เก็บตก 9 – 15 มี.ค.: A Taste of Cherry/The Passenger/Teorema
25 มีนาคม 2009, 2:13 am
A Taste of Cherry (1997, Abbas Kiarostami)
หนังที่พูดถึงประเด็นสำคัญของชีวิต หากแต่สมจริงและใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากๆ ดูแล้วทำให้นับถือเคียรอสตามีเต็มที่ แม้หนังจะไม่มีเนื้อเรื่องหรือองค์ประกอบที่เร้าอารมณ์ให้ตื่นเต้นเลย หากเต็มไปด้วยภาพคนพูดคุยกันธรรมดาๆ ในที่นั่งรถ หรือไม่ก็สถานที่ทั่วไปในอิหร่าน
เมื่อได้ดูของแถมในดีวีดีที่เคียรอสตามีให้สัมภาษณ์จึงเข้าใจโลกทัศน์และวิธีการทางสุนทรียะของเคียรอสตามีมากขึ้น มีตอนที่น่าสนใจเมื่อเขาพูดทำนองว่าเขาทำหนังเพราะเขามีสิ่งที่เขาต้องการจะพูด หากอยากจะรู้ว่าเขาต้องการพูดอะไร ก็ดูได้ในหนังเรื่องต่างๆ ของเขา มันคงจะง่ายกว่าจะถ้าจะถามเขาว่าเขาไม่ชอบอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่มีในหนังของเขานั่นเอง เขาไม่ชอบการเล่าเรื่อง เขาไม่ชอบหนังที่ถาโถมใส่คนดูและให้คนดูแบกรับ เขายังยกตัวอย่างว่าหนังบางเรื่องอาจจะตรึงอารมณ์คนดูให้ตื่นเต้นจนไปถึงจุดที่พร้อมจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง (และก็ลืมไปจริงๆ หลังหนังจบ) ขณะที่หนังบางเรื่องดูน่าเบื่อ คนดูอาจถึงกับสัปหงกเอาได้เสียด้วยซ้ำ นั่นก็ดีเสียอีก อย่างน้อยหนังพวกนี้ยังให้คนดูได้พักผ่อนนอนหลับได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร แต่หลังหนังจบ คนดูอาจจะลุกตื่นขึ้นมากลางดึกเมื่อรำลึกถึงฉากบางฉากอย่างไม่คาดฝัน หรือทำให้คนดูเก็บไปคิดได้อีกเป็นอาทิตย์
หนังของเคียรอสตามีย่อมเป็นหนังจำพวกหลัง ด้วยเหตุนี้เอง คนที่สัมผัสกับเคียรอสตามีได้จึงจดจำหนังของเขาไปนาน หนังของเขาแตกต่างจากหนังดำเนินเรื่องโดยเรื่องเล่าทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังฮอลลีวู้ด ที่มักมีเรื่องราวใหญ่โต เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย การเปลี่ยนแปลงหรือการค้นพบเส้นทางใหม่ของชีวิต เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ก็จะพรั่งพร้อมด้วยดนตรีออเครสตร้าบรรเลงเต็มวง กล้องจับโคลสอัพไปที่ใบหน้า
หากแต่ในชีวิตจริง ในห้วงขณะแห่งการตัดสินใจหรือความเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ยินเสียงดนตรีและไม่เห็นกล้องโคลสอัพ มันเกิดขึ้นอย่างปรกติวิสัย อาจจะเป็นในห้องนอนภายใต้แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์และเสียงเครื่องปรับอากาศ บนรถไฟฟ้าขณะนั่งครุ่นคริดตรึกตรอง หรือระหว่างพินิจพิจารณาขณะขับรถ และหนัง A Taste of Cherry ก็เป็นเช่นนี้แหละ พระเอกเผชิญหน้ากับชั่วขณะสำคัญในชีวิต แต่ภาพที่เราเห็นก็มีเพียงภาพของเขาในที่นั่งรถยนต์ ภาพทิวทัศน์สถานที่ ชีวิตประจำวันของคนอิหร่าน และเสียงล้อรถบดถนนลูกรัง แต่นั่นก็คือชีวิตทั้งชีวิต ที่อาจจะทาบทับกับชีวิตของเราได้ในบางเวลา
The Passenger (1975, Michelangelo Antonioni)
หนังที่สวยที่สุดของแอนโทนีโอนีที่ได้ดู ชอบเรื่องนี้กว่า Blow-Up (1966, Michelangelo Antonioni) อีกนะ ยังคงสัมผัสได้ถึงเรื่องราวอัตลักษณ์ที่บางเบาและสภาพความเป็นจริงอันชวนพิศวงกระทั่งถึงขั้นน่าเหนื่อยหน่ายของผู้คนในยุคปัจจุบัน สายตาและชั้นเชิงทางศิลป์ของแอนโทนีโอหาคนเปรียบได้ยากอยู่แล้ว เมื่อมีองค์ประกอบทั้งฉากหลังแปลกถิ่นอย่างทะเลทราย เมืองแถบแอนดาลูเซีย สถาปัตยกรรมของเกาดี หนังจึงออกมาดูดีอย่างมีสไตล์ มาเรีย ชไนเดอร์ในเรื่องนี้ดูดีกว่าใน Last Tango In Paris (1972, Bernardo Bertolucci) มากๆ
ช่วงจบมีฉากที่งดงามสุดจะบรรยาย ลองมาค้นดูทาง’เน็ตเห็นเขาว่ามันดังมากขนาดเป็นขวัญใจนักเรียนหนังเอาเลยทีเดียว
Il Grido (1957, Michelangelo Antonioni)
หลังจากติดใจกับแอนโทนีโอเสียแล้วเลยลองดูเรื่องอื่นต่อ เรื่องนี้เป็นผลงานก่อนเขาจะมาดังและได้รับความสนใจในวงกว้างครั้งแรกกับ L’ Avventura (1960, Michelangelo Antonioni) ก็ค่อนข้างแปลกหากเทียบกับหนังแอนโทนีโอนีเรื่องอื่นที่ได้ดูหรือตามที่รับรู้มา ดูไปแล้วยังมีส่วนคล้าย Neorealism อยู่บ้าง แต่ก็มีชั้นเชิงด้านภาพบางจังหวะที่ชวนให้นึกถึงเขาอยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้อบอุ่นกว่าเรื่องอื่นๆ ของเขาที่ได้ดู ตัวละครยังดูยึดโยงกับโลกกว่า มีน้ำใจมากกว่า เป็นอีกรสชาติหนึ่งที่แปลกไปของหนังแอนโทนิโอนี
Teorema (1968, Pier Paolo Pasolini)
ครอบครัวชนชั้นกลางประสบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์อันนำไปสู่การล่มสลายคุณค่าแบบกระฎุมพี ในที่สุดก็ได้ประจักษ์ในฝีมือของปาโซลินีที่สัมผัสได้เต็มที่เสียที หนังเริ่มจากภาพปรกติสุขของชีวิตครอบครัวและสภาพความเป็นจริงที่ค่อยๆ แปรไปเป็นบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝันไต่เส้นตรรกะแบบโลกกับการปลดปล่อยความบ้าคลั้งแห่งจินตนาการได้น่าตื่นเต้น
นึกถึงตอนดูดีวีดีหนังที่แบร์โตลุคชีชื่นชมปาโซลินี่ ผู้กำกับแบร์โตลุคชีเคยเล่าถึงการทำงานเป็นผู้ช่วยปาโซลินี่ไว้ว่า ปาโซลินี่แตกต่างจากผู้กำกับทั่วไปตรงที่ปาโซลินี่ไม่ใช่คอหนัง/คนรักหนัง (Cinephile) ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สร้างภาษาหนังของเขาขึ้นมาเองอย่างเป็นอิสระ แบร์โตลุคชีใช้คำว่าเขาได้เห็น The Birth of Cinema ตอนเป็นผู้ช่วยให้ปาโซลินี่
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ หนังของปาโซลินี่จึงแตกต่างไปจากหนังของผู้กำกับทั่วไป ที่มักจะเรียนรู้หรือได้รับอิทธิพลจากวิธีการของผู้กำกับอื่นๆ และก็หมกมุ่นอยู่กับความพยายามสร้างภาษาหนังของตัวเองให้ต่างไปจากคนอื่นเช่นเดียวกัน ปาโซลินี่ปลอดพ้นจากความคิดจำพวกนี้ หนังของเขาแต่ละเรื่องมีสไตล์ที่ต่างกันไป และบางครั้งอาจจะต่างกันคนละเรื่องไปเลยก็ได้ เรื่องนี้โดนใจที่สุดแล้วในบรรดาหนังของเขาที่ได้ดู นับว่าโชคดีที่ไม่ได้ขยาดกับหนังบางเรื่องของเขาจนปฏิเสธเขาไปก่อน เห็นทีต้องลองดูเรื่องอื่นๆ ของเขาเพิ่มเสียแล้ว
[top]บันทึกสัปดาห์แรกมีนา 52 UPDATE
17 มีนาคม 2009, 11:58 pm
ดนตรี
ลองฟังสถานีดนตรีจากต่างประเทศมาอาทิตย์หนึ่ง ที่ฟังมากสุดก็คงเป็น BBC Radio 3 Classical ดีแฮะ มาคิดๆดู ช่วงระหว่างเปลี่ยนผ่านของโลกาภิวัฒน์ก็มีอะไรให้ใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน สถานีเหล่านี้คงได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของคนในชาติเค้า เขาจะรู้ไหมหนอว่ายังได้เจือจานพลเมืองในประเทศด้อยพัฒนาโพ้นทะเลที่กันดารมหรสพขนาดหนัก
- Schumann: Hermann und Dorothea อาจจะไม่ใช่ชิ้นดัง สนใจที่มีบางท่อนใน La Marseillaise มาด้วยแฮะ
- Max Reger ไม่เคยฟังมาก่อน สถานี BBC เปิดงานของเขาบ่อยมาก?
หนัง
Almanac of Fall (1984, Béla Tarr)
หนังช่วงแรกๆ ของทาร์ อาจจะแปลกและไม่คุ้นไปบ้างเพราะเป็นหนังสี และความหนักหน่วงของอารมณ์ เขายังคงควบคุมส่วนประกอบทุกสิ่งอย่างเคร่งครัดไม่ผ่อนปรน ทั้งการเคลื่อนกล้อง แสง การเลือกโทนสี ผลจากการควบคุมเช่นนี้สร้างความตึงเครียดทางอารมณ์ได้มาก โลกในหนังเป็นโลกที่แห้งแล้ง หยาบกระด้างและเย็นชา ผู้คนปราศจากน้ำใจและเอาแต่พร่ำบ่นถึงชีวิตของตน แต่ก็อ่อนแอเกินกว่าจะกระทำอันใดเพื่อออกไปจากโลกแบบนี้ได้ เป็นหนังที่หนักอึ้งจริงๆ
The Second Circle (1990, Alexander Sokurov)
หนังควบคุมองค์ประกอบคล้ายๆ กับหนังเรื่องที่แล้วของทาร์ ดีแต่ว่ายังดูนุ่มนวลกว่าหน่อย ลีลาทางภาพดูคล้ายแนวทางของทาร์คอฟสกี แต่อารมณ์จะแห้งแล้งกว่า เพราะหนังเรื่องนี้ฉายภาพความตาย พระเอกเดินทางกลับมาบ้านของพ่อเพื่อสะสางความตายของพ่อตามขั้นตอนระบบบริหารราชการรัสเซีย ความยุ่งยากซับซ้อนของระเบียบต่างๆ เสริมกับความโดดเดี่ยวของชีวิต สร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้อย่างดียิ่ง ลีลาการใช้กล้องที่เน้นความต่อเนื่องของผู้กำกับทำให้หนังยังมีความสวยงามและนุ่มนวลอยู่บ้าง อย่างช้าๆ คนดูจะสัมผัสได้ว่าชีวิตของพระเอกดำเนินไปใกล้เคียงกับพ่อของเขาที่ตายไป การดำรงอยู่ภายใต้โลกที่กลายเป็นกับดักใกล้เคียงกับความตายมากกว่าชีวิต
The Return (2003, Andrey Zvyagintse)
หลังจากดูหนังหนักมากๆ มาสองวันติดเลยต้องผ่อนคลายลงหน่อย หนังเรื่องนี้หากเทียบกับฮอลลีวูดก็ถือว่าเรียบกว่า แต่ก็ผ่อนคลายกว่าหนังสองเรื่องที่แล้วมากๆ หนังน่าสนใจที่ความสัมพันธ์ของครอบครัว พ่อกับลูกและพี่กับน้อง ซึ่งสมจริงดีมาก ทั้งผู้เป็นพ่อกับลูกคนเล็กมีความดื้อแฝงฝังอยู่ ขาดพร่องไม่สมบูรณ์ นำไปสู่การทำร้ายกัน และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม แต่ก็ดูน่าเห็นใจ ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ เป็นหนังที่ให้ภาพบาดแผลของครอบครัวได้น่าสนใจที่ดูใกล้ตัวมากๆ
I Fidanzati (1963, Ermanno Olmi)
ตอนแรกดูจากหน้าหนังนึกว่าจะทอดแนวมาจาก Neorealism แต่พอดูไป หนังมีลีลาเชิงกวีอยู่ในอัตาส่วนที่สูงและสอดแทรกอยู่เป็นระยะๆ ภาพในหนังดูสวยและอารมณ์ต่อเนื่องลื่นไหลดีมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพงานเต้นรำในเมือง หรือโรงงาน ชีวิตชนบท งานเทศกาลรื่นเริงในซิซิลี โดยไม่ต้องใช้ภาพพิสดารอะไรเลย
พอดูของแถมมาค่อยไขปริศนาออก ผู้กำกับมีฝีมือทางการถ่ายภาพ และเคยทำงานในโรงงานมาด้วย เขาจึงมองโรงงานด้วยสายตาของคนในและฝีมือทางการถ่ายภาพก็ทำให้เขาสามารถสกัดแง่มุมที่สวยมาเป็นภาพได้ นอกจากนั้นเขายังนับถือปาโซลินี่และรอสเซลลินี่ ตัวหนังถึงไม่เคร่งครัดกับความสมจริงและกล้าจะสอดแทรกภาพที่สร้างอารมณ์เชิงกวีไว้ตลอด (มานึกดู ผู้กำกับปาโซลินี่น่าสนใจจริงๆ แม้เขาอาจจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในแวดวงคนดูหนังของไทย แต่ในบรรดาผู้กำกับอิตาเลียน เขาต้องมีอะไรที่น่าสนใจมากๆ)
The Wind Will Carry Us (1999, Abbas Kiarostami)
หนังที่ปลอดโปร่ง ฉายภาพชีวิตและความตาย ผ่านประสบการณ์ของคนเมืองในโลกชนบท แทบจะโยนเทคนิคการเล่าเรื่องและการเร้าอารมณ์ทิ้ง ผลที่ได้จึงเป็นสัมผัสทางอารมณ์ล้วนๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาความตื่นเต้นของเรื่องเล่าเลย ฉากเด็กสาวรีดนมวัว และฉากนั่งมอเตอร์ไซคล์ตัดทุ่ง นำพาคนดูสู่อาณาจักรภายใน อย่างเรียบง่าย สวยงาม ผ่านท่วงทำนองของบทกวี เป็นหนังที่น่าประทับใจจริงๆ
อืม สัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยหนังที่หนักอึ้งและเน้นการควบคุม และก็ทยอยผ่อนปรนมาเรื่อยๆ จนมาถึงหนังที่รื่นรมณ์เบาสบาย ทั้งที่มิได้วางแผนไว้เลยแฮะ
[top]The wind will carry us
8 มีนาคม 2009, 6:29 pm
เพิ่งได้ดู The wind will carry us (1999, Abbas Kiarostami) อาทิตย์หน้าต้องหาโอกาสดูอีกรอบให้ได้ วันนี้รีบมาค้นหาบทกวีที่พระเอกท่องในฉากรีดนมวัวก่อน
Poem by: Forugh Farrokhzad
Translated by: Sholeh Wolpé
Inside my little night, alas,
the wind has a rendezvous with the leaves;
inside my little night, there is fear
and dread of desolation.
Listen.
Hear the darkness blow like wind?
I watch this prosperity through alien eyes.
I am addicted to my despair.
Listen.
Hear the darkness blow?
This minute, inside this night,
something’s coming to pass. The moon
is troubled and red; clouds
are a procession of mourners waiting
to release tears upon this rooftop,
this rooftop about to crumble, to give way.
A moment,
then, nothing.
Beyond this window, the night quivers,
and the earth once again halts its spin.
From beyond this window, the eyes
of the unknown are on you and me.
May you be green, head to toe—
put your hands like a fevered memory in mine…
these hands that love you.
And cede your lips
like a life-warmed feeling
to the caress of my lovesick lips.
The wind will one day blow us away.
The wind will blow us away.
ปีศาจวิทยาของความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน
8 มีนาคม 2009, 1:42 pm
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ในบทสัมภาษณ์ไทยโพสต์
…การบอกว่าฝ่ายที่ขัดกับเรามันเลวไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นมาร มันเป็นปีศาจชั่วร้าย เขาเรียกว่าปีศาจวิทยาของความขัดแย้ง คือกระบวนการที่เปลี่ยนคนซึ่งเห็นตรงข้ามกับเราเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์…
…ใครทำอันนี้ก็แปลว่าเปิดประตูให้กับความรุนแรงพร้อมที่จะเข้ามา มันสร้างเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้น มันเกิดขึ้นทุกแห่งในโลก โคโซโว รวันดา อันที่สองคือความเชื่อที่ว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดว่าอะไร ในที่สุดก็จะต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา… ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ไม่มีทางออกความรุนแรงก็ยังจะเกิดขึ้น…
…บังเอิญในขณะนี้ความขัดแย้งที่เกิด โดยเฉพาะอันที่สามมันทำให้เรามองอีกฝ่ายกลายเป็นศัตรูไป อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากลัว ไม่เฉพาะในสังคมไทย รวมถึงในโลกนี้ ระบอบประชาธิปไตยหัวใจของมันก็คือมีฝ่ายตรงข้าม แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู สำหรับสังคมไทยขณะนี้มันได้เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้เป็นศัตรู อันนี้อันตราย ฝ่ายตรงข้ามเช่นกีฬา คุณวิ่งแข่ง ชกมวย เล่นแบดมินตัน ก็ต้องมีฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นฝ่ายตรงข้ามสำคัญกับคุณมาก ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีกีฬาทั้งหลายทั้งปวง แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู ถ้านักมวยเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ขึ้นเวทีก็ยิงมันเลย ก็ไม่มีกีฬามวย ไม่มีชัยชนะ มันคนละเรื่องเลย แต่เรากำลังเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นบางอย่างที่น่าอันตราย 7 ตุลามันวางอยู่บนปัญหาแบบนี้…
…ถ้าสังคมไทยอยู่ในสภาพนี้ความรุนแรงก็คาดเดาได้ ผมไปพูดทุกแห่งก็บอกว่ามันก็รอวันจะเกิด ถึงแม้เราสอนเรื่องสันติวิธี ก็เพราะเราสอนสันติวิธีเราจึงเห็นอย่างนี้ ยังไงมันก็จะเกิด เพราะเงื่อนไขของสันติวิธีสัมพันธ์กับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็น ปีศาจ เป็นมาร คือมนุษย์ และเราเองเป็นใคร เราเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็ไม่ได้บริสุทธิ์วิเศษดีกว่าคนอื่น 100 เปอร์เซ็นต์ คนอื่นก็ไม่ได้เลวบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าวันไหนที่สังคมไทยมีความรู้สึกว่าตัวกูบริสุทธิ์ดีกว่าเขาทุกอย่าง อีกฝ่ายหนึ่งเลวไม่มีที่ติเลย ข้อแรกมันไม่เป็นจริง ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์แบบนี้ ไม่มีใครเลวบริสุทธิ์ ไม่มีใครดีบริสุทธิ์ ที่เห็นๆ กันอยู่ก็ไม่ใช่อริยบุคคลกันทั้งนั้น ก็เป็นคนธรรมดา และเรากำลังทำให้คนรู้สึกว่าไอ้นี่มันเลวบริสุทธิ์ ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีทางให้อภัยกัน ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ ทางออกมันก็เลยเป็นอย่างนี้…
…คือถ้าสมมติว่าฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่ง ไม่ฝักใฝ่อีกฝ่ายหนึ่ง มันแปลว่าฝ่ายที่เราฝักใฝ่เป็นฝ่ายที่ถูก ฝ่ายที่เราไม่ฝักใฝ่เป็นฝ่ายที่ผิด นี่คือลักษณะของ 2 พวกแรก ฝักใฝ่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจจะบอกว่าในแต่ละฝ่ายก็มีทั้งความดี-ไม่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอาจจะต้องคิด ก็คือลองไตร่ตรองดูสิว่า ฝ่าย ก. ฝ่าย ข. มีข้อดี-ไม่ดีอยู่ตรงไหน ก็มองโลกอย่างที่มันเป็นจริงถึงจะเชื่อมของพวกนี้ได้ ไม่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นเทวดา อีกฝ่ายเป็นปีศาจ แต่เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายเป็นมนุษย์ พูดอย่างในทางวิชาปรัชญาก็บอกว่ามนุษย์มันต่างจากเทวดาและปีศาจ เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เลว 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้มนุษย์มีทางเลือก เทวดาไม่มีทางเลือก ต้องดีตลอดเวลา ปีศาจก็ต้องทำความชั่วตลอดเวลา หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาเลยอยู่กับมนุษย์ ก็สอนมนุษย์ว่าจะทำอย่างไร แต่ในที่สุดทางเลือกที่มนุษย์ทำก็จะพามนุษย์ว่าจะไปสู่เทวดาหรือปีศาจในที่ สุด คนไทยก็คล้ายๆ ต้องเลือกในตอนนี้…
[top]…อันนี้มันไม่ใช่ปัญหาของคนที่เป็นทายาทของเดือนตุลา แต่หมายความว่าความขัดแย้งทุกชนิดเวลาที่มีลักษณะแบบนี้มันก็จะนำมาสู่ความรุนแรง ถ้ายังอาศัยปีศาจวิทยาแบบนี้มันก็เปิดประตูรอให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าปากจะพูดอะไรแต่ถ้าใส่ความเกลียดชังลงไป ทำให้ทุกคนเชื่อฟังคนที่นำอย่างเดียว มันก็กลายเป็นปัญหาอย่างนี้ แทนที่จะมีหลักในทางกาลามสูตรบ้างในระบบคิดของสังคม จะได้ยับยั้งชั่งใจ จะได้ตั้งข้อสังเกต จะได้ไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นทุกอย่าง ประชาชนก็ควรจะตั้งข้อสังเกตกับทั้ง 2 ฝ่าย สื่อเองต้องระมัดระวัง ต้องตั้งข้อสังเกต อย่าเชื่ออะไรง่าย…
ความกล้าหาญ
8 มีนาคม 2009, 2:02 am
[top]เพราะความกล้าหาญเท่านั้นที่จะทำให้เรามองเห็นโอกาสของการสร้างสรรค์ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่มืดมนอนธการได้ แต่หัวใจที่ไม่กล้าหาญจะทอดอาลัยอยู่กับการหลบเอาตัวรอดหรือการตอบโต้ด้วยมาตรการเชิงลบเพียงอย่างเดียว
เทศบาลเมืองยะลา
นิธิ เอียวศรีวงศ์
