“ความเจ็บปวดเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม”

9 ตุลาคม 2009, 8:13 pm

วิถีทางธรรมที่ผมเข้าใจ คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกระทำต้องมีความตระหนักก่อนว่าตัวเองถูกกระทำ เข้าใจตรงนั้นแล้ว จะต้องมีความกล้าหาญที่จะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมากระทำ

ทีนี้ถามว่า ถ้าทำไม่ได้จะทำยังไง ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ หมายความว่าคุณไม่สามารถที่จะเอาชนะมันได้ ก็อาจจะต้องตกเป็นเหยื่ออีกสักพักใหญ่ๆ ถ้าคุณโชคดีไม่ฆ่าตัวตายและฆ่าผู้อื่นไปก่อน วันหนึ่งคุณอาจจะสรุปได้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาว ทำผิดทำถูกมายาวนานมาก ชีวิตผมทำบาปมามหาศาล…เพราะฉะนั้นบางทีคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน อาจจะต้องสะสมความเข้าใจ ความเจ็บปวด ซึ่งท่านเชอเกียม ตรุงปะบอกว่า ‘เป็นปุ๋ยอย่างดี’ สำหรับการหว่านเพาะประเด็นธรรม

ชีวิตทางโลกไม่ได้มีด้านมืดไปซะทั้งหมด วันหนึ่ง ถ้าเรานึกออก มันอยู่ในตัวเรา จริงๆ แทบไม่ต้องให้ใครมาสอน ที่ผมต้องค้นคว้ามากหน่อยก็เพื่อมาพูดกับท่าน เวลาพูดกับตัวเองมันไม่ต้องค้นคว้า มันจะค่อยๆ นึกออกทีละเรื่อง เพราะว่าจริงๆ ก็อย่างที่พระท่านสอนมา จิตเดิมของเรามันสะอาด มันบริสุทธิ์ มันไม่ทำร้ายตัวเองอย่างที่เรากำลังทำอยู่

เวลาผมจะพูดเรื่องธรรมะธัมโม ผมมักจะต้องคิดหนักอยู่สักหน่อย เพราะนอกจากจะไม่ค่อยจะรับกับใบหน้าแล้ว พุทธธรรมในสังคมไทยก็เช่นเดียวกับคำสอนยอดฮิตอื่นๆ คือถูกอ้างกันจนเฝือ จนกระทั่งเกือบๆ จะปราศจากความหมายที่พอจะคุยกันให้รู้เรื่องแลกเปลี่ยนได้ การอ้างบางครั้งก็อ้างกับแค่บางเรื่อง จนมึนกับเส้นแบ่งระหว่างพุทธธรรมกับพวกสุขนิยมอยู่เหมือนกัน และในการพาดพิงบางครั้ง ยังชวนให้สงสัยในเจตนาของผู้อ้างอยู่ไม่น้อย

โดยส่วนตัวคิดว่าหลักพุทธธรรมถือได้ว่าเป็นหลักที่วิพากษ์อย่างถอนรากถอนโคน เพราะพุทธธรรมปฏิเสธการทึกทักว่ามีอยู่ของ ทุกๆ สิ่ง อาจเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง จึงมักพบเห็นหลายๆ ท่านเอาคำอย่าง “พุทธ” มาเป็นกระสุนสาดใส่แนวคิดที่อื่นๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยราวกับเครื่องยิงอัตโนมัติทันสมัย แต่เมื่อเปลี่ยนหัวข้ออภิปรายถกเถียงไปเป็นเรื่องที่ท่านนั้นผู้ชูธงสนับสนุน จากศาสนิกผู้ศรัทธาก็กลายร่างไปเป็นนักรบผู้พร้อมจะหลั่งเลือดทาแผ่นดิน

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากที่น่าจะคุุ้นกันดี: ผู้อาวุโสพร่ำเทศนา ด้วยคำพูดศัพท์แสงทางพุทธน่าเชื่อถือ คำสอนนั้นให้ประโยชน์สำหรับคนบางกลุ่มที่รู้จักใช้ประโยชน์ และเรียกหาความเสียสละกับผู้ที่ปราศจากโอกาสจะใช้ประโยชน์นั้น

ภายใต้ฉากหน้าเป็นการสอนเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารี เบื้องหลังนั้นคือความเลือดเย็นและแห้งแล้งน้ำใจ

อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาของผู้อื่น ปัญหาทางธรรมที่แท้จริงคงอยู่ที่ภายในของแต่ละคน และก็คงมีเส้นทางต่างกันไปแล้วแต่วาสนา เมื่อลองดูจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว คิดว่าสัมผัสกับเส้นทางคำสอนของอาจารย์ที่เป็นบรรพชิตได้ยากกว่าทางฝ่ายฆราวาส อาจเป็นได้ว่าพระอาจารย์เหล่านั้นล้วนแต่มีวาสนากับพุทธธรรมอยู่แล้ว จึงก้าวข้ามได้โดยง่าย ก็คงเหมือนคนหัวดีเรียนเก่งในชั้นเรียนหรืออัจฉริยะในสาขาต่างๆ นั่นแหละ ที่ได้เรียนรู้เพียงเล็กน้อยก็เข้าสู้เส้นทางได้ คนทั่วๆ ไปก็ได้แต่ตาค้างเวลาฟังการบรรยายถึงเรื่องราวที่ลึกซึ้งเหล่านั้น

แต่กับบางท่านเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น บางท่านต้องแบกรับความทุกข์ เผชิญความเย้ายวน การยึดติด การตั้งคำถามกับตนเอง และการเคี่ยวกรำอย่างยาวนาน กว่าจะเข้าสู่เส้นทางธรรมได้ สำหรับคนที่ไม่ได้มีวาสนาทางธรรมมากนัก เมื่อได้รับรู้ประสบการณ์เหล่านี้ จึงรู้สึกสัมผัสได้ไม่ยากนัก และอาจารย์ที่แบ่งปันเรื่องราวเล่านี้ที่ประทับใจที่สุดก็คืออ. เสกสรรค์ ประเสิร์ฐกุล

คำอ้างที่ยกมาในล้อมกรอบข้างต้นผ่านเรียบเรียงโดยบรรณาธิการสักคนหนึ่ง เป็นคำตอบต่อคำถามถามที่ผมเคยถามอ. เสกสรรค์เมื่อครั้งอ. บรรยายที่เสมสิกขาลัย ผมถามด้วยความสงสัยว่า ดูเหมือนเราจะเข้าใจในธรรมคำสอนได้ไม่ยาก แต่เวลาปฏิบัติ เหตุใดช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน

[top]

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2552

3 ตุลาคม 2009, 5:42 pm

จบลงไปแล้วกับการผจญภัยในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการมองโลกและสัมผัสชีวิตผ่านหนัง ใครที่ต้องในมนต์เสนห์ของหนังเหล่านี้น่าจะเห็นด้วยกับศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ที่เคยพูดว่า

ดูหนังในเทศกาลแล้วรู้สึกว่าโลกมันใหญ่

แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)

แคลร์ เดอนีส์ ในช่วงพูดคุยหลังการฉาย 35 Shots of Rum (2009, Claire Dennis)

ข้างล่างนี้คือที่เขียนแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ใน Facebook

หนังที่ผมประทับใจที่สุดในเทศกาลนี้คงเป็น The Search (2009, Pema Tseden) นะครับ

อันที่จริงผมก็ประทับใจเกือบทุกเรื่อง มีแค่เรื่องเดียวที่ชอบไม่มากนัก เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็มี

Shirin (2008, Abbas Kiarostami)

ผมชอบเรื่องนี้ตรงความสนใจของอับบาสน่ะครับ อับบาสไม่ชอบการเล่าเรื่อง ดังนั้นก็คงไม่ชอบการมุ่งเน้นด้านการเร้าอารมณ์จากเรื่องเล่า อาจเป็นได้ว่าเพราะชั้นเชิงทางสุนทรียะแบบนั้นออกจะห่างไกลจากสภาพการดำเนินชีวิตปรกติของคนเรา ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ เต็มด้วยเรื่องราวโลดโผนและความตระการทางอารมณ์ที่พบกันทั่วไปในเนื้อเรื่องบทกวีหรือนิยายคงไม่ใช่วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่แม้กระนั้น คนเราส่วนมากต่างก็สัมผัสโยงไยกับแง่มุมที่ห่างไกลจากสภาพชีวิตจริงเหล่านั้นได้

ชีวิตจริงอาจเรียบง่ายไม่โลดโผน ต่ำต้อยมิใช่สูงศักดิ์ แต่มนุษย์ใฝ่หาแง่มุมสวยงามจากเรื่องราวเหล่านั้นมาทาบทับกับชีวิตตน ถักทอความคิดฝันจากเรื่องราวพิสดารเหล่านั้น

ผมเดาว่านี่คงเป็นสิ่งที่อับบาสไม่ปฏิเสธ เรื่องราวของกวีโบราณที่เอ่อท้นด้วยอารมณ์อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจเป็นหลัก แต่ความประทับใจต่อเรื่องราวงดงามเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้นามมีร่วมกัน ภาพในหนังจึงมุ่งไปยังผู้ชม สีหน้าที่แสดงออกมาของคนดูหนัง ใบหน้าผู้หญิงภายใต้ฮิญาบที่สนองตอบตามกวีรจนาคงมีความงามในชั้นเชิงของอับบาส เคียรอสตามี

The Time That Remains (2009, Elia Suleiman)

ตอนได้ดู รู้สึกว่าอารมณ์ต่างไปจากหนังแสดงภาพสมรภูมิหรือพื้นที่ภายใต้ภาวะการยึดครองอื่นๆ ในหนังเรื่องอื่นดูแล้วสัมผัสได้ว่าสงครามคือสภาวะไม่ปรกติบางอย่าง และคนเราพยายามปรับตัวเพื่อรับกับสภาพผิดปรกตินั้น เมื่อลองตั้งคำถามหาสาเหตุ คิดว่าน่าจะมาจากส่วนมากแล้ว คนเราอยู่ในสภาวะสงบสุขมากกว่าสงครามกระมัง เราจึงมองว่าสงครามเป็นภาวะบางอย่างที่ผิดปรกติ

แต่หากคนๆ หนึ่ง พ่อของเขาอยูในยุคสงคราม เขากำเนิดมาระหว่างสงคราม เติบโตมาในช่วงสงคราม และกำลังจะแก่ตัวลงในภาวะสงคราม โลกของเขาจะเป็นอย่างไร? สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในหนังเรื่องนี้น่าจะมาจากลักษณะพิเศษในดินแดนแห่งนี้กระมัง ในช่วงต้นของหนัง อาจรู้สึกไม่ต่างจากหนังสงครามทั่วๆ ไปนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปๆ ผู้คนแก่ตัวลงและภาวะสงครามก็ยังไม่จบสิ้นเสียที สภาพปรกติของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นภาวะสงครามกลับกลายเป็นภาวะปรกติ อารมณ์เซอร์ๆ หรือดูแปลกๆ ในช่วงท้ายของหนังอาจจะมาจากความแปลกเช่นที่ว่านี้

หากมีโอกาสคงได้ปันประสบการณ์เรื่องอื่นๆ ต่อไปครับ

[top]

รวมฮิตทวีตเตอร์: ศิโรตม์มองประเด็นเขาพระวิหาร

19 กันยายน 2009, 11:47 pm

เรื่องเขาพระวิหารมี 3-4 ประเด็นที่น่าพูด

  1. ลัทธิคลั่งชาติอันตราย เป็นผีที่ปลุกเมื่อไรก็เอาลงไม่ได้ นอกจากได้กินเลือดคนจริงๆ
  2. ผู้ปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติไม่เคยเจ็บหรือตาย แต่ผู้สมาทานตายหรือเจ็บได้ตลอดเวลา
  3. คนไทยฆ่าและทำร้ายกันได้ ไม่มียีนพิเศษในสายเลือดคนไทย
  4. ไม่แน่เสมอไปว่านิทานเรื่องคนพุทธรักสงบรักสันติกว่าศาสนิกอื่นจะเป็นจริง คนที่ฆ่าและตีกันในเรื่องนี้มีศาสนาเดียวกัน

บทเรียนที่ควรได้คืออย่าเล่นลัทธิคลั่งชาติ อย่าเชื่อนักโวหาร อย่าคิดว่าคนไทยพิเศษกว่าชาติอื่น อย่ามีมายาว่าศาสนาอื่นว่าสอนให้คนใช้ความรุนแรง

น่าละอายที่พันธมิตรบอกว่าไม่เกี่ยวกับการปะทะที่พระวิหาร คนที่บุกไปที่นั่นคือมวลชนที่เป็นผลของลัทธิคลั่งชาติที่พันธมิตรปลุกปั่นมาเป็นปีๆ การปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้คือการปล่อยเกาะมวลชนที่เสพวาทกรรมพันธมิตรจนเชื่อว่าจริง การบุกพระวิหารเป็นปัญหา และการปลุกปั่นก่อนนั้นคือต้นตอ

หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าทวีตเตอร์เป็นเพียงที่ระบายอารมณ์และพูดคุยไร้สาระ อย่างไรก็ดี หากเราเลือก follow ก็มีคนมีความรู้สูงและสนใจแสดงความเห็นจริงจังในทวีตเตอร์เช่นกันนะครับ เช่นศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ (@sirotek) ข้อความข้างบนนี้ ผมรวบรวมมาจากทวีตบางส่วนของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ศรีสะเกษ สนใจลอง follow ดูนะครับ

[top]

ความรักของเสกสรรค์

25 สิงหาคม 2009, 1:12 am

มีคนฝากถามมา อยากให้อาจารย์พูดถึงเรื่องความรักน่ะครับ

เสกสรรค์: ความรักที่ขยายมาจากอัตตา ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ไม่ว่าระหว่างชายหญิง ระหว่างพ่อแม่กับลูก ระหว่างพี่น้องเพื่อนฝูงหรือระหว่างใครก็ตาม มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขผูกมัด แต่ละฝ่ายจะต้องตอบสนองความคาดหวังของกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าแลกเปลี่ยนลงตัวก็อาจพออยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าเสียสมดุลเมื่อไหร่ก็อาจแตกร้าวสิ้นสุดโดยง่าย ความรักแบบนี้นอกจากไม่ยั่งยืนแล้วยังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ โดยเฉพาะความรักระหว่างชายหญิงนี่ ตราบใดที่มันยังล้อมรอบอัตตาแล้วมุ่งเอาอีกฝ่ายหนึ่งมาสนองความพอใจ มันจะเต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะทั้งคู่จะแข่งกันดูดซับพลังของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงจุดทนไม่ไหว รู้สึกถูกจับเป็นตัวประกันทางอารมณ์ สูญเสียอิสรภาพ และต้องเสียค่าไถ่ถอนตัวเองอย่างไม่รู้จบ สุดท้ายมันจึงลงเอยด้วยความแตกแยกกระทั่งแตกหักอย่างรุนแรง

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าความรักที่เป็นแรงปรารถนาทางอารมณ์ล้วนๆ อาจไม่พอเพียงที่จะทำให้มันเปี่ยมสุขและยั่งยืน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการนำคนสองคนมาพบกันได้ แต่ก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรักคนอื่นกับรักตัวเอง ถ้าจะให้ยกระดับเป็นรักแท้และพยายามหลีกเลี่ยงสภาวะแบบสองศูนย์อำนาจ ก็คงจะต้องแปรเป็นความรักทางจิตวิญญาณหรือกึ่งจิตวิญญาณให้ได้ ก่อนจะสายเกินไป

ความรักทางจิตวิญญาณหมายถึงความรักที่เลิกยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ถือคนที่เรารักเป็นตัวตั้งโดยเราไม่มีข้อเรียกร้อง ไม่มีความต้องการจะใช้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นวัตถุรองรับความรัก เราเป็นหนึ่งเดียวกับเขาในแง่นี้ เราไม่แยกตัวเป็นความปรารถนาอีกชุดหนึ่งจากภายนอก หากอนุญาตให้ความรักแผ่รังสีมาจากความสงบในใจเรา เป็นความรักที่มาจากความปรารถนาดี เมตตากรุณา ปราศจากเงื่อนไข ความรักในขั้นจิตวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ต้องเพียรพยายามปฏิบัติ จึงจะเข้าใจและเกิดผล มันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางธรรม ซึ่งแม้ทำไม่ได้ถึงที่สุด มีสติไว้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมหันหน้ามาทิศนี้เลย

[top]

Three Times: Smoke Gets in Your Eyes/Rain and Tears

16 สิงหาคม 2009, 3:14 pm

ภาคแรกใน Three Times

ภาคแรกใน Three Times

Our lives are full of fragmentary memories. We can’t give them names, we can’t classify them and they have no great significance. But they lodge in the mind, somehow unshakable. For example, I used to love to play pool when I was young, and I have a memory fragment of song Smoke Gets in Your Eyes always playing in the pool-ball. Now I’m pushing sixty, and these things have been hanging around for so long it seems like they’re part of me. Maybe the only way I can discharge my debt to them is to film them.

I think of them as the best of times.

“The best” not because we can’t forget them, because they’re things that have now been lost. The reason they’re the best is that they exist only in our memories. I have the feeling that this is not the last film I’ll make in this vein

Hou Hsiao-Hsien
Taipei, April 2005

The Platters – Smoke Gets In Your Eyes

Aphrodite’s Child – Rain and Tears

Three Times (2005, Hou Hsiao-Hsien) ลักษณะเรื่องราวสามแบบที่ต่างห้วงเวลา เปิดโอกาสให้ปรมาจารย์โหวเสี่ยวเฉียนได้สำแดงฝีมืออย่างเต็มที่ ชั้นเชิงเรื่องกล้องและแสงของเขาโดดเด่นเลื่องลือมานานอยู่แล้ว กับหนังเรื่องนี้แต่ละเรื่องย่อยเขาใช้ลีลาที่ต่างกันไป

เท่าที่อ่านดู เห็นเค้าว่านักวิจารณ์ชอบเรื่องแรกมากที่สุด และเรื่องหลังน้อยที่สุด แต่ส่วนตัวเห็นว่าทั้งสามเรื่องต่างโดดเด่นต่างกันไป แต่เรื่องแรกเป็นส่วนผสมที่จับใจง่ายที่สุด เขาได้แสดงทักษะและชั้นเชิงทางภาพยนตร์ชั้นสูง ในขณะเดียวกันก็ยังมีความน่ารักอยู่ในตัวเรื่อง ยังไม่ต้องพูดถึงว่าในช่วงเวลาตามเรื่องนี้เป็นการหวนรำลึกถึงวัยเยาว์ของเขา เขาเติบโตมาในช่วงเวลานี้และมองมันด้วยความถวิลหาและเปี่ยมสุข หากมีคนมาบอกว่านี่เป็นหนังหว่องยังอาจเคลิ้มเชื่อได้เลย

ขณะที่เรื่องที่สามที่เห็นเค้าไม่ค่อยชอบกันมันเป็นเรื่องราวปัญหาของโลกยุคปัจจุบัน ความเปลี่ยวเหงาอ้างว้างที่ไม่ได้มีความเย้ายวนแม้แต่นิด บางทีก็อาจจะจับใจไม่ง่ายนัก

แต่เรื่องที่สองนั้น ทั้งสวยงามและบาดลึกชวนใจหายจริงๆ

หมายเหตุ: ภาพและเพลงมีลิขสิทธิ์ ยังไม่ได้ขออนุญาต

[top]
  • หน้า 4 จากทั้งหมด 9
  • <
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • 8
  • 9
  • >