ม็อบ… และสถานการณ์ปัจจุบัน
13 เมษายน 2009, 2:42 am
…ธรรมชาติที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของม็อบก็คือความรุนแรงก้าวร้าว และความขาดสติ เต็มไปด้วยธรรมชาติของการบีบคั้นรุกรานซึ่งเป็นลักษณะของเผด็จการ ม็อบไม่มีทางจะเป็นอหิงสาไปได้ ด้วยเหตุว่าอหิงสานั้นเป็นเนื้อหาของปัจเจกผู้เข้าใจและแจ่มชัด ทว่าในม็อบนั้นหามีลักษณะใดๆ ของปัจเจกอยู่ไม่ ในม็อบนั้นปัจเจกบุคคลได้ถูกกลืนหายไปในลักษณะกระแสและได้กลายเป็นฝูงชนไป ซึ่งไม่แตกต่างไปจากฝูงสัตว์ทั้งปวงที่จะติดตามฝ่ายนำหรือจ่าฝูงของตนไปในทุกทิศทุกทางอย่างไร้ความคิด ความเชื่อในพลังของม็อบเป็นความเชื่อที่ผิด ดุจเดียวกับการเชื่อในเรื่องอำนาจและความรุนแรง นี่เป็นดุจเดียวกับกองทหาร เพราะแม้ฝูงชนจะปราศจากอาวุธ แต่พลังความก้าวร้าวและความโกรธแค้นชิงชังที่เปล่งออกไปกลับเป็นอาวุธและความรุนแรงที่ร้ายยิ่งกว่า ความเชื่อในเรื่องการนำและการจัดตั้งม็อบจึงเป็นความคิดที่สวนทางกับความคิดที่เคารพในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และแม้เราจะเรียกการชุมนุมประท้วงโดยสันติว่าสันติวิธี แต่นั่นก็เป็นได้เพียงแค่ยุทธวิธีในการต่อสู้เท่านั้น หาใช่เนื้อหาแท้จริงของอหิงสาไม่
ภวังค์ภาวะ
พจนา จันทรสันติ
เกี่ยวกับสถานการณ์ขณะนี้เท่าที่ดูทางเน็ต
- คุณ An Observer เสนอความเห็นที่น่าสนใจและควรค่าต่อการรับฟัง จากมุมมองของผู้ที่เรียกตนว่า เสรีนิยม ข้อเสนอหลักคือยุบสภา ซึ่งสอดคล้องกับอ. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ใน TPBS
- จาก TPBS อ. นิธิมองว่าสถานการณ์นี้เป็นการยกระดับจากทั้งสองฝ่ายและเสนอให้ ยกเลิกพรก. สถานการณ์ฉุกเฉินและปล่อยอริสมันต์ก่อน อย่างไรก็ดี การสนทนาสนใจการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า เดี๋ยวคงรอดูจากคุณศิโรตม์ซึ่งมักจะมีมุมมองที่ลึกซึ้งและการตั้งคำถามที่น่าสนใจ
- โดยส่วนตัวคิดว่าปัญหานี้เป็นวิกฤติของบรรทัดฐาน หากไม่สามารถสะสางบรรทัดฐานที่ตกค้างกันมาให้หลายๆ ฝ่ายรับได้ คงยากที่จะสานประโยชน์กันให้ลงตัว และค้างคาใจกันไปอีกนานทีเดียว ต่อให้เลี่ยงการปะทะครั้งนี้ได้ก็ตาม
- จำได้ว่าตอนอภิสิทธิ์เป็นนายกวันแรกๆ รายการโทรทัศน์ทาง’เน็ตของประชาไท บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา มีการสนทนาที่ฟังแล้วติดใจชื่อตอน ประชาธิปัตย์ชนะแล้วแม่จ๋า บรรยากาศผิวหน้าอาจดูเรียบร้อยดี แต่ลึกๆ แล้วสัมผัสความดุเดือดระดับรุนแรง หลังผ่านมาแล้วราว 5 เดือน ลองฟังใหม่น่าจะได้พิจารณามุมมองกันอีกครั้ง
Live by the sword, die by the sword
11 เมษายน 2009, 10:40 pm
จาก วิกิพีเดีย
Then said Jesus unto him, Put up again thy sword into his place: for all they that take the sword shall perish with the sword.
Matthew 26:52, King James Version
คงต้องลุ้นกันต่อไปว่ารัฐบาลที่จากม็อบจะไปเพราะม็อบหรือไม่…
[เพิ่มเติม]
[top]The BBC’s Jonathan Head in Bangkok says there is no question the pro-Thaksin protesters broke the law. But, our correspondent adds, the problem is that Mr Abhisit rode to power on the back of protests that were just as illegal, and the PM may look hypocritical if he only goes after the red-shirted protesters who embarrassed him.
The Catcher in the Rye จะเป็นผู้คอยรับไว้ ไม่ให้ใครร่วงหล่น
4 เมษายน 2009, 1:04 pm
ได้ไปฟังงานพูดคุยเปิดตัวหนังสือเมื่อราวสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพากย์ภาษาไทยมีออกมาอย่างน้อยสองสำนวนแล้ว สำนวนแปลของปราบดา หยุ่นฉบับนี้เป็นฉบับทางการที่ขอลิขสิทธิ์จากนักเขียนได้เป็นครั้งแรก นวนิยายเรื่องนี้ออกจะโ่ด่งดังและส่งผลสะเทือนต่อสังคมอเมริกัน ผู้คนจำนวนมากต่างกินใจและรู้สึกร่วมไปกับตัวเอกของเรื่อง โฮลเดน คอลฟิลด์ แม้บ่อยครั้งที่พระเอกคนนี้จะถูกติดป้ายด้วยคำจำพวก “ขบถ” หรือ “ต่อต้านสังคม” แต่บรรดาผู้อ่านที่ประทับใจเรื่องราวในหนังสือกลับมีหลากหลาย ทั้งนักศึกษา ปัญญาชน ไปจนถึงอาชญากรอย่าง มาร์ค เดวิด แชปแมน ผู้ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ต้องถูกกล่าวขวัญทุกครั้งเมื่อพาดพิงถึงเรื่องการสังหารจอห์น เลนนอน
หากผู้คนที่แตกต่างกันเหล่านี้ล้วนจับใจและแทนที่ตนเองเข้ากับตัวเอกของเรื่องได้ ความเป็นขบถหรือการต่อต้านสังคมก็คงไม่ใช่จุดเชื่อมโยงสัมผัสนั้น แต่น่าจะเป็นห้วงขณะและอารมณ์บางอย่างในวัยเยาว์ของตัวเอกนั่นเองที่คนอ่านจำนวนมากต่างรู้จักและเข้าใจดี
โลกในวัยสิบหกของโฮลเดนมีแต่เรื่องคับข้องใจชวนอึดอัด จากสายตาของเขา มองไปทางไหนก็มีแต่เรื่องแบบ “เฟกๆ” (phony) ที่น่ารังเกียจ ความดัดจริตจอมปลอม ความแห้งแล้งน้ำใจต่อกัน เขาผิดหวังไปกับทุกๆ เรื่องที่ประสบพบเจอ แม้เขาจะได้เรียนในโรงเรียนชื่อดัง มีพี่ชายทำงานในฮอลลีวู้ด และมีบ้านที่สามารถเดินไปเซ็นทรัล พาร์คได้
สิ่งรอบตัวที่โฮลเดนเรียกอย่างรังเกียจว่าแบบ “เฟกๆ” นั้นก็คือมารยาททางสังคม ข้อกำหนดกฎเกณฑ์และพิธีรีตรองในโลกของผู้ใหญ่นั่นเอง ขณะที่เพื่อนๆ ของโฮลเดนมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความตื่นตาและง่วนอยู่กับการลอกเลียนแบบเพื่อเข้าสู่โลกใบนั้น โฮลเดนกลับหวาดวิตก กังวลอยู่ลึกๆ และแสดงออกมาเป็นการต่อต้าน ตอนบรรยายความรู้สึกนึกคิดของเขาที่เคยเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เป็นตอนที่คนอ่านจำนวนมากประทับใจและเห็นพ้องกันว่าแสดงความหวาดกลัวการเติบโตของโฮลเดน
สิ่งที่ดีที่สุดในพิพิธภัณฑ์นั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของมันเสมอ ไม่มีใครขยับเขยื้อนไปไหนเลย คุณจะไปที่นั่นเป็นแสนๆ ครั้งก็ยังได้ ชาวเอสกิโมคนนั้นก็จะยังคงกำลังเสร็จจากการจับปลาสองตัว พวกนกก็จะยังคงเดินทางลงใต้ พวกกวางก็จะยังคงดื่มน้ำจากบ่อ พร้อมเขาและขาเรียวๆ ที่งดงามของพวกมัน และหญิงชาวอินเดียนแดงหน้าอกเปลือยก็จะยังคงทอผ้าห่มผืนเดิม ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงไปเลย สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็คือคุณนั่นเอง คราวนี้คุณอาจจะสวมเสื้อโค้ตเข้ามาหรือไม่อย่างนั้น เด็กที่เคยเป็นคู่ของคุณอาจจะเป็นไข้อีดำอีแดง แล้วคุณก็ต้องมีคู่คนใหม่ หรือไม่อย่างนั้น คุณก็อาจจะมีครูพิเศษเป็นคนพานักเรียนมา แทนมิสไอเกิลทินเจอร์ หรือไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะได้ยินพ่อกับแม่ของคุณทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องน้ำ หรือไม่อย่างนั้นคุณก็อาจจะเดินผ่านแอ่งน้ำบนถนนที่มีน้ำมันผสมและสะท้อนเป็นสีรุ้งอยู่ในนั้น ผมหมายความว่า คุณจะเปลี่ยนไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง-ผมไม่รู้จะอธิบายสิ่งที่ผมคิดอย่างไรดี หรือถึงผมจะอธิบายได้ ผมก็ไม่รู้ว่าผมอยากจะอธิบายหรือเปล่า
สิ่งเดียวที่ผูกพันเขากับโลกไว้คือฟีบี น้องสาวคนเล็กที่ยังห่างไกลจากโลกของผู้ใหญ่ เขาถือว่าเธอเป็นคุณงามความดีอันบริสุทธิ์ ไม่ว่าโฮลเดนจะมองโลกด้วยสายตาชิงชังเพียงใด เมื่อเขานึกถึงฟีบี จิตใจเขาจะสงบลงและเริ่มนึกถึงสิ่งที่ดีขึ้นได้
หลังจากเตร็ดเตร่พเนจรและขุ่นข้องใจกับเรื่องต่างๆ อยู่นาน เขาตัดสินใจแอบกลับบ้านเพื่อไปหาฟีบี เมื่อถูกน้องสาวที่รักจับได้ว่าเขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนอีกครั้ง ฟีบีโมโหต่อว่าเขาว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาชอบได้ ครั้นถูกต่อว่าหนักเข้าและยังถูกคาดคั้นให้บอกสิ่งที่ชอบมาสักอย่าง เขานั่งนึกอยู่นาน และเมื่อนึกถึง “เรื่องที่บ้ามาก” เรื่องหนึ่งได้ เขาตอบน้องสาวไป
พี่นึกภาพเด็กตัวเล็กๆ เล่นเกมกันอยู่ในทุ่งกว้างใหญ่ เด็กเล็กเป็นพันๆ คน และไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย พี่หมายถึงไม่มีคนตัวใหญ่อยู่เลย-นอกจากพี่คนเดียว และพี่ก็ยืนอยู่ที่ขอบหน้าผาสูงที่อันตราย สิ่งที่พี่ต้องทำ คือพี่ต้องเป็นคนคอยรับทุกคน ถ้าพวกเขาจะร่วงหล่นตกจากหน้าผา-พี่หมายความว่าถ้าพวกเขาวิ่งเล่นแล้วไม่ดูทาง พี่จะต้องโผล่ออกมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วรับพวกเขาเอาไว้ พี่จะทำแค่นั้นทั้งวัน พี่จะเป็นแค่คนที่คอยรับคนไม่ให้ร่วงหล่นจากท้องทุ่ง พี่รู้ว่ามันบ้า แต่นั่นเป็นเพียงอย่างเดียวที่พี่อยากทำ พี่รู้ว่ามันบ้า
จินตนาการนี้เองเป็นที่มาของชื่อหนังสือ มีผู้ตีความไว้ว่าเป็นภาพความคิดของโฮลเดนต่อวัยเยาว์อันบริสุทธิ์ที่กำลังอยู่ริมขอบผารอวันถูกทำลายเมื่อต้องก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โฮลเดนปรารถนาจะเป็นผู้พิทักษ์รักษาความดีงามนี้ไว้ อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปยังพฤติกรรมความคิดของเขา โฮลเดนนั่นเองที่ทำตัวเป็นเด็กในทุ่งข้าวไรย์ และสิ่งที่เขาปรารถนาและตามหาตลอดมาก็คือใครสักคนที่จะมาคอยรับเขาไว้ เขาผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่่า เพราะเขาไม่พบจากใครเลย ทั้งครู เพื่อน หรือผู้หญิง
มีความเห็นต่างกันไม่น้อยต่อตอนจบของหนังสือ บ้างก็ว่าโฮลเดนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย และคงอยู่ในโลกทุกข์ของเขาต่อไป อย่างเช่นปราบดาในงานวันเปิดตัวหนังสือก็แสดงความเห็นว่าผู้เขียนใจร้ายกับตัวละครมาก และเขายังนึกสงสัยว่าโฮลเดนเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเช่นใด? ขณะที่บางท่านกลับเห็นสัญญาณที่ดีและมีความหวัง ความแตกต่างนี้คงขึ้นอยู่กับประสบการณ์วัยเด็ก การเปลี่ยนผ่าน รวมทั้งความชื่นชอบทางสุนทรียะของแต่ละท่านนั่นเอง ท่านที่มองว่าสุดท้ายโฮลเดนก็ยังคงต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อเขาไม่อาจทำตามความตั้งใจจะตัดขาดจากโลกด้วยการโบกรถเดินทางสู่ตะวันตก คงมองได้ว่าสุดท้ายโฮลเดนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
เอาตามประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้อ่าน คงเลือกข้างจบแบบมีความหวัง เพราะเกือบทั้งเรื่องโฮลเดนเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางและเรียกร้องต่อโลก หวังให้โลกเป็นไปดังที่ตนหวัง ทำให้เขาผิดหวังตลอดมา แต่ในตอนจบ เขาได้พยายามช่วยเหลือน้องสาวของเขา และตามง้อเอาใจเพื่อให้ฟีบีกลับมาคืนดีกับเขาอีกครั้ง เขาทำได้สำเร็จและพาฟีบีไปเล่นม้าหมุน
ให้ตายเถอะ ฝนเริ่มตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ตกมาเป็นถังๆ เลยล่ะ สาบานได้ พวกผู้ปกครองและพวกแม่ๆ และทุกๆ คนต่างก็วิ่งไปยืนใต้หลังคาม้าหมุน เพื่อจะได้ไม่เปียกโชกไปทั้งเนื้อทั้งตัว แต่ผมยังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งสักครู่ใหญ่ ตัวผมเปียกชุ่มไปหมดโดยเฉพาะช่วงคอและกางเกงของผม หมวกล่าสัตว์ของผมปกป้องผมได้ดีทีเดียว แต่ผมก็ตัวแฉะไปหมดอยู่ดี แต่ผมไม่ได้สนใจหรอก อยู่ๆ ผมก็รู้สึกโคตรมีความสุขขึ้นมาดื้อๆ ที่ได้เห็นเจ้าฟีบีหมุนไปมารอบแล้วรอบเล่า ผมรู้สึกมีความสุขมากจนแทบจะตะโกนออกมาดังๆ เลยทีเดียวถ้าคุณอยากรู้ความจริงน่ะนะ ผมไม่รู้ว่าทำไม มันก็แค่เพราะเธอดูดีมาก ขณะที่เธอกำลังหมุนรอบแล้วรอบเล่าในเสื้อโค้ตสีฟ้าของเธอ พระเจ้า ผมอยากให้คุณได้ไปอยู่ที่นั่นด้วยจริงๆ
ในที่สุดโฮลเดนได้ทำตัวเป็นผู้คอยรับเด็กไม่ให้ร่วงหล่นดังที่เขาปรารถนา เขาได้ช่วยน้องสาวที่เขารักไม่ให้ต้องร่วงหล่นไปกับเขา เขาอยู่ท่ามกลางสายฝน และเขามีความสุข
ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกในหนังสือที่เขามีความสุข แม้จะต้องกลับบ้านและเข้าพบจิตแพทย์ แต่คนเราลองได้มีความสุขจริงๆ สักครั้ง เคยได้ทำอะไรเพื่อผู้อื่นสักครั้ง สัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงคงมีที่ทางในตัวเขาได้บ้างกระมัง
[top]Book List/Wish List: งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2552
28 มีนาคม 2009, 11:56 pm
ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 1
ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 2
นพพร ประชากุล
รวมบทความตามหนังสือต่างๆ เพื่อรำลึกถึงการจากไปของอ. นพพร ประชากุล
…นั่นคือนพพรที่ข้าพเจ้ารู้จัก นพพร ผู้ซึ่งนอกเหนือจากความโฉดเขลาเยี่ยงปุถุชนทั่วไป นพพร ผู้ซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในมโนภาพดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงข้างต้น โลกของนพพรเป็นโลกอีกใบหนึ่ง โลกที่หมุนห่าง โลกที่เขาปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะหยิบยื่นกุญแจให้เรา แต่บางครั้ง จากบางคำพูดที่ไม่ตั้งใจ จากบางเรื่องที่เขาเผลอเล่าแล้วหยุดอยู่เพียงนั้นราวกับไม่ตั้งใจให้ผู้ใดก้าวล่วง หรือสร้างเรื่องขึ้นมาให้แลดูเกินเหตุไกลตัว ข้าพเจ้ารู้สึกคาดเดาได้ในเงามืดที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกนั้น และชั่วแวบเดียว เบื้องหลังรอยแยก จากท่าทีหรือจากน้ำเสียง ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดลึกซึ้ง แม้เขาจะสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาเป็นเกราะคุ้มกัน ก็มิอาจกั้นความเจ็บปวดนี้ได้ ความเจ็บปวดนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด และถึงแม้ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ควรที่จะนำมากล่าวถึงในที่นี้ แต่ข้าพเจ้ายอมรับว่า มันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงจนเกินต้าน…
ระลึกถึง นพพร ประชากุล
ผศ. ดร. เฌราด์ ฟูเกต์
โคตรวิกฤต : หายนะฟองสบู่ซับไพรม สู่วิกฤตโลก
นภาภรณ์ พิพัฒน์
ลืมซื้อตอนฟังสัมนาเปิดตัวหนังสือที่ TCDC อย่างน้อยก็น่าจะรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้บ้าง
คำพิพากษาจากพระเจ้า
เอียน เพียร์ส/นาลันทา คุปต์, ธนรรถวร จตุรงควาณิช แปล
An Instance of the Fingerpost
เห็นโฆษณาว่าพอๆ กับสมัญญาแห่งดอกกุหลาบ แต่หวังเป็นนิยายอ่านสนุกอ่านไวมากกว่า
เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต
ทิม ฮาร์ฟอร์ด/สฤณี อาชวานันทกุล แปล
The Logic of Life
พิพิธภัณฑ์แสง
กิตติพล สรัคคานนท์
Hotel Alphaville
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน
ฮารุกิ มุราคามิ/ปาลิดา พิมพะกร,วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา,ธนรรถวร จตุรงควาณิช,นฆ ปักษนาวิน,โตมร ศุขปรีชา แปล/ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง บรรณาธิการเล่ม
Firefly, Barn Burning and other stories
1968: เชิงอรรถการปฏิวัติ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
ความไม่หลากหลายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
[top]โคตรวิกฤต ความเสี่ยงเศรษฐกิจ : ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง
25 มีนาคม 2009, 4:24 pm
วันนี้ไป TCDC อย่างเคย เห็นมีงานสัมนาเรื่องน่าสนใจ ได้ยินเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจมานานแล้ว แต่ขี้เกียจไปหาความรู้ทุกที โอกาสมาเยือนถึงที่ แถมคุณสฤณีเป็นวิทยากร เลยต้องเข้าไปฟัง
เท่าที่ดู คนมาฟังส่วนมากเป็นกลุ่มคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้วแฮะ เขามีศํัพท์แสงอะไรที่ต้องเป็นคนตามข่าวถึงจะรู้ เลยงงไปบ้างเหมือนกัน แต่ก็มีจุดน่าสนใจหลายๆ จุด
วิทยากร
- ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารทีมนโยบายการค้าและเงินทุน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักการเงิน และนักวิชาการอิสระ
- อ. ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ
เข้าใจที่ดร.เอกนิติพูดมากที่สุด
- วิกฤติของอเมริกาครั้งนี้เริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ แล้วค่อยขยายไปสู่สถาบันการเงิน จนมาถึงระบบเศรฐกิจโดยรวม
- ลักษณะข้างต้นนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับวิกฤติของไทยเมื่อปี 40
- สิ่งที่ต่างกันและทำให้วิกฤติที่อเมริกาครั้งนี้หนักกว่าคือหนี้เสียของไทยเมื่อปี 40 เป็น Corporate Debt แต่ในครั้งนี้ที่อเมริกาเป็น Consumer Debt
- Corporate Debt แก้ปัญหาง่ายกว่า เพราะตัวละครมีน้อยกว่า เรียกกรรมการ/ผู้บริหารมาคุย คนเดือดร้อนก็คือคนพวกนี้ มาเคลียร์กันได้ก็แก้ปัญหาได้มากแล้ว แต่ Consumer Dept ตัวละครมาก แก้ยาก
- Quote น่าสนใจ ปี 40 เกิดที่ไทย เป็นปัญหาในเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก มี IMF เป็นตำรวจเข้ามาแก้ไข เข้ามาคุม คราวนี้ผู้คุมมีปัญหาเสียเอง แก้ยากกว่ากันมาก
จุดที่คิดเสริมคือ
- ไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอิทธิพล IMF มีอำนาจ เข้ามาแก้ปัญหาแบบไม่ต้องคิดถึงน้ำใจอะไรได้ และก็แก้แบบหักหาญน้ำใจ เลยแก้ง่าย เร็ว คนไทยก็ชินกับว้ากเกอร์มาตั้งนาน พอ IMF มาว้ากก็อีหรอบเดิม เจ็บใจแต่ก็ทน อาจจะไประบายด่ากันในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบ้าง แต่โดยรวมก็ทำตาม
- ใครจะกล้าว้ากอเมริกา?
คุณสฤณียกตัวอย่างน่าสนใจ โดยนัยคือผลกระทบในอเมริกาครั้งนี้มันส่งผลถึงวิถีชีวิตในอเมริกาของคนทั่วๆ ไปจริงๆ ต่างกับไทยที่มันส่งผลเฉพาะกับคนที่เกี่ยวข้อง (ในสถาบันการเงิน) ฟังแล้วทำให้เห็นว่าครั้งนี้เป็น วิกฤติ จริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่ในช่วงขาลง คือมีปัญหาที่วิธีคิด และวิกฤติส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคอื่นๆ ด้วย เช่น
- สถาบันการเงินปล่อยกู้แบบง่ายๆ เพราะหาประโยชน์จากการมีลูกหนี้ได้ (แต่ในรายละเอียดฟังไ่ม่รู้เรื่องว่าคืออะไร รู้แต่มีลูกหนี้ เขาได้ประโยชน์)
- มีหนี้ย่อมมีความเสี่ยง สถาบันการเงินแก้ปัญหาด้วยการใช้บริการบริษัทประกัน
- พอเกิดปัญหา สถาบันการเงินเรียกหาบริษัทประกัน
- เกิดวิกฤติบริษัทประกันต่อไป
- ฯลฯ
เท่าที่ได้ฟังต่อยอดได้ว่า
- อเมริกาอยู่ในฐานะพี่เบิ้มของโลก มันยากที่จะแก้ปัญหาภายในตัวเองด้วยตัวเอง
- ด้วยความที่เขาเป็นพี่เบิ้มของโลก หลายๆ เรื่อง อเมริกาใช้ความได้เปรียบบางอย่างมาประคับประคองระบบเศรษฐกิจของเขาอยู่แล้ว (ที่ฟังมา แต่ยังไม่ค่อยเก็ทนักคือเรื่องมาตรฐานดอลลาร์) ซึ่งแปลว่าจะให้คนอื่นช่วยอะไรอีกก็คงยากเต็มที เพราะตอนนี้ก็เอาเปรียบเขาในบางเรื่องอยู่แล้ว
- อเมริกันชนไม่คุ้นเคยกับวิกฤติหรือความห่วยแตกภายใน ครั้งล่าสุดที่มีก็ราว 80 ปีที่แล้วที่เค้าเรียกว่า The Great Depression
ตอนจบมีคำถามน่าสนใจถึงการคะเนถึงอนาคต
- วิทยากรไม่เชื่อว่านี่คือจุดจบของทุนนิยมหรือกลไกตลาด เพียงแต่ต้องการกำกับดูแลที่ดีขึ้น
- มีผู้เข้าฟังคนหนึ่งถามคำถามที่น่าสนใจว่า หากเปลี่ยนระบบหรือวิธีการกำกับดูแลให้ดีขึ้น แต่ Players ก็คงหาลู่ทางหรือช่องทางใหม่ๆ ในการหาประโยชน์ได้อยู่ดีมิใช่หรือ วิทยากรตอบทำนองว่า ความโลภคือธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อจบรายการ บังเอิญได้พบกับคนรู้จักกันที่มานั่งฟังด้วย เลยไปคุยกันต่อ ได้ฟังประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก
- วิทยากรที่มาพูดนี้ ไม่มีกลุ่ม “ซ้าย” เลย ซึ่งตรงนี้น่าสนใจ เพราะเท่าที่ดู ทั้งหมดก็มีตำแหน่งหรือประสบการณ์ในหน่วยงานรัฐหรือเอกชนกันทั้งนั้น คุณสฤณีเองแม้จะเสนอ “ทางเลือก” แต่ก็เรียกร้องการกำกับดูแลมากกว่าจะวิจารณ์ตัวทุนนิยมเอง
- อีกเรื่องคือรายชื่อที่ถูกอ้างของวิทยากรจะต่างไปจากของพวกซ้ายมาก อย่างของวิทยากรก็จะอ้างเช่นกรีนสแปน ครุกแมน เบอร์นานเค CNN ฯลฯ ซึ่งแม้จะไม่รู้วิธีคิดหรือไม่เคยอ่าน แต่ก็พอรู้ว่าเป็นใคร ขณะชื่อที่พวกซ้ายอ้างนี้ แทบไม่รู้จักเลย!! อาจจะเคยได้ยินก็ New Left Review
- ฝ่ายซ้ายมองวิกฤติครั้งนี้ต่างไปจากวิทยากรที่มาพูด ขณะที่วิทยากรมองปัญหามาจากกระบวนการที่ผิดพลาด แต่ฝ่ายซ้ายมองว่านี่คือปัญหาของทุนนิยม
- ข้อโต้แย้งที่ “โดน” มาก คือเมื่อมาถึงคำถามบางคำถาม วิทยากรตอบว่า ความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็จะเสมือนกับการโต้แย้งถึงข้อยุติ เพราะมาถึงธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
- หากจะใช้การเปรียบเทียบ ก็คงพูดได้ว่า ความต้องการทางเพศก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ทำไมมนุษย์ในยุคนี้จึงไม่ใช้วิธีฉุดคร่าผู้คนมาบำบัดความใคร่ของตน? แต่ต้องเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่นจ่ายเงิน จีบ หรือแต่งงาน
- ฝ่ายซ้ายเสนอว่าปัญหาวิกฤติที่พบครั้งนี้ เป็นธรรมชาติของทุนนิยม ทั้งการกำกับดูแลที่ฉ้อฉล หรือช่องทางที่จะมีได้ไม่ยากนักเสมอ ในการหาช่องว่างเพื่อหลีกเหลี่ยงการกำกับดูแล
- ที่โดนมาก เพราะไม่ค่อยชอบการอธิบายที่โยนทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ ธรรมชาติมนุษย์ แม้ว่าคงจะยอมรับกันว่ามนุษย์มีความโลภ แต่มนุษย์ก็ยังมีธรรมชาติด้านอื่นๆ อยู่ด้วย สิ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือทำไมระบบเศรษฐกิจบางระบบจึงเปิดช่องทางหรือกระทั่งเชื้อเชิญให้ความโลภได้แสดงตัวออกมา และก่อความวุ่นวายจนปั่นป่วนไปทั้งโลก? หากยอมรับกันง่ายๆ อย่างนี้ก็เห็นทีจะต้องยอมรับเหมือนกันว่า สงครามเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พวกเราต้องยอมรับสงคราม
- อันที่จริง ภูมิปัญญามนุษย์ทุกวันนี้น่าจะเดินทางมาถึงการแยกแยะได้แล้วว่าอะไรเป็นธรรมชาติ อะไรเป็นวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น
- จุดที่น่าสนใจอีกจุดคือ ดูเหมือนพวกขวาไม่อ่านงานของพวกซ้าย ขณะที่พวกซ้ายก็ไม่อ่านงานของพวกขวา ในการพยายามเปรียบเทียบความคิดหรือวิจารณ์จึงออกจะตะขิดตะขวงใจกันอยู่เหมือนกัน เพราะไม่สามารถอ้างความคิดอีกฝ่ายได้เต็มปากเต็มคำ
แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่คิดว่าน่าสนใจ น่าเสียดายที่ในเมืองไทยไม่มีเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกัน และไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่สนใจศึกษาความคิดของทั้งสองฝ่ายบ้างหรือไม่
[top]





