BarCamp Bangkok 3

25 พฤษภาคม 2009, 1:05 pm

ท่านเม่นขณะกำลังเสนอหัวข้อเกี่ยวกับ 960gs

ท่านเม่นขณะกำลังเสนอหัวข้อเกี่ยวกับ 960gs

ท่านเม่นกับท่านมาร์คแห่ง Blognone

ท่านเม่นกับท่านมาร์คแห่ง Blognone

สงครามน้ำลาย CMS Showdown เมื่อตอนบ่ายสอง

สงครามน้ำลาย CMS Showdown เมื่อตอนบ่ายสอง

พัชร เกิดศิริกำลังดูแลความเรียบร้อยส่วนดนตรี

พัชร เกิดศิริกำลังดูแลความเรียบร้อยส่วนดนตรี

และก็เช่นทุกครั้ง...เราทำงานกันเมื่อถึงเวลาที่ควรจะทำเท่านั้น อีกสามชั่วโมงจะแข่งขัน ท่านเม่นนั่งปั่นธีม

และก็เช่นทุกครั้ง...เราทำงานกันเมื่อถึงเวลาที่ควรจะทำเท่านั้น อีกสามชั่วโมงจะแข่งขัน ท่านเม่นนั่งปั่นธีม

ปั่นงานกันสุดขีด

ปั่นงานกันสุดขีด

และแล้วก็ถึงเวลา CMS Showdown ตอน 2 ทุ่ม

และแล้วก็ถึงเวลา CMS Showdown ตอน 2 ทุ่ม

ทีมเวิร์ดเพรซร่วมแรงร่วมใจ

ทีมเวิร์ดเพรซร่วมแรงร่วมใจ

พัชร เกิดศิริ ขณะกำลังครุ่นคิดวางแผนการปล้นชัยชนะโดยไม่ต้องลงแรง

พัชร เกิดศิริ ขณะกำลังครุ่นคิดวางแผนการปล้นชัยชนะโดยไม่ต้องลงแรง

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่พัชร เกิดศิริก็ไม่อาจต้านทานกิเลสของคนถ่ายภาพได้

การแข่งขันดำเนินไปอย่างเข้มข้น แต่พัชร เกิดศิริก็ไม่อาจต้านทานกิเลสของคนถ่ายภาพได้

สมานฉันท์ของจริง ครั้นล่วงเข้าตีสาม จึงบังเกิดความคิดอันปราดเปรื่อง ขอเลียนเยี่ยงคุณอภิสิทธิ์กับคุณเนวิน กลับไปชื่นมื่นกับทีมจุมลาแล้วกลับบ้านนอนดีกว่า

สมานฉันท์ของจริง ครั้นล่วงเข้าตีสาม จึงบังเกิดความคิดอันปราดเปรื่อง ขอเลียนเยี่ยงคุณอภิสิทธิ์กับคุณเนวิน กลับไปชื่นมื่นกับทีมจุมลาแล้วกลับบ้านนอนดีกว่า

[top]

การจากลา การหวนคืน ในยุคอินเทอร์เน็ท

20 พฤษภาคม 2009, 1:51 pm

มีมาแล้วก็มีไป มีการจากและบ่อยครั้งที่ไม่มีการพบกันอีก – คาฟคา

การดำเนินชีวิตของเราเต็มด้วยการได้พบสิ่งใหม่ๆ ในเยาว์วัยอันน่าตื่นเต้นยามที่เรากำลังเรียนรู้โลก จินตนาการต่อชีวิตคือความแปลกใหม่ไร้ที่สิ้นสุด โดยมิทันเฉลียวใจหรือสำนึกรู้ตัว ในการเรียนรู้สิ่งใหม่เหล่านั้นเอง เราย่อมเหินห่างหรือกระทั่งจากลาบางสื่งบางอย่างไป อันเป็นธรรมดาในข้อจำกัดของเงื่อนไขความรับรู้ของมนุษย์ แต่การจากลาเหล่านั้นกลับมิได้มีความหมายใดๆ ต่อเรา เรากระทั่งลืมการมีอยู่ของมันเอาเสียด้วยซ้ำ นั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุข เมื่อโลกคือเวทีแห่งการพานพบสิ่งใหม่ และการจากลาถูกผลักออกจากเวทีความรับรู้ของเราไป

อย่างไรก็ดี ระยะเวลาเช่นนี้ย่อมไม่ดำรงอยู่ตลอดไป ในบรรดาการจากลาอันนับไม่ถ้วนหากแต่ไร้ความหมายเหล่านั้น เมื่อมันแสดงตัวปรากฏต่อความรับรู้ของเราเป็นครั้งแรก จินตนาการต่อโลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไป ดังเช่นตัวละครหนึ่งในนวนิยาย 11 นาที ของเปาโล คูเอลญูได้สัมผัส เธอรู้จักมันเป็นครั้งแรกจากเพื่อนต่างเพศของเธอ

เธอขอบคุณพระเจ้าที่ในที่สุดวันหยุดก็หมดลง แต่ไม่เห็นเด็กผู้ชายคนนั้นไปโรงเรียน หนึ่งอาทิตย์อันทุรนทุรายก็ดำเนินไปในลักษณะนี้ จนเธอรู้จากปากของเพื่อนบางคนว่า เขาได้ย้ายไปอยู่เมืองอื่นเสียแล้ว

“ไกลมากเลยล่ะ” เพื่อนคนหนึ่งบอก

ณ ช่วงเวลานั้นเองที่มาเรียรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างเมื่อสูญไปแล้วจะสูญไปเลย และเธอก็ได้รู้อีกว่ามีที่ที่หนึ่งที่อยู่ “ไกล” รู้ว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ เมืองที่เธออยู่นั้นเล็กนิดเดียว และคนที่น่าสนใจทั้งหลาย สุดท้ายก็จะพากันไปอยู่ที่อื่นกันหมด

ในชั่วขณะนั้นเอง ความกว้างใหญ่ของโลกไม่ใช่ความกว้างใหญ่ที่รอคอยให้เราได้พบสิ่งใหม่แต่เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว แต่เป็นความกว้างใหญ่ที่ทำให้เรารับรู้ถึงข้อจำกัดของตัวเราเอง และการดำรงอยู่นอกเหนือไปจากความสามารถที่จะรู้ มันมีนัยของการเติบโตอยู่ในความรู้สึกแบบนี้ เมื่อนั้นการพบและการจากจึงเป็นตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนเวทีเดียวกัน จินตนาการถึงได้ และรู้ว่ารสชาติของมันเป็นเช่นไร ดังที่คาฟคาได้บันทึกถึงความรู้สึกของเขาเมื่อต้องจากลากับเพื่อนรักเอาไว้

แต่ในเมื่อเราอยู่กับปัจจุบันและมืดบอดต่ออนาคต เราย่อมไม่มีทางทราบว่าการจากลาครั้งใดคือฉากสุดท้ายของการได้พบกัน อารมณ์ในห้วงขณะการจากลาจึงเจือด้วยจินตนาการ มิลาน คุนเดอราเคยหยิบยกความรู้สึกนี้มาพิจารณาในนวนิยาย ความเขลา

คำว่า “การหวนคืน” ในภาษากรีกคือ nostos ส่วนคำว่า algos หมายถึง “ความทุกข์ใจ” เพราะฉะนั้นคำว่า nostalgia (ความโหยหา) จึงหมายถึง ความทุกข์ใจที่เกิดจากความปรารถนาอยากหวนคืนที่ไม่สมหวัง เพื่อสื่อความหมายดั้งเดิมนี้ ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้คำที่มีรากมาจากภาษากรีก (nostalgia, nostalgie) รวมทั้งคำอื่นๆ ที่มีรากในภาษาประจำชาติ เช่น añoranza ในภาษาสเปน…คำว่า añoranza มาจากคำกริยาว่า añorar (รู้สึกโหยหา) ซึ่งมาจากคำในภาษาของชาวแคว้นคาทาโลเนียว่า enyorar โดยที่คำคำนี้มีรากมาจากคำในภาษาละตินคือ ignorare (แปลว่า ไม่ตระหนัก, ไม่รู้, ไม่เดียงสา, ขาด หรือพลาดไป) เมื่อดูจากรากศัพท์ทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า nostalgia ดูเหมือนมีความหมายคล้ายๆ กับความเจ็บปวดที่เกิดจากความเขลาหรือความไม่รู้ เธออยู่แสนไกล และฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ประเทศของฉันอยู่แสนไกล และฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

อารมณ์แบบนี้จึงเกี่ยวข้องกับจินตนาการถึงความห่างไกล ความไม่รู้ และมีท่วงทำนองของความทุกข์อยู่ด้วย แต่ความไม่รู้นี้เองเปิดกว้างต่อความคิดฝัน ภาพความห่างไกลก็เร้าจินตนาการ และคนเรามักค้นพบสุนทรียะจากความทุกข์ใจ คงเพราะเหตุนี้ อารมณ์ในห้วงการจากลาจึงแฝงด้วยความงาม บันดาลใจศิลปินมากมายให้สร้างสรรค์ผลงาน ดังบทกวีชิ้นดังของหลี่ไป๋ อำลาเมิ่งฮาวหยาน ที่หอกระเรียนเหลือง

故人西辞黄鹤楼,
烟花三月下扬州。
孤帆远影碧空尽,
唯见长江天际流

My old friend takes leave of the west at Yellow Crane Tower,
in misty third-month blossoms goes downstream to Yang-chou.
The far-off shape of his lone sail disappears in the blue-green void,
and all I see is the long river flowing to the edge of the sky.

แต่ในยุคสมัยนี้ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารล้ำหน้าทันสมัย โฉมหน้าของโลกเปลี่ยนแปลงไป การจากลาเช่นนี้ยังเป็นสิ่งที่จินตนาการได้อีกหรือไม่? ในยุคที่เราสื่อสารกับคนข้างบ้านด้วยวิธีการและเครื่องมือเดียวกันกับการสื่อสารกับคนอีกซีกโลกหนึ่ง เราจากกันที่สนามบิน และอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ได้รับข่าวคราวเมื่อถึงที่หมายพร้อมภาพและเสียงจากแดนไกล บางทีคนรุ่นผมอาจจะเป็นรุ่นท้ายๆ แล้วก็ได้ที่ยังเข้าใจอารมณ์แห่งการจากลาเช่นนี้อยู่ อินเทอร์เน็ทได้ลดอารมณ์ลักษณะนี้ไป กับเด็กรุ่นหลังๆ ฉากสุดท้ายแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา น่าจะเป็นการเลือกโดยพร้อมใจว่าเราขอไม่รับรู้เรื่องราวของกันอีกแล้วเสียมากกว่า

โดยไม่ปลุกเขาตื่น ชาวทะเลฟีเอเชียนวางตัวโอดิสซุสที่ยังห่ออยู่ในเครื่องนอนไว้ใกล้ต้นมะกอกบนฝั่งอิธาคา แล้วค่อยผละจากมา การเดินทางของเขาสิ้นสุดลงเช่นนั้นเอง เขายังนอนหลับต่อไปอย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อตื่นขึ้น เขาบอกไม่ถูกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ครั้นแล้วเทวีอะธีนาเช็ดหมอกมัวจากดวงตาเขาและมันคือความปีติลิงโลดใจ ความปีติลิงโลดของการหวนคืนอันยิ่งใหญ่ ความปลาบปลื้มในสิ่งที่รู้ ดนตรีที่สะท้านอากาศให้สั่นไหวระหว่างโลกและสวรรค์ เขาแลเห็นท่าเรือที่คุ้นเคยแต่วัยเยาว์ ภูเขาที่ชะเงื้อมง้ำเป็นฉากหลัง เขาโอบกอดลูบไล้ต้นมะกอกเพื่อให้แน่ใจว่า มันยังเป็นมะกอกเดิมเมื่อยี่สิบปีก่อน

หากการจากลานำมาซึ่งความโศกเศร้าแกมหวาน การหวนคืนก็นำมาซึ่งความเบิกบานยินดี มิลาน คุนเดอราพรรณนาฉากการหวนคืนสู่บ้านเกิดหลังรอนแรมต่างถิ่นนานปีของโอดิสซุสได้อย่างน่าประทับใจ ในยุคโบราณที่ความกว้างใหญ่ของโลกทำให้การหวนคืนเป็นไปได้ยากลำบาก เมื่อบังเกิดขึ้น จึงเป็นความยิ่งใหญ่ดุจดังมหากาพย์

อารมณ์แห่งการหวนคืนนี้เองที่อินเทอร์เน็ททดแทนการสูญหายของการจากลาไปได้ ภายใต้เครือข่ายใหญ่โตมหึมา และการเชื่อมโยงถึงกันของโซเชียลเน็ทเวิร์ก ด้วยลำแขนกำยำนี้ เพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน คนรู้จักที่ห่างเหินไปโดยไม่ทราบข่าวคราว จึงมีโอกาสหวนคืนสู่เวทีแห่งความรับรู้ของกันและกันอีกครั้งโดยไม่ยากเย็นนัก

รสความปีติยินดีเช่นนี้คงมีคุณค่าทางสุนทรียะในตัวไม่ด้อยไปกว่าการจากลา

[top]

ความปรองดอง?

5 พฤษภาคม 2009, 6:11 pm

อ่านข่าวเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่องความปรองดองและข้อเสนอทางออกประเทศไทยหลายๆ ข่าวในช่วงนี้แล้ว นึกถึงคำคมที่ออกจะโด่งดังของตอลสตอย

I sit on a man’s back, choking him and making him carry me, and yet assure myself and others that I am very sorry for him and wish to ease his lot by all possible means – except by getting off his back.

Leo Tolstoy

(ช่วงนี้กำลังอ่านผลงานของเขาอยู่ สังคมรัสเซียในสมัยนั้นมีหลายๆ อย่างใกล้เคียงกับไทยสมัยนี้มากๆ ทีเดียวแฮะ)

[top]

“ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย”

2 พฤษภาคม 2009, 8:13 pm

เพิ่งซื้อ รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ที่คุณศิโรตม์แปลมา ตอนนี้ได้อ่านแค่คำนำที่อ. ชัยวัฒน์เขียน แต่มีตอนหนึ่งคมคายดี เมื่อกล่าวถึงการที่บางท่านเห็นว่าข้อสรุปต่อคำถาม “สังคมที่ปลอดจากการฆ่าเป็นไปได้หรือไม่?” ว่า “เป็นไปได้ และดังนั้นต้องยุติและไม่ให้มีการฆ่าฟันกันต่อไป” นั้น “ไม่มีอะไรน่าสนใจมากกว่ายืนยันคำสอนทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณ”

แต่การสรุปเช่นนี้มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะคล้ายกับการด่วนสรุปคำสอนทางศาสนาทั้งหลาย ที่เมื่อฟังแต่แรกอาจเห็นว่าคับแคบไม่น่าใส่ใจ ต่อเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจึงจะเห็นนัยที่แฝงอยู่ในคำสอนนั้น

เช่น ในพระคัมภีร์ไบเบิล พระเยซูสอนมนุษย์ว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” (มัทธิว 5:39) มักเข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนให้คนยอมพ่ายแพ้ ยอมจำนนไม่ต่อต้านความไม่เป็นธรรมใดๆ แต่ในทัศนะของนักวิชาการด้านพระคัมภีร์สายสันติวิธีบางคน เช่น Walter Wink เห็นว่า คำสอนนี้ควรต้องใคร่ครวญให้ละเอียด เพราะคำสอนไม่ได้สอนว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน ก็จงหันแก้มขวาให้เขาตบด้วย” ปัญหาอยู่ที่ว่า “แก้มขวา” ต่างจาก “แก้มซ้าย” อย่างไร?

การตบแก้มขวาโดยคนที่อยู่ตรงหน้ากระทำได้ยากเว้นแต่จะใช้หลังมือตบ และในยุคสมัยของพระเยซู การใช้หลังมือตบเช่นนี้มีนัยทางวัฒนธรรม เพราะเป็นการใช้ให้รู้ว่าใครเป็นนายเป็นบ่าว คือ นายจะใช้หลังมือขวาของตนตบแก้มขวาของบ่าว (ไม่ใช้มือซ้ายเพราะถือว่าไม่สะอาด) คำสอนให้หันแก้มซ้ายให้เขาตบจึงไม่ใช่การยอมจำนนแบบชืดชา แต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างสำคัญ เพราะเปลี่ยนสถานะการเป็นบ่าวเป็นนายให้เป็นสัมพันธภาพระหว่างคนสามัญซึ่งเท่ากันเผชิญหน้ากัน ที่ถ้าจะตบแก้มซ้ายของอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำด้วยการใช้ฝ่ามือข้างขวาของผู้ตบเท่านั้น (ไม่ใช่หลังมือ)

คำนำ สู่การไม่ฆ่า: คำท้าทายเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

โดยส่วนตัวก็ยังไม่ได้นึกไปถึงขั้นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ชอบตรงการเน้นว่า การหันแก้มซ้ายให้นั้น ไม่ใช่ เพื่อหวังให้ถูกตบซ้ำ แต่เพราะหวังว่าความสงบและพร้อมใจเช่นนี้ อย่างน้อยจะไปปลุกความเป็นมนุษย์ของคนตบให้ตื่นขึ้น

แต่หากคนตบยังคงเลือกจะตบซ้ำเล่า?

เข้าใจว่านักสันติวิธีไม่ได้มั่นใจว่าสันติวิธีจะนำมาซึ่งผลสำเร็จตามที่หวังเฉพาะหน้านะ แต่น่าจะเชื่อว่า แม้จะไม่ประสบผลในยามนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งสันตินี้จะไปงอกงามเอาในวันหน้าได้ เพราะนักสันติวิธีไม่ใช่นักยุทธวิธี จะได้มุ่งมองไปที่ความขัดแย้งเบื้องหน้าเฉพาะกรณี ดังนั้น คานธีจึงปฏิเสธแม้แต่การทำร้ายอังกฤษเพราะ

ระเบิดที่ขว้างใส่ชาวอังกฤษในตอนนี้ จะพุ่งกลับไปที่ชาวอินเดียเอง ในภายหลังเมื่อชาวอังกฤษไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว

ถ้าสิ่งที่เข้าใจนี้ถูกต้อง สันติวิธีน่าจะเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่เชื่อมั่นในคุณค่าและความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด เพราะจะต้องเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ไม่ได้ชั่วร้าย แต่เมื่อมีความโกรธ ความเกลียด ความกลัว มาปรุงแต่ง จึงทำให้เกิดความรุนแรงตามมา ด้วยเหตุนี้ นักสันติวิธีจึงเลือกใช้ความไม่รุนแรงโดยสิ้นเชิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า วิธีการนี้จะสลายความเกลียด ความโกรธ ความกลัวของคู่ขัดแย้งให้มอดลง

อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องผลของสันติวิธีน่าจะยุ่งยากกว่านี้มาก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าโลกสมัยนี้มีความซับซ้อนกว่าสมัยคริสตกาล หากมีคนประดิษฐ์รีโมทคอนโทรลมือตบอัตโนมัติที่กดแล้วจะไปตบแก้มขวาคนอีกซีกโลกหนึ่ง โดยคนกดรีโมทไม่เห็นผลจากการกดของตนเลย วิธีการหันแก้มซ้ายให้ด้วยคงใช้ไม่ได้ผลแน่ๆ

[top]

คุณอภิสิทธิ์ในวิกิพีเดีย

24 เมษายน 2009, 9:02 pm

จาก วิกิพีเดียภาษาไทย [24 เมษายน 2552]

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 — ) นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับตำแหน่งในขณะที่มีอายุเพียง 44 ปี

ในอดีตอภิสิทธิ์เป็นส.ส. กรุงเทพมหานคร 6 สมัย และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สคศ.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป) และสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สกถ.) ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม.คณะที่ 53)

อภิสิทธิ์ เป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกหน้าตาดี ได้รับสมญานาม จากสื่อมวลชนว่า “หล่อใหญ่” ซึ่งตั้งให้เข้าชุดกันกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่บุคคลอื่น ๆ เช่น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับสมญานามว่า “หล่อเล็ก” และ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของสมญานาม “หล่อโย่ง” เป็นต้น

หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากที่สุด และ สมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร อภิสิทธิ์ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาตามรูปแบบ คณะรัฐมนตรีเงาที่มีในระบบเวสต์มินสเตอร์ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะและติดตามตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล

หลังจากรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นตำแหน่งเนื่องจากพรรคพลังประชาชนถูกศาลวินิจฉัยให้ยุบพรรค เกิดการย้ายขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นการย้ายขั้วจากส.ส.ของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์กับพรรคร่วมรัฐบาลนายสมชาย ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นรัฐบาล จนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

จาก วิกิพีเดียภาษาอังกฤษ [April 24, 2009]

Abhisit Vejjajiva (En-us-Abhisit-Vejjajiva.ogg pronunciation (help·info), Thai: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, RTGS: Aphisit Wetchachiwa, IPA: [àʔpʰíʔsìt wêːt.tɕʰāː.tɕʰīː.wáʔ], born 3 August 1964) is the 27th and current Prime Minister of Thailand. He has been the leader of the Democrat Party since February 2005.

Abhisit successfully ran for MP in Bangkok under the Democrat Party following the 1991 NPKC military coup. Abhisit quickly rose through party ranks but failed in a bid to become party leader in 2001. He became party leader after the Party’s overwhelming defeat in the 2005 elections.

During the 2005-2006 Thai political crisis, Abhisit called for King Bhumibol Adulyadej to bypass constitutional procedure and replace Prime Minister Thaksin Shinawatra. Under Abhisit’s leadership, senior Democrat Party members accused Thaksin of what they called the Finland Plot, a supposed plan to establish a republic. Abhisit boycotted the 2006 elections, claiming that they “diverted public attention” from Thaksin’s sale of Shin Corp. Abhisit voiced displeasure at the 2006 coup that overthrew Thaksin, but otherwise did not protest it or the military junta that ruled Thailand for over a year. A fact-finding panel at the Attorney-General’s Office found that the Democrat Party bribed other parties to boycott the 2006 elections to force a constitutional crisis, and voted to dissolve the party. A junta tribunal acquitted Abhisit and the Democrats of the vote fraud charges, while banning Thaksin’s Thai Rak Thai party for similar charges. Abhisit supported the junta’s 2007 Constitution, calling it an improvement on the 1997 Constitution. The Democrat Party lost the junta-administered 2007 election to the People’s Power Party.

In the crisis that followed, several senior Democrat Party members became leaders of the People’s Alliance for Democracy, which seized Government House, Don Muang Airport, and Suvarnabhumi Airport, while engaging in violent clashes with police and anti-PAD protesters. The PAD declared that the only person they would accept as Premier was Abhisit. Abhisit voiced displeasure at sieges, but did not stop his deputies from their roles in the PAD. The sieges ended when the Constitutional Court banned the People’s Power Party. Army commander and co-leader of the 2006 coup, General Anupong Paochinda, coerced several PPP MPs to defect to the Democrat Party, allowing Abhisit to form a government and become Prime Minister. PAD leader Khamnoon Sitthisamarn called Abhisit’s premiership a “genuine PAD victory” and an “Anupong-style coup.”

Abhisit became Premier during a global economic crisis and faced escalating domestic political tension. During Songkran (the Thai New Year), protesters disrupted the Fourth East Asia Summit. Violent protests then erupted in Bangkok, leading Abhisit to declare a state of emergency, censor the media, and use military force to stop the protesters.

Soon afterwards, PAD leader Sondhi Limthongkul was the target of an unsuccessful assassination attempt. Both Sondhi’s son and Thaksin claimed that factions within Abhisit government were behind the assassination; however, Abhisit’s foreign Minister claimed that Thaksin was behind it.

คงเป็นปรอทชี้วัดได้ว่าขณะนี้ ในโลกอินเทอร์เน็ทภาษาไทย คุณอภิิสิทธิ์คือนายกรัฐมนตรีในฝัน ส่วนในโลกอินเทอร์เน็ทภาษาอังกฤษ คงยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง

[แก้ไข -ในที่สุดก็หาฉบับแปลของคุณภัควดีเจอ]

ชีวิตคนเรามีหลายแง่มุม…ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเอาอดีตของเราคนไหนก็ได้ มาเรียงร้อยให้เป็นชีวประวัติของรัฐบุรุษผู้เป็นที่รักหรือให้เป็นอาชญากรตัวกลั่น

ไม่มีใครหัวเราะ
มิลาน คุนเดอรา

[top]
  • หน้า 4 จากทั้งหมด 7
  • <
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • >