“ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย”
2 พฤษภาคม 2009, 8:13 pm
เพิ่งซื้อ รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า ที่คุณศิโรตม์แปลมา ตอนนี้ได้อ่านแค่คำนำที่อ. ชัยวัฒน์เขียน แต่มีตอนหนึ่งคมคายดี เมื่อกล่าวถึงการที่บางท่านเห็นว่าข้อสรุปต่อคำถาม “สังคมที่ปลอดจากการฆ่าเป็นไปได้หรือไม่?” ว่า “เป็นไปได้ และดังนั้นต้องยุติและไม่ให้มีการฆ่าฟันกันต่อไป” นั้น “ไม่มีอะไรน่าสนใจมากกว่ายืนยันคำสอนทางศาสนาที่มีมาแต่โบราณ”
แต่การสรุปเช่นนี้มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะคล้ายกับการด่วนสรุปคำสอนทางศาสนาทั้งหลาย ที่เมื่อฟังแต่แรกอาจเห็นว่าคับแคบไม่น่าใส่ใจ ต่อเมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจึงจะเห็นนัยที่แฝงอยู่ในคำสอนนั้น
เช่น ในพระคัมภีร์ไบเบิล พระเยซูสอนมนุษย์ว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” (มัทธิว 5:39) มักเข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นคำสอนให้คนยอมพ่ายแพ้ ยอมจำนนไม่ต่อต้านความไม่เป็นธรรมใดๆ แต่ในทัศนะของนักวิชาการด้านพระคัมภีร์สายสันติวิธีบางคน เช่น Walter Wink เห็นว่า คำสอนนี้ควรต้องใคร่ครวญให้ละเอียด เพราะคำสอนไม่ได้สอนว่า “ถ้าผู้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน ก็จงหันแก้มขวาให้เขาตบด้วย” ปัญหาอยู่ที่ว่า “แก้มขวา” ต่างจาก “แก้มซ้าย” อย่างไร?
การตบแก้มขวาโดยคนที่อยู่ตรงหน้ากระทำได้ยากเว้นแต่จะใช้หลังมือตบ และในยุคสมัยของพระเยซู การใช้หลังมือตบเช่นนี้มีนัยทางวัฒนธรรม เพราะเป็นการใช้ให้รู้ว่าใครเป็นนายเป็นบ่าว คือ นายจะใช้หลังมือขวาของตนตบแก้มขวาของบ่าว (ไม่ใช้มือซ้ายเพราะถือว่าไม่สะอาด) คำสอนให้หันแก้มซ้ายให้เขาตบจึงไม่ใช่การยอมจำนนแบบชืดชา แต่เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างสำคัญ เพราะเปลี่ยนสถานะการเป็นบ่าวเป็นนายให้เป็นสัมพันธภาพระหว่างคนสามัญซึ่งเท่ากันเผชิญหน้ากัน ที่ถ้าจะตบแก้มซ้ายของอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องทำด้วยการใช้ฝ่ามือข้างขวาของผู้ตบเท่านั้น (ไม่ใช่หลังมือ)
คำนำ สู่การไม่ฆ่า: คำท้าทายเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
โดยส่วนตัวก็ยังไม่ได้นึกไปถึงขั้นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่ชอบตรงการเน้นว่า การหันแก้มซ้ายให้นั้น ไม่ใช่ เพื่อหวังให้ถูกตบซ้ำ แต่เพราะหวังว่าความสงบและพร้อมใจเช่นนี้ อย่างน้อยจะไปปลุกความเป็นมนุษย์ของคนตบให้ตื่นขึ้น
แต่หากคนตบยังคงเลือกจะตบซ้ำเล่า?
เข้าใจว่านักสันติวิธีไม่ได้มั่นใจว่าสันติวิธีจะนำมาซึ่งผลสำเร็จตามที่หวังเฉพาะหน้านะ แต่น่าจะเชื่อว่า แม้จะไม่ประสบผลในยามนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งสันตินี้จะไปงอกงามเอาในวันหน้าได้ เพราะนักสันติวิธีไม่ใช่นักยุทธวิธี จะได้มุ่งมองไปที่ความขัดแย้งเบื้องหน้าเฉพาะกรณี ดังนั้น คานธีจึงปฏิเสธแม้แต่การทำร้ายอังกฤษเพราะ
ระเบิดที่ขว้างใส่ชาวอังกฤษในตอนนี้ จะพุ่งกลับไปที่ชาวอินเดียเอง ในภายหลังเมื่อชาวอังกฤษไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไปแล้ว
ถ้าสิ่งที่เข้าใจนี้ถูกต้อง สันติวิธีน่าจะเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่เชื่อมั่นในคุณค่าและความเป็นมนุษย์อย่างสูงสุด เพราะจะต้องเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ไม่ได้ชั่วร้าย แต่เมื่อมีความโกรธ ความเกลียด ความกลัว มาปรุงแต่ง จึงทำให้เกิดความรุนแรงตามมา ด้วยเหตุนี้ นักสันติวิธีจึงเลือกใช้ความไม่รุนแรงโดยสิ้นเชิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า วิธีการนี้จะสลายความเกลียด ความโกรธ ความกลัวของคู่ขัดแย้งให้มอดลง
อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องผลของสันติวิธีน่าจะยุ่งยากกว่านี้มาก ยังไม่ต้องพูดถึงว่าโลกสมัยนี้มีความซับซ้อนกว่าสมัยคริสตกาล หากมีคนประดิษฐ์รีโมทคอนโทรลมือตบอัตโนมัติที่กดแล้วจะไปตบแก้มขวาคนอีกซีกโลกหนึ่ง โดยคนกดรีโมทไม่เห็นผลจากการกดของตนเลย วิธีการหันแก้มซ้ายให้ด้วยคงใช้ไม่ได้ผลแน่ๆ
[top]คุณอภิสิทธิ์ในวิกิพีเดีย
24 เมษายน 2009, 9:02 pm
จาก วิกิพีเดียภาษาไทย [24 เมษายน 2552]
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 — ) นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับตำแหน่งในขณะที่มีอายุเพียง 44 ปี
ในอดีตอภิสิทธิ์เป็นส.ส. กรุงเทพมหานคร 6 สมัย และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สคศ.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป) และสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สกถ.) ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย (ครม.คณะที่ 53)
อภิสิทธิ์ เป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกหน้าตาดี ได้รับสมญานาม จากสื่อมวลชนว่า “หล่อใหญ่” ซึ่งตั้งให้เข้าชุดกันกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่บุคคลอื่น ๆ เช่น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับสมญานามว่า “หล่อเล็ก” และ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของสมญานาม “หล่อโย่ง” เป็นต้น
หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากที่สุด และ สมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร อภิสิทธิ์ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาตามรูปแบบ คณะรัฐมนตรีเงาที่มีในระบบเวสต์มินสเตอร์ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะและติดตามตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล
หลังจากรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นตำแหน่งเนื่องจากพรรคพลังประชาชนถูกศาลวินิจฉัยให้ยุบพรรค เกิดการย้ายขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเป็นการย้ายขั้วจากส.ส.ของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์กับพรรคร่วมรัฐบาลนายสมชาย ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นรัฐบาล จนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ท่ามกลางความไม่พอใจของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
จาก วิกิพีเดียภาษาอังกฤษ [April 24, 2009]
Abhisit Vejjajiva (En-us-Abhisit-Vejjajiva.ogg pronunciation (help·info), Thai: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, RTGS: Aphisit Wetchachiwa, IPA: [àʔpʰíʔsìt wêːt.tɕʰāː.tɕʰīː.wáʔ], born 3 August 1964) is the 27th and current Prime Minister of Thailand. He has been the leader of the Democrat Party since February 2005.
Abhisit successfully ran for MP in Bangkok under the Democrat Party following the 1991 NPKC military coup. Abhisit quickly rose through party ranks but failed in a bid to become party leader in 2001. He became party leader after the Party’s overwhelming defeat in the 2005 elections.
During the 2005-2006 Thai political crisis, Abhisit called for King Bhumibol Adulyadej to bypass constitutional procedure and replace Prime Minister Thaksin Shinawatra. Under Abhisit’s leadership, senior Democrat Party members accused Thaksin of what they called the Finland Plot, a supposed plan to establish a republic. Abhisit boycotted the 2006 elections, claiming that they “diverted public attention” from Thaksin’s sale of Shin Corp. Abhisit voiced displeasure at the 2006 coup that overthrew Thaksin, but otherwise did not protest it or the military junta that ruled Thailand for over a year. A fact-finding panel at the Attorney-General’s Office found that the Democrat Party bribed other parties to boycott the 2006 elections to force a constitutional crisis, and voted to dissolve the party. A junta tribunal acquitted Abhisit and the Democrats of the vote fraud charges, while banning Thaksin’s Thai Rak Thai party for similar charges. Abhisit supported the junta’s 2007 Constitution, calling it an improvement on the 1997 Constitution. The Democrat Party lost the junta-administered 2007 election to the People’s Power Party.
In the crisis that followed, several senior Democrat Party members became leaders of the People’s Alliance for Democracy, which seized Government House, Don Muang Airport, and Suvarnabhumi Airport, while engaging in violent clashes with police and anti-PAD protesters. The PAD declared that the only person they would accept as Premier was Abhisit. Abhisit voiced displeasure at sieges, but did not stop his deputies from their roles in the PAD. The sieges ended when the Constitutional Court banned the People’s Power Party. Army commander and co-leader of the 2006 coup, General Anupong Paochinda, coerced several PPP MPs to defect to the Democrat Party, allowing Abhisit to form a government and become Prime Minister. PAD leader Khamnoon Sitthisamarn called Abhisit’s premiership a “genuine PAD victory” and an “Anupong-style coup.”
Abhisit became Premier during a global economic crisis and faced escalating domestic political tension. During Songkran (the Thai New Year), protesters disrupted the Fourth East Asia Summit. Violent protests then erupted in Bangkok, leading Abhisit to declare a state of emergency, censor the media, and use military force to stop the protesters.
Soon afterwards, PAD leader Sondhi Limthongkul was the target of an unsuccessful assassination attempt. Both Sondhi’s son and Thaksin claimed that factions within Abhisit government were behind the assassination; however, Abhisit’s foreign Minister claimed that Thaksin was behind it.
คงเป็นปรอทชี้วัดได้ว่าขณะนี้ ในโลกอินเทอร์เน็ทภาษาไทย คุณอภิิสิทธิ์คือนายกรัฐมนตรีในฝัน ส่วนในโลกอินเทอร์เน็ทภาษาอังกฤษ คงยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง
[แก้ไข -ในที่สุดก็หาฉบับแปลของคุณภัควดีเจอ]
[top]ชีวิตคนเรามีหลายแง่มุม…ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเอาอดีตของเราคนไหนก็ได้ มาเรียงร้อยให้เป็นชีวประวัติของรัฐบุรุษผู้เป็นที่รักหรือให้เป็นอาชญากรตัวกลั่น
ไม่มีใครหัวเราะ
มิลาน คุนเดอรา
ม็อบ… และสถานการณ์ปัจจุบัน
13 เมษายน 2009, 2:42 am
…ธรรมชาติที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของม็อบก็คือความรุนแรงก้าวร้าว และความขาดสติ เต็มไปด้วยธรรมชาติของการบีบคั้นรุกรานซึ่งเป็นลักษณะของเผด็จการ ม็อบไม่มีทางจะเป็นอหิงสาไปได้ ด้วยเหตุว่าอหิงสานั้นเป็นเนื้อหาของปัจเจกผู้เข้าใจและแจ่มชัด ทว่าในม็อบนั้นหามีลักษณะใดๆ ของปัจเจกอยู่ไม่ ในม็อบนั้นปัจเจกบุคคลได้ถูกกลืนหายไปในลักษณะกระแสและได้กลายเป็นฝูงชนไป ซึ่งไม่แตกต่างไปจากฝูงสัตว์ทั้งปวงที่จะติดตามฝ่ายนำหรือจ่าฝูงของตนไปในทุกทิศทุกทางอย่างไร้ความคิด ความเชื่อในพลังของม็อบเป็นความเชื่อที่ผิด ดุจเดียวกับการเชื่อในเรื่องอำนาจและความรุนแรง นี่เป็นดุจเดียวกับกองทหาร เพราะแม้ฝูงชนจะปราศจากอาวุธ แต่พลังความก้าวร้าวและความโกรธแค้นชิงชังที่เปล่งออกไปกลับเป็นอาวุธและความรุนแรงที่ร้ายยิ่งกว่า ความเชื่อในเรื่องการนำและการจัดตั้งม็อบจึงเป็นความคิดที่สวนทางกับความคิดที่เคารพในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และแม้เราจะเรียกการชุมนุมประท้วงโดยสันติว่าสันติวิธี แต่นั่นก็เป็นได้เพียงแค่ยุทธวิธีในการต่อสู้เท่านั้น หาใช่เนื้อหาแท้จริงของอหิงสาไม่
ภวังค์ภาวะ
พจนา จันทรสันติ
เกี่ยวกับสถานการณ์ขณะนี้เท่าที่ดูทางเน็ต
- คุณ An Observer เสนอความเห็นที่น่าสนใจและควรค่าต่อการรับฟัง จากมุมมองของผู้ที่เรียกตนว่า เสรีนิยม ข้อเสนอหลักคือยุบสภา ซึ่งสอดคล้องกับอ. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ใน TPBS
- จาก TPBS อ. นิธิมองว่าสถานการณ์นี้เป็นการยกระดับจากทั้งสองฝ่ายและเสนอให้ ยกเลิกพรก. สถานการณ์ฉุกเฉินและปล่อยอริสมันต์ก่อน อย่างไรก็ดี การสนทนาสนใจการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า เดี๋ยวคงรอดูจากคุณศิโรตม์ซึ่งมักจะมีมุมมองที่ลึกซึ้งและการตั้งคำถามที่น่าสนใจ
- โดยส่วนตัวคิดว่าปัญหานี้เป็นวิกฤติของบรรทัดฐาน หากไม่สามารถสะสางบรรทัดฐานที่ตกค้างกันมาให้หลายๆ ฝ่ายรับได้ คงยากที่จะสานประโยชน์กันให้ลงตัว และค้างคาใจกันไปอีกนานทีเดียว ต่อให้เลี่ยงการปะทะครั้งนี้ได้ก็ตาม
- จำได้ว่าตอนอภิสิทธิ์เป็นนายกวันแรกๆ รายการโทรทัศน์ทาง’เน็ตของประชาไท บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา มีการสนทนาที่ฟังแล้วติดใจชื่อตอน ประชาธิปัตย์ชนะแล้วแม่จ๋า บรรยากาศผิวหน้าอาจดูเรียบร้อยดี แต่ลึกๆ แล้วสัมผัสความดุเดือดระดับรุนแรง หลังผ่านมาแล้วราว 5 เดือน ลองฟังใหม่น่าจะได้พิจารณามุมมองกันอีกครั้ง
Live by the sword, die by the sword
11 เมษายน 2009, 10:40 pm
จาก วิกิพีเดีย
Then said Jesus unto him, Put up again thy sword into his place: for all they that take the sword shall perish with the sword.
Matthew 26:52, King James Version
คงต้องลุ้นกันต่อไปว่ารัฐบาลที่จากม็อบจะไปเพราะม็อบหรือไม่…
[เพิ่มเติม]
[top]The BBC’s Jonathan Head in Bangkok says there is no question the pro-Thaksin protesters broke the law. But, our correspondent adds, the problem is that Mr Abhisit rode to power on the back of protests that were just as illegal, and the PM may look hypocritical if he only goes after the red-shirted protesters who embarrassed him.
The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น
4 เมษายน 2009, 1:04 pm
ได้ไปฟังงานพูดคุยเปิดตัวหนังสือเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพากย์ภาษาไทยมีออกมาอย่างน้อยสองสำนวนแล้ว สำนวนแปลของปราบดา หยุ่นฉบับนี้เป็นฉบับทางการที่ขอลิขสิทธิ์จากนักเขียนได้เป็นครั้งแรก นวนิยายเรื่องนี้ออกจะโ่ด่งดังและส่งผลสะเทือนต่อสังคมอเมริกัน ผู้คนจำนวนมากต่างกินใจและรู้สึกร่วมไปกับตัวเอกของเรื่อง โฮลเดน คอลฟิลด์ แม้บ่อยครั้งที่พระเอกคนนี้จะถูกติดป้ายด้วยคำจำพวก “ขบถ” หรือ “ต่อต้านสังคม” แต่บรรดาผู้อ่านที่ประทับใจเรื่องราวในหนังสือกลับมีหลากหลาย ทั้งนักศึกษา ปัญญาชน ไปจนถึงอาชญากรอย่าง มาร์ค เดวิด แชปแมน ผู้ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ต้องถูกกล่าวขวัญทุกครั้งเมื่อพาดพิงถึงเรื่องการสังหารจอห์น เลนนอน
หากผู้คนที่แตกต่างกันเหล่านี้ล้วนจับใจและแทนที่ตนเองเข้ากับตัวเอกของเรื่องได้ ความเป็นขบถหรือการต่อต้านสังคมก็คงไม่ใช่จุดเชื่อมโยงสัมผัสนั้น แต่น่าจะเป็นห้วงขณะและอารมณ์บางอย่างในวัยเยาว์ของตัวเอกนั่นเองที่คนอ่านจำนวนมากต่างรู้จักและเข้าใจดี
โลกในวัยสิบหกของโฮลเดนมีแต่เรื่องคับข้องใจชวนอึดอัด จากสายตาของเขา มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องแบบ “เฟกๆ” (phony) ที่น่ารังเกียจ ความดัดจริตจอมปลอม ความแห้งแล้งน้ำใจต่อกัน เขาผิดหวังไปกับทุกๆ เรื่องที่ประสบพบเจอ แม้เขาจะได้เรียนในโรงเรียนชื่อดัง มีพี่ชายทำงานในฮอลลีวู้ด และมีบ้านที่สามารถเดินไปเซ็นทรัล พาร์คได้
สิ่งรอบตัวที่โฮลเดนเรียกอย่างรังเกียจว่าแบบ “เฟกๆ” นั้นก็คือมารยาททางสังคม ข้อกำหนดกฎเกณฑ์และพิธีรีตรองในโลกของผู้ใหญ่นั่นเอง ขณะที่เพื่อนๆ ของโฮลเดนมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความตื่นตาและง่วนอยู่กับการลอกเลียนแบบเพื่อเข้าสู่โลกใบนั้น โฮลเดนกลับหวาดวิตก กังวลอยู่ลึกๆ และแสดงออกมาเป็นการต่อต้าน ตอนบรรยายความรู้สึกนึกคิดของเขาที่เคยเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เป็นตอนที่คนอ่านจำนวนมากประทับใจและเห็นพ้องกันว่าแสดงความหวาดกลัวการเติบโตของโฮลเดน
สิ่งที่ดีที่สุดในพิพิธภัณฑ์นั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของมันเสมอ ไม่มีใครขยับเขยื้อนไปไหนเลย คุณจะไปที่นั่นเป็นแสนๆ ครั้งก็ยังได้ ชาวเอสกิโมคนนั้นก็จะยังคงกำลังเสร็จจากการจับปลาสองตัว พวกนกก็จะยังคงเดินทางลงใต้ พวกกวางก็จะยังคงดื่มน้ำจากบ่อ พร้อมเขาและขาเรียวๆ ที่งดงามของพวกมัน และหญิงชาวอินเดียนแดงหน้าอกเปลือยก็จะยังคงทอผ้าห่มผืนเดิม ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงไปเลย สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็คือคุณนั่นเอง คราวนี้คุณอาจจะสวมเสื้อโค้ตเข้ามาหรือไม่อย่างนั้น เด็กที่เคยเป็นคู่ของคุณอาจจะเป็นไข้อีดำอีแดง แล้วคุณก็ต้องมีคู่คนใหม่ หรือไม่อย่างนั้น คุณก็อาจจะมีครูพิเศษเป็นคนพานักเรียนมา แทนมิสไอเกิลทินเจอร์ หรือไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะได้ยินพ่อกับแม่ของคุณทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องน้ำ หรือไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะเดินผ่านแอ่งน้ำบนถนนที่มีน้ำมันผสมและสะท้อนเป็นสีรุ้งอยู่ในนั้น ผมหมายความว่า คุณจะเปลี่ยนไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง-ผมไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่ผมคิดอย่างไรดี หรือถึงผมจะอธิบายได้ ผมก็ไม่รู้ว่าผมอยากจะอธิบายหรือเปล่า
สิ่งเดียวที่ผูกพันเขากับโลกไว้คือฟีบี น้องสาวคนเล็กที่ยังห่างไกลจากโลกของผู้ใหญ่ เขาถือว่าเธอเป็นคุณงามความดีอันบริสุทธิ์ ไม่ว่าโฮลเดนจะมองโลกด้วยสายตาชิงชังเพียงใด เมื่อเขานึกถึงฟีบี จิตใจเขาจะสงบลงและเริ่มนึกถึงสิ่งที่ดีขึ้นได้
หลังจากเตร็ดเตร่พเนจรและขุ่นข้องใจกับเรื่องต่างๆ อยู่นาน เขาตัดสินใจแอบกลับบ้านเพื่อไปหาฟีบี เมื่อถูกน้องสาวที่รักจับได้ว่าเขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนอีกครั้ง ฟีบีโมโหต่อว่าเขาว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาชอบได้ ครั้นถูกต่อว่าหนักเข้าและยังถูกคาดคั้นให้บอกสิ่งที่ชอบมาสักอย่าง เขานั่งนึกอยู่นาน และเมื่อนึกถึง “เรื่องที่บ้ามาก” เรื่องหนึ่งได้ เขาตอบน้องสาวไป
พี่นึกภาพเด็กตัวเล็กๆ เล่นเกมกันอยู่ในทุ่งกว้างใหญ่ เด็กเล็กเป็นพันๆ คน และไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย พี่หมายถึงไม่มีคนตัวใหญ่อยู่เลย-นอกจากพี่คนเดียว และพี่ก็ยืนอยู่ที่ขอบหน้าผาสูงที่อันตราย สิ่งที่พี่ต้องทำ คือพี่ต้องเป็นคนคอยรับทุกคน ถ้าพวกเขาจะร่วงหล่นตกจากหน้าผา-พี่หมายความว่าถ้าพวกเขาวิ่งเล่นแล้วไม่ดูทาง พี่จะต้องโผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วรับพวกเขาเอาไว้ พี่จะทำแค่นั้นทั้งวัน พี่จะเป็นแค่คนที่คอยรับคนไม่ให้ร่วงหล่นจากท้องทุ่ง พี่รู้ว่ามันบ้า แต่นั่นเป็นเพียงอย่างเดียวที่พี่อยากทำ พี่รู้ว่ามันบ้า
จินตนาการนี้เองเป็นที่มาของชื่อหนังสือ มีผู้ตีความไว้ว่าเป็นภาพความคิดของโฮลเดนต่อวัยเยาว์อันบริสุทธิ์ที่กำลังอยู่ริมขอบผารอวันถูกทำลายเมื่อต้องก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โฮลเดนปรารถนาจะเป็นผู้พิทักษ์รักษาความดีงามนี้ไว้ อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปยังพฤติกรรมความคิดของเขา โฮลเดนนั่นเองที่ทำตัวเป็นเด็กในทุ่งข้าวไรย์ และสิ่งที่เขาปรารถนาและตามหาตลอดมาก็คือใครสักคนที่จะมาคอยรับเขาไว้ เขาผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่่า เพราะเขาไม่พบจากใครเลย ทั้งครู เพื่อน หรือผู้หญิง
มีความเห็นต่างกันไม่น้อยต่อตอนจบของหนังสือ บ้างก็ว่าโฮลเดนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย และคงอยู่ในโลกทุกข์ของเขาต่อไป อย่างเช่นปราบดาในงานวันเปิดตัวหนังสือก็แสดงความเห็นว่าผู้เขียนใจร้ายกับตัวละครมาก และเขายังนึกสงสัยว่าโฮลเดนเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเช่นใด? ขณะที่บางท่านกลับเห็นสัญญาณที่ดีและมีความหวัง ความแตกต่างนี้คงขึ้นอยู่กับประสบการณ์วัยเด็ก การเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งความชื่นชอบทางสุนทรียะของแต่ละท่านนั่นเอง ท่านที่มองว่าสุดท้ายโฮลเดนก็ยังคงต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อเขาไม่อาจทำตามความตั้งใจจะตัดขาดจากโลกด้วยการโบกรถเดินทางสู่ตะวันตก คงมองได้ว่าสุดท้ายโฮลเดนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
เอาตามประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้อ่าน คงเลือกข้างจบแบบมีความหวัง เพราะเกือบทั้งเรื่องโฮลเดนเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางและเรียกร้องต่อโลก หวังให้โลกเป็นไปดังที่ตนหวัง ทำให้เขาผิดหวังตลอดมา แต่ในตอนจบ เขาได้พยายามช่วยเหลือน้องสาวของเขา และตามง้อเอาใจเพื่อให้ฟีบีกลับมาคืนดีกับเขาอีกครั้ง เขาทำได้สำเร็จและพาฟีบีไปเล่นม้าหมุน
ให้ตายเถอะ ฝนเริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ตกมาเป็นถังๆ เลยล่ะ สาบานได้ พวกผู้ปกครองและพวกแม่ๆ และทุกๆ คนต่างก็วิ่งไปยืนใต้หลังคาม้าหมุน เพื่อจะได้ไม่เปียกโชกไปทั้งเนื้อทั้งตัว แต่ผมยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งสักครู่ใหญ่ ตัวผมเปียกชุ่มไปหมดโดยเฉพาะช่วงคอและกางเกงของผม หมวกล่าสัตว์ของผมปกป้องผมได้ดีทีเดียว แต่ผมก็ตัวแฉะไปหมดอยู่ดี แต่ผมไม่ได้สนใจหรอก อยู่ๆ ผมก็รู้สึกโคตรมีความสุขขึ้นมาดื้อๆ ที่ได้เห็นเจ้าฟีบีหมุนไปมารอบแล้วรอบเล่า ผมรู้สึกมีความสุขมากจนแทบจะตะโกนออกมาดังๆ เลยทีเดียวถ้าคุณอยากรู้ความจริงน่ะนะ ผมไม่รู้ว่าทำไม มันก็แค่เพราะเธอดูดีมาก ขณะที่เธอกำลังหมุนรอบแล้วรอบเล่าในเสื้อโค้ตสีฟ้าของเธอ พระเจ้า ผมอยากให้คุณได้ไปอยู่ที่นั่นด้วยจริงๆ
ในที่สุดโฮลเดนได้ทำตัวเป็นผู้คอยรับเด็กไม่ให้ร่วงหล่นดังที่เขาปรารถนา เขาได้ช่วยน้องสาวที่เขารักไม่ให้ต้องร่วงหล่นไปกับเขา เขาอยู่ท่ามกลางสายฝน และเขามีความสุข
ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในหนังสือที่เขามีความสุข แม้จะต้องกลับบ้านและเข้าพบจิตแพทย์ แต่คนเราลองได้มีความสุขจริงๆ สักครั้ง เคยได้ทำอะไรเพื่อผู้อื่นสักครั้ง สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงคงมีที่ทางในตัวเขาได้บ้างกระมัง
[top]
