Book List/Wish List: งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2552
28 มีนาคม 2009, 11:56 pm
ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 1
ยอกอักษร ย้อนความคิด เล่ม 2
นพพร ประชากุล
รวมบทความตามหนังสือต่างๆ เพื่อรำลึกถึงการจากไปของอ. นพพร ประชากุล
…นั่นคือนพพรที่ข้าพเจ้ารู้จัก นพพร ผู้ซึ่งนอกเหนือจากความโฉดเขลาเยี่ยงปุถุชนทั่วไป นพพร ผู้ซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในมโนภาพดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงข้างต้น โลกของนพพรเป็นโลกอีกใบหนึ่ง โลกที่หมุนห่าง โลกที่เขาปฏิเสธอย่างแข็งขันที่จะหยิบยื่นกุญแจให้เรา แต่บางครั้ง จากบางคำพูดที่ไม่ตั้งใจ จากบางเรื่องที่เขาเผลอเล่าแล้วหยุดอยู่เพียงนั้นราวกับไม่ตั้งใจให้ผู้ใดก้าวล่วง หรือสร้างเรื่องขึ้นมาให้แลดูเกินเหตุไกลตัว ข้าพเจ้ารู้สึกคาดเดาได้ในเงามืดที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกนั้น และชั่วแวบเดียว เบื้องหลังรอยแยก จากท่าทีหรือจากน้ำเสียง ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดลึกซึ้ง แม้เขาจะสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาเป็นเกราะคุ้มกัน ก็มิอาจกั้นความเจ็บปวดนี้ได้ ความเจ็บปวดนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด และถึงแม้ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ควรที่จะนำมากล่าวถึงในที่นี้ แต่ข้าพเจ้ายอมรับว่า มันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงจนเกินต้าน…
ระลึกถึง นพพร ประชากุล
ผศ. ดร. เฌราด์ ฟูเกต์
โคตรวิกฤต : หายนะฟองสบู่ซับไพรม สู่วิกฤตโลก
นภาภรณ์ พิพัฒน์
ลืมซื้อตอนฟังสัมนาเปิดตัวหนังสือที่ TCDC อย่างน้อยก็น่าจะรู้คร่าวๆ เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้บ้าง
คำพิพากษาจากพระเจ้า
เอียน เพียร์ส/นาลันทา คุปต์, ธนรรถวร จตุรงควาณิช แปล
An Instance of the Fingerpost
เห็นโฆษณาว่าพอๆ กับสมัญญาแห่งดอกกุหลาบ แต่หวังเป็นนิยายอ่านสนุกอ่านไวมากกว่า
เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต
ทิม ฮาร์ฟอร์ด/สฤณี อาชวานันทกุล แปล
The Logic of Life
พิพิธภัณฑ์แสง
กิตติพล สรัคคานนท์
Hotel Alphaville
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
เส้นแสงที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน
ฮารุกิ มุราคามิ/ปาลิดา พิมพะกร,วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา,ธนรรถวร จตุรงควาณิช,นฆ ปักษนาวิน,โตมร ศุขปรีชา แปล/ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง บรรณาธิการเล่ม
Firefly, Barn Burning and other stories
1968: เชิงอรรถการปฏิวัติ
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
ความไม่หลากหลายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ธเนศ วงศ์ยานนาวา
[top]โคตรวิกฤต ความเสี่ยงเศรษฐกิจ : ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง
25 มีนาคม 2009, 4:24 pm
วันนี้ไป TCDC อย่างเคย เห็นมีงานสัมนาเรื่องน่าสนใจ ได้ยินเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจมานานแล้ว แต่ขี้เกียจไปหาความรู้ทุกที โอกาสมาเยือนถึงที่ แถมคุณสฤณีเป็นวิทยากร เลยต้องเข้าไปฟัง
เท่าที่ดู คนมาฟังส่วนมากเป็นกลุ่มคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้วแฮะ เขามีศํัพท์แสงอะไรที่ต้องเป็นคนตามข่าวถึงจะรู้ เลยงงไปบ้างเหมือนกัน แต่ก็มีจุดน่าสนใจหลายๆ จุด
วิทยากร
- ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารทีมนโยบายการค้าและเงินทุน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักการเงิน และนักวิชาการอิสระ
- อ. ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ
เข้าใจที่ดร.เอกนิติพูดมากที่สุด
- วิกฤติของอเมริกาครั้งนี้เริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ แล้วค่อยขยายไปสู่สถาบันการเงิน จนมาถึงระบบเศรฐกิจโดยรวม
- ลักษณะข้างต้นนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับวิกฤติของไทยเมื่อปี 40
- สิ่งที่ต่างกันและทำให้วิกฤติที่อเมริกาครั้งนี้หนักกว่าคือหนี้เสียของไทยเมื่อปี 40 เป็น Corporate Debt แต่ในครั้งนี้ที่อเมริกาเป็น Consumer Debt
- Corporate Debt แก้ปัญหาง่ายกว่า เพราะตัวละครมีน้อยกว่า เรียกกรรมการ/ผู้บริหารมาคุย คนเดือดร้อนก็คือคนพวกนี้ มาเคลียร์กันได้ก็แก้ปัญหาได้มากแล้ว แต่ Consumer Dept ตัวละครมาก แก้ยาก
- Quote น่าสนใจ ปี 40 เกิดที่ไทย เป็นปัญหาในเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก มี IMF เป็นตำรวจเข้ามาแก้ไข เข้ามาคุม คราวนี้ผู้คุมมีปัญหาเสียเอง แก้ยากกว่ากันมาก
จุดที่คิดเสริมคือ
- ไทยเป็นประเทศเล็ก ไม่มีอิทธิพล IMF มีอำนาจ เข้ามาแก้ปัญหาแบบไม่ต้องคิดถึงน้ำใจอะไรได้ และก็แก้แบบหักหาญน้ำใจ เลยแก้ง่าย เร็ว คนไทยก็ชินกับว้ากเกอร์มาตั้งนาน พอ IMF มาว้ากก็อีหรอบเดิม เจ็บใจแต่ก็ทน อาจจะไประบายด่ากันในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยบ้าง แต่โดยรวมก็ทำตาม
- ใครจะกล้าว้ากอเมริกา?
คุณสฤณียกตัวอย่างน่าสนใจ โดยนัยคือผลกระทบในอเมริกาครั้งนี้มันส่งผลถึงวิถีชีวิตในอเมริกาของคนทั่วๆ ไปจริงๆ ต่างกับไทยที่มันส่งผลเฉพาะกับคนที่เกี่ยวข้อง (ในสถาบันการเงิน) ฟังแล้วทำให้เห็นว่าครั้งนี้เป็น วิกฤติ จริงๆ ไม่ใช่แค่อยู่ในช่วงขาลง คือมีปัญหาที่วิธีคิด และวิกฤติส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคอื่นๆ ด้วย เช่น
- สถาบันการเงินปล่อยกู้แบบง่ายๆ เพราะหาประโยชน์จากการมีลูกหนี้ได้ (แต่ในรายละเอียดฟังไ่ม่รู้เรื่องว่าคืออะไร รู้แต่มีลูกหนี้ เขาได้ประโยชน์)
- มีหนี้ย่อมมีความเสี่ยง สถาบันการเงินแก้ปัญหาด้วยการใช้บริการบริษัทประกัน
- พอเกิดปัญหา สถาบันการเงินเรียกหาบริษัทประกัน
- เกิดวิกฤติบริษัทประกันต่อไป
- ฯลฯ
เท่าที่ได้ฟังต่อยอดได้ว่า
- อเมริกาอยู่ในฐานะพี่เบิ้มของโลก มันยากที่จะแก้ปัญหาภายในตัวเองด้วยตัวเอง
- ด้วยความที่เขาเป็นพี่เบิ้มของโลก หลายๆ เรื่อง อเมริกาใช้ความได้เปรียบบางอย่างมาประคับประคองระบบเศรษฐกิจของเขาอยู่แล้ว (ที่ฟังมา แต่ยังไม่ค่อยเก็ทนักคือเรื่องมาตรฐานดอลลาร์) ซึ่งแปลว่าจะให้คนอื่นช่วยอะไรอีกก็คงยากเต็มที เพราะตอนนี้ก็เอาเปรียบเขาในบางเรื่องอยู่แล้ว
- อเมริกันชนไม่คุ้นเคยกับวิกฤติหรือความห่วยแตกภายใน ครั้งล่าสุดที่มีก็ราว 80 ปีที่แล้วที่เค้าเรียกว่า The Great Depression
ตอนจบมีคำถามน่าสนใจถึงการคะเนถึงอนาคต
- วิทยากรไม่เชื่อว่านี่คือจุดจบของทุนนิยมหรือกลไกตลาด เพียงแต่ต้องการกำกับดูแลที่ดีขึ้น
- มีผู้เข้าฟังคนหนึ่งถามคำถามที่น่าสนใจว่า หากเปลี่ยนระบบหรือวิธีการกำกับดูแลให้ดีขึ้น แต่ Players ก็คงหาลู่ทางหรือช่องทางใหม่ๆ ในการหาประโยชน์ได้อยู่ดีมิใช่หรือ วิทยากรตอบทำนองว่า ความโลภคือธรรมชาติของมนุษย์
เมื่อจบรายการ บังเอิญได้พบกับคนรู้จักกันที่มานั่งฟังด้วย เลยไปคุยกันต่อ ได้ฟังประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก
- วิทยากรที่มาพูดนี้ ไม่มีกลุ่ม “ซ้าย” เลย ซึ่งตรงนี้น่าสนใจ เพราะเท่าที่ดู ทั้งหมดก็มีตำแหน่งหรือประสบการณ์ในหน่วยงานรัฐหรือเอกชนกันทั้งนั้น คุณสฤณีเองแม้จะเสนอ “ทางเลือก” แต่ก็เรียกร้องการกำกับดูแลมากกว่าจะวิจารณ์ตัวทุนนิยมเอง
- อีกเรื่องคือรายชื่อที่ถูกอ้างของวิทยากรจะต่างไปจากของพวกซ้ายมาก อย่างของวิทยากรก็จะอ้างเช่นกรีนสแปน ครุกแมน เบอร์นานเค CNN ฯลฯ ซึ่งแม้จะไม่รู้วิธีคิดหรือไม่เคยอ่าน แต่ก็พอรู้ว่าเป็นใคร ขณะชื่อที่พวกซ้ายอ้างนี้ แทบไม่รู้จักเลย!! อาจจะเคยได้ยินก็ New Left Review
- ฝ่ายซ้ายมองวิกฤติครั้งนี้ต่างไปจากวิทยากรที่มาพูด ขณะที่วิทยากรมองปัญหามาจากกระบวนการที่ผิดพลาด แต่ฝ่ายซ้ายมองว่านี่คือปัญหาของทุนนิยม
- ข้อโต้แย้งที่ “โดน” มาก คือเมื่อมาถึงคำถามบางคำถาม วิทยากรตอบว่า ความโลภเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ก็จะเสมือนกับการโต้แย้งถึงข้อยุติ เพราะมาถึงธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้
- หากจะใช้การเปรียบเทียบ ก็คงพูดได้ว่า ความต้องการทางเพศก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ทำไมมนุษย์ในยุคนี้จึงไม่ใช้วิธีฉุดคร่าผู้คนมาบำบัดความใคร่ของตน? แต่ต้องเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่นจ่ายเงิน จีบ หรือแต่งงาน
- ฝ่ายซ้ายเสนอว่าปัญหาวิกฤติที่พบครั้งนี้ เป็นธรรมชาติของทุนนิยม ทั้งการกำกับดูแลที่ฉ้อฉล หรือช่องทางที่จะมีได้ไม่ยากนักเสมอ ในการหาช่องว่างเพื่อหลีกเหลี่ยงการกำกับดูแล
- ที่โดนมาก เพราะไม่ค่อยชอบการอธิบายที่โยนทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ ธรรมชาติมนุษย์ แม้ว่าคงจะยอมรับกันว่ามนุษย์มีความโลภ แต่มนุษย์ก็ยังมีธรรมชาติด้านอื่นๆ อยู่ด้วย สิ่งที่ไม่ค่อยพูดกันคือทำไมระบบเศรษฐกิจบางระบบจึงเปิดช่องทางหรือกระทั่งเชื้อเชิญให้ความโลภได้แสดงตัวออกมา และก่อความวุ่นวายจนปั่นป่วนไปทั้งโลก? หากยอมรับกันง่ายๆ อย่างนี้ก็เห็นทีจะต้องยอมรับเหมือนกันว่า สงครามเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พวกเราต้องยอมรับสงคราม
- อันที่จริง ภูมิปัญญามนุษย์ทุกวันนี้น่าจะเดินทางมาถึงการแยกแยะได้แล้วว่าอะไรเป็นธรรมชาติ อะไรเป็นวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น
- จุดที่น่าสนใจอีกจุดคือ ดูเหมือนพวกขวาไม่อ่านงานของพวกซ้าย ขณะที่พวกซ้ายก็ไม่อ่านงานของพวกขวา ในการพยายามเปรียบเทียบความคิดหรือวิจารณ์จึงออกจะตะขิดตะขวงใจกันอยู่เหมือนกัน เพราะไม่สามารถอ้างความคิดอีกฝ่ายได้เต็มปากเต็มคำ
แม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่คิดว่าน่าสนใจ น่าเสียดายที่ในเมืองไทยไม่มีเวทีให้ทั้งสองฝ่ายได้คุยกัน และไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่สนใจศึกษาความคิดของทั้งสองฝ่ายบ้างหรือไม่
[top]เก็บตก 9 – 15 มี.ค.: A Taste of Cherry/The Passenger/Teorema
25 มีนาคม 2009, 2:13 am
A Taste of Cherry (1997, Abbas Kiarostami)
หนังที่พูดถึงประเด็นสำคัญของชีวิต หากแต่สมจริงและใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากๆ ดูแล้วทำให้นับถือเคียรอสตามีเต็มที่ แม้หนังจะไม่มีเนื้อเรื่องหรือองค์ประกอบที่เร้าอารมณ์ให้ตื่นเต้นเลย หากเต็มไปด้วยภาพคนพูดคุยกันธรรมดาๆ ในที่นั่งรถ หรือไม่ก็สถานที่ทั่วไปในอิหร่าน
เมื่อได้ดูของแถมในดีวีดีที่เคียรอสตามีให้สัมภาษณ์จึงเข้าใจโลกทัศน์และวิธีการทางสุนทรียะของเคียรอสตามีมากขึ้น มีตอนที่น่าสนใจเมื่อเขาพูดทำนองว่าเขาทำหนังเพราะเขามีสิ่งที่เขาต้องการจะพูด หากอยากจะรู้ว่าเขาต้องการพูดอะไร ก็ดูได้ในหนังเรื่องต่างๆ ของเขา มันคงจะง่ายกว่าจะถ้าจะถามเขาว่าเขาไม่ชอบอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีในหนังของเขานั่นเอง เขาไม่ชอบการเล่าเรื่อง เขาไม่ชอบหนังที่ถาโถมใส่คนดูและให้คนดูแบกรับ เขายังยกตัวอย่างว่าหนังบางเรื่องอาจจะตรึงอารมณ์คนดูให้ตื่นเต้นจนไปถึงจุดที่พร้อมจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง (และก็ลืมไปจริงๆ หลังหนังจบ) ขณะที่หนังบางเรื่องดูน่าเบื่อ คนดูอาจถึงกับสัปหงกเอาได้เสียด้วยซ้ำ นั่นก็ดีเสียอีก อย่างน้อยหนังพวกนี้ยังให้คนดูได้พักผ่อนนอนหลับได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร แต่หลังหนังจบ คนดูอาจจะลุกตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อรำลึกถึงฉากบางฉากอย่างไม่คาดฝัน หรือทำให้คนดูเก็บไปคิดได้อีกเป็นอาทิตย์
หนังของเคียรอสตามีย่อมเป็นหนังจำพวกหลัง ด้วยเหตุนี้เอง คนที่สัมผัสกับเคียรอสตามีได้จึงจดจำหนังของเขาไปนาน หนังของเขาแตกต่างจากหนังดำเนินเรื่องโดยเรื่องเล่าทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังฮอลลีวู้ด ที่มักมีเรื่องราวใหญ่โต เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย การเปลี่ยนแปลงหรือการค้นพบเส้นทางใหม่ของชีวิต เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ก็จะพรั่งพร้อมด้วยดนตรีออเครสตร้าบรรเลงเต็มวง กล้องจับโคลสอัพไปที่ใบหน้า
หากแต่ในชีวิตจริง ในห้วงขณะแห่งการตัดสินใจหรือความเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ยินเสียงดนตรีและไม่เห็นกล้องโคลสอัพ มันเกิดขึ้นอย่างปรกติวิสัย อาจจะเป็นในห้องนอนภายใต้แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์และเสียงเครื่องปรับอากาศ บนรถไฟฟ้าขณะนั่งครุ่นคริดตรึกตรอง หรือระหว่างพินิจพิจารณาขณะขับรถ และหนัง A Taste of Cherry ก็เป็นเช่นนี้แหละ พระเอกเผชิญหน้ากับชั่วขณะสำคัญในชีวิต แต่ภาพที่เราเห็นก็มีเพียงภาพของเขาในที่นั่งรถยนต์ ภาพทิวทัศน์สถานที่ ชีวิตประจำวันของคนอิหร่าน และเสียงล้อรถบดถนนลูกรัง แต่นั่นก็คือชีวิตทั้งชีวิต ที่อาจจะทาบทับกับชีวิตของเราได้ในบางเวลา
The Passenger (1975, Michelangelo Antonioni)
หนังที่สวยที่สุดของแอนโทนีโอนีที่ได้ดู ชอบเรื่องนี้กว่า Blow-Up (1966, Michelangelo Antonioni) อีกนะ ยังคงสัมผัสได้ถึงเรื่องราวอัตลักษณ์ที่บางเบาและสภาพความเป็นจริงอันชวนพิศวงกระทั่งถึงขั้นน่าเหนื่อยหน่ายของผู้คนในยุคปัจจุบัน สายตาและชั้นเชิงทางศิลป์ของแอนโทนีโอหาคนเปรียบได้ยากอยู่แล้ว เมื่อมีองค์ประกอบทั้งฉากหลังแปลกถิ่นอย่างทะเลทราย เมืองแถบแอนดาลูเซีย สถาปัตยกรรมของเกาดี หนังจึงออกมาดูดีอย่างมีสไตล์ มาเรีย ชไนเดอร์ในเรื่องนี้ดูดีกว่าใน Last Tango In Paris (1972, Bernardo Bertolucci) มากๆ
ช่วงจบมีฉากที่งดงามสุดจะบรรยาย ลองมาค้นดูทาง’เน็ตเห็นเขาว่ามันดังมากขนาดเป็นขวัญใจนักเรียนหนังเอาเลยทีเดียว
Il Grido (1957, Michelangelo Antonioni)
หลังจากติดใจกับแอนโทนีโอเสียแล้วเลยลองดูเรื่องอื่นต่อ เรื่องนี้เป็นผลงานก่อนเขาจะมาดังและได้รับความสนใจในวงกว้างครั้งแรกกับ L’ Avventura (1960, Michelangelo Antonioni) ก็ค่อนข้างแปลกหากเทียบกับหนังแอนโทนีโอนีเรื่องอื่นที่ได้ดูหรือตามที่รับรู้มา ดูไปแล้วยังมีส่วนคล้าย Neorealism อยู่บ้าง แต่ก็มีชั้นเชิงด้านภาพบางจังหวะที่ชวนให้นึกถึงเขาอยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้อบอุ่นกว่าเรื่องอื่นๆ ของเขาที่ได้ดู ตัวละครยังดูยึดโยงกับโลกกว่า มีน้ำใจมากกว่า เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่แปลกไปของหนังแอนโทนิโอนี
Teorema (1968, Pier Paolo Pasolini)
ครอบครัวชนชั้นกลางประสบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์อันนำไปสู่การล่มสลายคุณค่าแบบกระฎุมพี ในที่สุดก็ได้ประจักษ์ในฝีมือของปาโซลินีที่สัมผัสได้เต็มที่เสียที หนังเริ่มจากภาพปรกติสุขของชีวิตครอบครัวและสภาพความเป็นจริงที่ค่อยๆ แปรไปเป็นบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝันไต่เส้นตรรกะแบบโลกกับการปลดปล่อยความบ้าคลั้งแห่งจินตนาการได้น่าตื่นเต้น
นึกถึงตอนดูดีวีดีหนังที่แบร์โตลุคชีชื่นชมปาโซลินี่ ผู้กำกับแบร์โตลุคชีเคยเล่าถึงการทำงานเป็นผู้ช่วยปาโซลินี่ไว้ว่า ปาโซลินี่แตกต่างจากผู้กำกับทั่วไปตรงที่ปาโซลินี่ไม่ใช่คอหนัง/คนรักหนัง (Cinephile) ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สร้างภาษาหนังของเขาขึ้นมาเองอย่างเป็นอิสระ แบร์โตลุคชีใช้คำว่าเขาได้เห็น The Birth of Cinema ตอนเป็นผู้ช่วยให้ปาโซลินี่
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ หนังของปาโซลินี่จึงแตกต่างไปจากหนังของผู้กำกับทั่วไป ที่มักจะเรียนรู้หรือได้รับอิทธิพลจากวิธีการของผู้กำกับอื่นๆ และก็หมกมุ่นอยู่กับความพยายามสร้างภาษาหนังของตัวเองให้ต่างไปจากคนอื่นเช่นเดียวกัน ปาโซลินี่ปลอดพ้นจากความคิดจำพวกนี้ หนังของเขาแต่ละเรื่องมีสไตล์ที่ต่างกันไป และบางครั้งอาจจะต่างกันคนละเรื่องไปเลยก็ได้ เรื่องนี้โดนใจที่สุดแล้วในบรรดาหนังของเขาที่ได้ดู นับว่าโชคดีที่ไม่ได้ขยาดกับหนังบางเรื่องของเขาจนปฏิเสธเขาไปก่อน เห็นทีต้องลองดูเรื่องอื่นๆ ของเขาเพิ่มเสียแล้ว
[top]บันทึกสัปดาห์แรกมีนา 52 UPDATE
17 มีนาคม 2009, 11:58 pm
ดนตรี
ลองฟังสถานีดนตรีจากต่างประเทศมาอาทิตย์หนึ่ง ที่ฟังมากสุดก็คงเป็น BBC Radio 3 Classical ดีแฮะ มาคิดๆดู ช่วงระหว่างเปลี่ยนผ่านของโลกาภิวัฒน์ก็มีอะไรให้ใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน สถานีเหล่านี้คงได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของคนในชาติเค้า เขาจะรู้ไหมหนอว่ายังได้เจือจานพลเมืองในประเทศด้อยพัฒนาโพ้นทะเลที่กันดารมหรสพขนาดหนัก
- Schumann: Hermann und Dorothea อาจจะไม่ใช่ชิ้นดัง สนใจที่มีบางท่อนใน La Marseillaise มาด้วยแฮะ
- Max Reger ไม่เคยฟังมาก่อน สถานี BBC เปิดงานของเขาบ่อยมาก?
หนัง
Almanac of Fall (1984, Béla Tarr)
หนังช่วงแรกๆ ของทาร์ อาจจะแปลกและไม่คุ้นไปบ้างเพราะเป็นหนังสี และความหนักหน่วงของอารมณ์ เขายังคงควบคุมส่วนประกอบทุกสิ่งอย่างเคร่งครัดไม่ผ่อนปรน ทั้งการเคลื่อนกล้อง แสง การเลือกโทนสี ผลจากการควบคุมเช่นนี้สร้างความตึงเครียดทางอารมณ์ได้มาก โลกในหนังเป็นโลกที่แห้งแล้ง หยาบกระด้างและเย็นชา ผู้คนปราศจากน้ำใจและเอาแต่พร่ำบ่นถึงชีวิตของตน แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะกระทำอันใดเพื่อออกไปจากโลกแบบนี้ได้ เป็นหนังที่หนักอึ้งจริงๆ
The Second Circle (1990, Alexander Sokurov)
หนังควบคุมองค์ประกอบคล้ายๆ กับหนังเรื่องที่แล้วของทาร์ ดีแต่ว่ายังดูนุ่มนวลกว่าหน่อย ลีลาทางภาพดูคล้ายแนวทางของทาร์คอฟสกี แต่อารมณ์จะแห้งแล้งกว่า เพราะหนังเรื่องนี้ฉายภาพความตาย พระเอกเดินทางกลับมาบ้านของพ่อเพื่อสะสางความตายของพ่อตามขั้นตอนระบบบริหารราชการรัสเซีย ความยุ่งยากซับซ้อนของระเบียบต่างๆ เสริมกับความโดดเดี่ยวของชีวิต สร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้อย่างดียิ่ง ลีลาการใช้กล้องที่เน้นความต่อเนื่องของผู้กำกับทำให้หนังยังมีความสวยงามและนุ่มนวลอยู่บ้าง อย่างช้าๆ คนดูจะสัมผัสได้ว่าชีวิตของพระเอกดำเนินไปใกล้เคียงกับพ่อของเขาที่ตายไป การดำรงอยู่ภายใต้โลกที่กลายเป็นกับดักใกล้เคียงกับความตายมากกว่าชีวิต
The Return (2003, Andrey Zvyagintse)
หลังจากดูหนังหนักมากๆ มาสองวันติดเลยต้องผ่อนคลายลงหน่อย หนังเรื่องนี้หากเทียบกับฮอลลีวูดก็ถือว่าเรียบกว่า แต่ก็ผ่อนคลายกว่าหนังสองเรื่องที่แล้วมากๆ หนังน่าสนใจที่ความสัมพันธ์ของครอบครัว พ่อกับลูกและพี่กับน้อง ซึ่งสมจริงดีมาก ทั้งผู้เป็นพ่อกับลูกคนเล็กมีความดื้อแฝงฝังอยู่ ขาดพร่องไม่สมบูรณ์ นำไปสู่การทำร้ายกัน และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม แต่ก็ดูน่าเห็นใจ ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ เป็นหนังที่ให้ภาพบาดแผลของครอบครัวได้น่าสนใจที่ดูใกล้ตัวมากๆ
I Fidanzati (1963, Ermanno Olmi)
ตอนแรกดูจากหน้าหนังนึกว่าจะทอดแนวมาจาก Neorealism แต่พอดูไป หนังมีลีลาเชิงกวีอยู่ในอัตาส่วนที่สูงและสอดแทรกอยู่เป็นระยะๆ ภาพในหนังดูสวยและอารมณ์ต่อเนื่องลื่นไหลดีมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพงานเต้นรำในเมือง หรือโรงงาน ชีวิตชนบท งานเทศกาลรื่นเริงในซิซิลี โดยไม่ต้องใช้ภาพพิสดารอะไรเลย
พอดูของแถมมาค่อยไขปริศนาออก ผู้กำกับมีฝีมือทางการถ่ายภาพ และเคยทำงานในโรงงานมาด้วย เขาจึงมองโรงงานด้วยสายตาของคนในและฝีมือทางการถ่ายภาพก็ทำให้เขาสามารถสกัดแง่มุมที่สวยมาเป็นภาพได้ นอกจากนั้นเขายังนับถือปาโซลินี่และรอสเซลลินี่ ตัวหนังถึงไม่เคร่งครัดกับความสมจริงและกล้าจะสอดแทรกภาพที่สร้างอารมณ์เชิงกวีไว้ตลอด (มานึกดู ผู้กำกับปาโซลินี่น่าสนใจจริงๆ แม้เขาอาจจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในแวดวงคนดูหนังของไทย แต่ในบรรดาผู้กำกับอิตาเลียน เขาต้องมีอะไรที่น่าสนใจมากๆ)
The Wind Will Carry Us (1999, Abbas Kiarostami)
หนังที่ปลอดโปร่ง ฉายภาพชีวิตและความตาย ผ่านประสบการณ์ของคนเมืองในโลกชนบท แทบจะโยนเทคนิคการเล่าเรื่องและการเร้าอารมณ์ทิ้ง ผลที่ได้จึงเป็นสัมผัสทางอารมณ์ล้วนๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาความตื่นเต้นของเรื่องเล่าเลย ฉากเด็กสาวรีดนมวัว และฉากนั่งมอเตอร์ไซคล์ตัดทุ่ง นำพาคนดูสู่อาณาจักรภายใน อย่างเรียบง่าย สวยงาม ผ่านท่วงทำนองของบทกวี เป็นหนังที่น่าประทับใจจริงๆ
อืม สัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยหนังที่หนักอึ้งและเน้นการควบคุม และก็ทยอยผ่อนปรนมาเรื่อยๆ จนมาถึงหนังที่รื่นรมณ์เบาสบาย ทั้งที่มิได้วางแผนไว้เลยแฮะ
[top]The wind will carry us
8 มีนาคม 2009, 6:29 pm
เพิ่งได้ดู The wind will carry us (1999, Abbas Kiarostami) อาทิตย์หน้าต้องหาโอกาสดูอีกรอบให้ได้ วันนี้รีบมาค้นหาบทกวีที่พระเอกท่องในฉากรีดนมวัวก่อน
Poem by: Forugh Farrokhzad
Translated by: Sholeh Wolpé
Inside my little night, alas,
the wind has a rendezvous with the leaves;
inside my little night, there is fear
and dread of desolation.
Listen.
Hear the darkness blow like wind?
I watch this prosperity through alien eyes.
I am addicted to my despair.
Listen.
Hear the darkness blow?
This minute, inside this night,
something’s coming to pass. The moon
is troubled and red; clouds
are a procession of mourners waiting
to release tears upon this rooftop,
this rooftop about to crumble, to give way.
A moment,
then, nothing.
Beyond this window, the night quivers,
and the earth once again halts its spin.
From beyond this window, the eyes
of the unknown are on you and me.
May you be green, head to toe—
put your hands like a fevered memory in mine…
these hands that love you.
And cede your lips
like a life-warmed feeling
to the caress of my lovesick lips.
The wind will one day blow us away.
The wind will blow us away.





