ้งเหล่านั้น
แต่กับบางท่านเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น บางท่านต้องแบกรับความทุกข์ เผชิญความเย้ายวน การยึดติด การตั้งคำถามกับตนเอง และการเคี่ยวกรำอย่างยาวนาน กว่าจะเข้าสู่เส้นทางธรรมได้ สำหรับคนที่ไม่ได้มีวาสนาทางธรรมมากนัก เมื่อได้รับรู้ประสบการณ์เหล่านี้ จึงรู้สึกสัมผัสได้ไม่ยากนัก และอาจารย์ที่แบ่งปันเรื่องราวเล่านี้ที่ประทับใจที่สุดก็คืออ. เสกสรรค์ ประเสิร์ฐกุล
คำอ้างที่ยกมาในล้อมกรอบข้างต้นผ่านเรียบเรียงโดยบรรณาธิการสักคนหนึ่ง เป็นคำตอบต่อคำถามถามที่ผมเคยถามอ. เสกสรรค์เมื่อครั้งอ. บรรยายที่เสมสิกขาลัย ผมถามด้วยความสงสัยว่า ดูเหมือนเราจะเข้าใจในธรรมคำสอนได้ไม่ยาก แต่เวลาปฏิบัติ เหตุใดช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
[top]เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2552
3 ตุลาคม 2009, 5:42 pm
จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า
ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่
ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook
หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น The Search (2009, Pema Tseden) นะครับ
อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี
Shirin (2008, Abbas Kiarostami)
ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้
ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น
ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี
The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)
ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ
แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง อาจรู้สึกไม่ต่างจากหนังสงครามทั่วๆ ไปนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ผู้คนแก่ตัวลงและภาวะสงครามก็ยังไม่จบสิ้นเสียที สภาพปรกติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นภาวะสงครามกลับกลายเป็นภาวะปรกติ อารมณ์เซอร์ๆ หรือดูแปลกๆ ในช่วงท้ายของหนังอาจจะมาจากความแปลกเช่นที่ว่านี้
หากมีโอกาสคงได้ปันประสบการณ์เรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ
[top]รวมฮิตทวีตเตอร์: ศิโรตม์มองประเด็นเขาพระวิหาร
19 กันยายน 2009, 11:47 pm
เรื่องเขาพระวิหารมี 3-4 ประเด็นที่น่าพูด
- ลัทธิคลั่งชาติอันตราย เป็นผีที่ปลุกเมื่อไรก็เอาลงไม่ได้ นอกจากได้กินเลือดคนจริงๆ
- ผู้ปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติไม่เคยเจ็บหรือตาย แต่ผู้สมาทานตายหรือเจ็บได้ตลอดเวลา
- คนไทยฆ่าและทำร้ายกันได้ ไม่มียีนพิเศษในสายเลือดคนไทย
- ไม่แน่เสมอไปว่านิทานเรื่องคนพุทธรักสงบรักสันติกว่าศาสนิกอื่นจะเป็นจริง คนที่ฆ่าและตีกันในเรื่องนี้มีศาสนาเดียวกัน
บทเรียนที่ควรได้คืออย่าเล่นลัทธิคลั่งชาติ อย่าเชื่อนักโวหาร อย่าคิดว่าคนไทยพิเศษกว่าชาติอื่น อย่ามีมายาว่าศาสนาอื่นว่าสอนให้คนใช้ความรุนแรง
น่าละอายที่พันธมิตรบอกว่าไม่เกี่ยวกับการปะทะที่พระวิหาร คนที่บุกไปที่นั่นคือมวลชนที่เป็นผลของลัทธิคลั่งชาติที่พันธมิตรปลุกปั่นมาเป็นปีๆ การปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้คือการปล่อยเกาะมวลชนที่เสพวาทกรรมพันธมิตรจนเชื่อว่าจริง การบุกพระวิหารเป็นปัญหา และการปลุกปั่นก่อนนั้นคือต้นตอ
หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าทวีตเตอร์เป็นเพียงที่ระบายอารมณ์และพูดคุยไร้สาระ อย่างไรก็ดี หากเราเลือก follow ก็มีคนมีความรู้สูงและสนใจแสดงความเห็นจริงจังในทวีตเตอร์เช่นกันนะครับ เช่นศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (@sirotek) ข้อความข้างบนนี้ ผมรวบรวมมาจากทวีตบางส่วนของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ศรีสะเกษ สนใจลอง follow ดูนะครับ
[top]ความรักของเสกสรรค์
25 สิงหาคม 2009, 1:12 am
[top]มีคนฝากถามมา อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องความรักน่ะครับ
เสกสรรค์: ความรักที่ขยายมาจากอัตตา ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าระหว่างชายหญิง ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงหรือระหว่างใครก็ตาม มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด แต่ละฝ่ายจะต้องตอบสนองความคาดหวังของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าแลกเปลี่ยนลงตัวก็อาจพออยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเสียสมดุลเมื่อไหร่ก็อาจแตกร้าวสิ้นสุดโดยง่าย ความรักแบบนี้นอกจากไม่ยั่งยืนแล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ โดยเฉพาะความรักระหว่างชายหญิงนี่ ตราบใดที่มันยังล้อมรอบอัตตาแล้วมุ่งเอาอีกฝ่ายหนึ่งมาสนองความพอใจ มันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะทั้งคู่จะแข่งกันดูดซับพลังของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงจุดทนไม่ไหว รู้สึกถูกจับเป็นตัวประกันทางอารมณ์ สูญเสียอิสรภาพ และต้องเสียค่าไถ่ถอนตัวเองอย่างไม่รู้จบ สุดท้ายมันจึงลงเอยด้วยความแตกแยกกระทั่งแตกหักอย่างรุนแรง
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าความรักที่เป็นแรงปรารถนาทางอารมณ์ล้วนๆ อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้มันเปี่ยมสุขและยั่งยืน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการนำคนสองคนมาพบกันได้ แต่ก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรักคนอื่นกับรักตัวเอง ถ้าจะให้ยกระดับเป็นรักแท้และพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะแบบสองศูนย์อำนาจ ก็คงจะต้องแปรเป็นความรักทางจิตวิญญาณหรือกึ่งจิตวิญญาณให้ได้ ก่อนจะสายเกินไป
ความรักทางจิตวิญญาณหมายถึงความรักที่เลิกยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ถือคนที่เรารักเป็นตัวตั้งโดยเราไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่มีความต้องการจะใช้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวัตถุรองรับความรัก เราเป็นหนึ่งเดียวกับเขาในแง่นี้ เราไม่แยกตัวเป็นความปรารถนาอีกชุดหนึ่งจากภายนอก หากอนุญาตให้ความรักแผ่รังสีมาจากความสงบในใจเรา เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี เมตตากรุณา ปราศจากเงื่อนไข ความรักในขั้นจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ต้องเพียรพยายามปฏิบัติ จึงจะเข้าใจและเกิดผล มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางธรรม ซึ่งแม้ทำไม่ได้ถึงที่สุด มีสติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมหันหน้ามาทิศนี้เลย

