ปีศาจวิทยาของความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน
8 มีนาคม 2009, 1:42 pm
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ในบทสัมภาษณ์ไทยโพสต์
…การบอกว่าฝ่ายที่ขัดกับเรามันเลวไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นมาร มันเป็นปีศาจชั่วร้าย เขาเรียกว่าปีศาจวิทยาของความขัดแย้ง คือกระบวนการที่เปลี่ยนคนซึ่งเห็นตรงข้ามกับเราเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์…
…ใครทำอันนี้ก็แปลว่าเปิดประตูให้กับความรุนแรงพร้อมที่จะเข้ามา มันสร้างเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ต้น มันเกิดขึ้นทุกแห่งในโลก โคโซโว รวันดา อันที่สองคือความเชื่อที่ว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดว่าอะไร ในที่สุดก็จะต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา… ถ้าเราเชื่อว่าสังคมนี้ไม่มีทางออกความรุนแรงก็ยังจะเกิดขึ้น…
…บังเอิญในขณะนี้ความขัดแย้งที่เกิด โดยเฉพาะอันที่สามมันทำให้เรามองอีกฝ่ายกลายเป็นศัตรูไป อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่ากลัว ไม่เฉพาะในสังคมไทย รวมถึงในโลกนี้ ระบอบประชาธิปไตยหัวใจของมันก็คือมีฝ่ายตรงข้าม แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู สำหรับสังคมไทยขณะนี้มันได้เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้เป็นศัตรู อันนี้อันตราย ฝ่ายตรงข้ามเช่นกีฬา คุณวิ่งแข่ง ชกมวย เล่นแบดมินตัน ก็ต้องมีฝ่ายตรงข้าม เพราะฉะนั้นฝ่ายตรงข้ามสำคัญกับคุณมาก ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีกีฬาทั้งหลายทั้งปวง แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ศัตรู ถ้านักมวยเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ขึ้นเวทีก็ยิงมันเลย ก็ไม่มีกีฬามวย ไม่มีชัยชนะ มันคนละเรื่องเลย แต่เรากำลังเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นบางอย่างที่น่าอันตราย 7 ตุลามันวางอยู่บนปัญหาแบบนี้…
…ถ้าสังคมไทยอยู่ในสภาพนี้ความรุนแรงก็คาดเดาได้ ผมไปพูดทุกแห่งก็บอกว่ามันก็รอวันจะเกิด ถึงแม้เราสอนเรื่องสันติวิธี ก็เพราะเราสอนสันติวิธีเราจึงเห็นอย่างนี้ ยังไงมันก็จะเกิด เพราะเงื่อนไขของสันติวิธีสัมพันธ์กับอีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ในฐานะที่เขาเป็น ปีศาจ เป็นมาร คือมนุษย์ และเราเองเป็นใคร เราเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เราก็ไม่ได้บริสุทธิ์วิเศษดีกว่าคนอื่น 100 เปอร์เซ็นต์ คนอื่นก็ไม่ได้เลวบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าวันไหนที่สังคมไทยมีความรู้สึกว่าตัวกูบริสุทธิ์ดีกว่าเขาทุกอย่าง อีกฝ่ายหนึ่งเลวไม่มีที่ติเลย ข้อแรกมันไม่เป็นจริง ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์แบบนี้ ไม่มีใครเลวบริสุทธิ์ ไม่มีใครดีบริสุทธิ์ ที่เห็นๆ กันอยู่ก็ไม่ใช่อริยบุคคลกันทั้งนั้น ก็เป็นคนธรรมดา และเรากำลังทำให้คนรู้สึกว่าไอ้นี่มันเลวบริสุทธิ์ ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีทางให้อภัยกัน ไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ ทางออกมันก็เลยเป็นอย่างนี้…
…คือถ้าสมมติว่าฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่ง ไม่ฝักใฝ่อีกฝ่ายหนึ่ง มันแปลว่าฝ่ายที่เราฝักใฝ่เป็นฝ่ายที่ถูก ฝ่ายที่เราไม่ฝักใฝ่เป็นฝ่ายที่ผิด นี่คือลักษณะของ 2 พวกแรก ฝักใฝ่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจจะบอกว่าในแต่ละฝ่ายก็มีทั้งความดี-ไม่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอาจจะต้องคิด ก็คือลองไตร่ตรองดูสิว่า ฝ่าย ก. ฝ่าย ข. มีข้อดี-ไม่ดีอยู่ตรงไหน ก็มองโลกอย่างที่มันเป็นจริงถึงจะเชื่อมของพวกนี้ได้ ไม่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นเทวดา อีกฝ่ายเป็นปีศาจ แต่เห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายเป็นมนุษย์ พูดอย่างในทางวิชาปรัชญาก็บอกว่ามนุษย์มันต่างจากเทวดาและปีศาจ เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เลว 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้มนุษย์มีทางเลือก เทวดาไม่มีทางเลือก ต้องดีตลอดเวลา ปีศาจก็ต้องทำความชั่วตลอดเวลา หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาเลยอยู่กับมนุษย์ ก็สอนมนุษย์ว่าจะทำอย่างไร แต่ในที่สุดทางเลือกที่มนุษย์ทำก็จะพามนุษย์ว่าจะไปสู่เทวดาหรือปีศาจในที่ สุด คนไทยก็คล้ายๆ ต้องเลือกในตอนนี้…
[top]…อันนี้มันไม่ใช่ปัญหาของคนที่เป็นทายาทของเดือนตุลา แต่หมายความว่าความขัดแย้งทุกชนิดเวลาที่มีลักษณะแบบนี้มันก็จะนำมาสู่ความรุนแรง ถ้ายังอาศัยปีศาจวิทยาแบบนี้มันก็เปิดประตูรอให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าปากจะพูดอะไรแต่ถ้าใส่ความเกลียดชังลงไป ทำให้ทุกคนเชื่อฟังคนที่นำอย่างเดียว มันก็กลายเป็นปัญหาอย่างนี้ แทนที่จะมีหลักในทางกาลามสูตรบ้างในระบบคิดของสังคม จะได้ยับยั้งชั่งใจ จะได้ตั้งข้อสังเกต จะได้ไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นทุกอย่าง ประชาชนก็ควรจะตั้งข้อสังเกตกับทั้ง 2 ฝ่าย สื่อเองต้องระมัดระวัง ต้องตั้งข้อสังเกต อย่าเชื่ออะไรง่าย…
ความกล้าหาญ
8 มีนาคม 2009, 2:02 am
[top]เพราะความกล้าหาญเท่านั้นที่จะทำให้เรามองเห็นโอกาสของการสร้างสรรค์ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่มืดมนอนธการได้ แต่หัวใจที่ไม่กล้าหาญจะทอดอาลัยอยู่กับการหลบเอาตัวรอดหรือการตอบโต้ด้วยมาตรการเชิงลบเพียงอย่างเดียว
เทศบาลเมืองยะลา
นิธิ เอียวศรีวงศ์
สถานีวิทยุออนไลน์สำหรับฟังดนตรีคลาสสิค
7 มีนาคม 2009, 1:21 pm
ตอนคุยกันเรื่องดนตรีคลาสสิค คุณ 604pc แนะนำสถานีวิทยุ BBC อ. ปิยบุตรแนะนำสถานีของฝรั่งเศส เห็นว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจมากเลยลองมาค้นเพิ่ม พบเยอะเลยทั้งในยุโรปและอเมริกา
คิดว่าช่วงเริ่มต้นคงฟังหลักๆ สามที่
[top]หนังน่าสนใจที่ดูสัปดาห์ที่แล้ว
5 มีนาคม 2009, 1:40 am
Distant (2002, Nuri Bilge Ceylan)
เคยคุยกับคุณ pallas ไว้ว่าจะหาหนังตุรกีมาดู เจอเรื่องนี้ก็เลยลองก่อน ผู้กำกับเป็นช่างภาพ และก็เป็นนักอ่านที่ชอบเชคอฟ หนังจึงดำเนินไปด้วยชั้นเชิงและประสบการณ์ของช่างภาพ และมองโลกกับมนุษย์ด้วยสายตาแบบเชคอฟ ลีลาช้าเนิบ ปราศจากโครงเรื่อง แต่เต็มไปด้วยสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน หนังเล่นกับภาพวิถีชีวิตของคนเมือง ทำให้ใกล้ตัวทีเดียว ผู้กำกับเก่งจริงๆ ที่ทำให้มันน่าสนใจได้
Cocoon (1995, Nuri Bilge Ceylan)
หนังสั้นเรื่องแรกของผู้กำกับ แสดงให้เห็นความสนใจทางด้านภาพของเขาได้เป็นอย่างดี
The Death of Mister Lazarescu (2005, Cristi Puiu)
ดูตามวิธีการแล้ว คล้ายกับ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days (2007, Cristian Mungiu) แต่สัมผัสกับเรื่องนี้ได้มากกว่า (อาจเป็นเพราะ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days มันเป็นเรื่องราวและปัญหาของผู้หญิง) ที่น่าสนใจที่สุดคือไปพบคำวิจารณ์เรียกลักษณะหนังเรื่องนี้ว่า Kafkaesque ซึ่งช่วยต่อยอดได้ดี เพราะเคยมีประสบการณ์ในชีวิตที่มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้และทำให้คิดถึงคาฟคาจริงๆ
ตอนนี้วางแผนไว้ว่าจะอ่าน การไต่สวน (ฟรานซ์ คาฟคา/ตวงพร พงษ์โสภาวิจิตร แปล) อ่านจบแล้วเดี๋ยวเขียนถึงหนังเรื่องนี้กับคาฟคาอีกที
La Commare secca (1962, Bernardo Bertolucci)
หนังเรื่องแรกของแบร์โตลุคชี ลองค้นทาง’เน็ต เห็นมีคนเทียบกับ ราโชมอน ซึ่งไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก ราโชมอนใช้เหตุการณ์ฆาตกรรมเป็นแกนกลางสำคัญ การเล่าเรื่องของแต่ละคนแวดล้อมเหตุการณ์แกนกลางนี้ แม้ต่างคนจะเล่าต่างกันไป แต่เหตุการณ์กลาง (การฆาตกรรม) เป็นจุดร่วมผูกตัวละครและเรื่องเล่าของแต่ละคนเข้าด้วยกัน
เรื่องนี้ของแบร์โตลุคชีสัมผัสอารมณ์แบบอื่นมากกว่า พอได้ดูเขาเล่าความหลังเกี่ยวกับหนังแล้ว ต่อยอดต่อไปได้ว่าความต่างนั้นอยู่ที่หนังเรื่องนี้เล่นสนุกกับการบ่อนเซาะความสำคัญของเหตุการณ์กลางนั้นเอง หนังมีการไต่สวนแบบราโชมอน ซึ่งโดยลักษณะแล้ว การไต่สวนคือการพยายามเชื่อมโยงรายละเอียดให้เป็นเหตุเป็นผลกัน จนเป็นโครงเรื่องเล่าเพื่อนำไปสู่การคลี่คลาย แต่การเล่าของแต่ละตัวละครในเรื่องนี้กลับไม่มีอะไรเกี่ยวกับเจ้าเหตุการณ์ฆาตกรรมนี้ซักเท่าไหร่เลย ตรงกันข้าม จุดน่าสนใจของแต่ละเรื่องราวกลับไปอยู่ที่สิ่งละอันพันละน้อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ที่น่าสนใจที่สุดคือดูเหมือนสิ่งร้อยรัดเรื่องและตัวละครไว้ด้วยกันคือสายฝนตอนบ่ายๆ และบรรยากาศอ้อยอิ่งตอนค่ำในสวนใกล้สถานที่ฆาตกรรม แม้ดูบางเบา แบร์โตลุคชีใช้คำว่าเขาพยายามจะผูกสัมพันธ์นั้นไว้ใน เชิงกวี็ เขาพยายามถ่ายทอดความเนิ่นนานของเวลา
Blow-Up (1966, Michelangelo Antonioni)
หนังแอนโทนีโอนีเรื่องนี้มีคนวิเคราะห์ไว้เต็มไปหมด คุณภัควดีเขียนถึงใน วารสารอ่าน โดยส่วนตัวคิดว่าหนังแอนโทนีโอนีน่าจะดูเหมือนกับดูภาพวาดหรือฟังเพลงบรรเลงนะ เรื่องนี้มีห้วงขณะที่น่าประทับใจเยอะมาก บ้างก็ sexy บางทีอ้อยอิ่งชวนพิศวง ก็สมกับกิตติศัพท์ความโด่งดังของหนัง
The Trial of Joan of Arc (1962, Robert Bresson)
เคยพยายามทำความเข้าใจตรรกะทางความงามของหนังแบรสซง พอได้ดูเรื่องนี้กับดูของแถมต่างๆ ช่วยได้เยอะเหมือนกัน คิดว่าการถ่ายภาพของเขาเป็นปริศนาสำคัญที่สุด และการลดทอนทุกๆ องค์ประกอบโดยเฉพาะการแสดงก็ด้วย
หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ มีแค่สามฉากเองมั้ง หนังยาวแค่ชั่วโมงเดียว ฉากสุดท้ายก็สั้น แต่เป็นจังหวะที่เข้มข้นมาก
[top]กุมภาพันธ์: บันทึกการทดลองในช่วงที่ผ่านมา
2 มีนาคม 2009, 6:44 pm
งาน
- เปิดตัว vaivaisoft ให้ได้ ตอนนี้ใกล้จะสำเร็จเต็มที่แล้ว
- พยายามจัดสรรเวลาในชีวิตให้ลงตัวที่สุด เพราะอุตสาห์ไม่เลือกใช้ชีวิตเป็นพนักงานบริษัท ก็ขอใช้ให้คุ้มหน่อย หลังจากทดลองหลายรูปแบบ ตอนนี้ค่อนข้างลงตัวแล้วว่าทำงานที่ห้องสมุด TCDC น่าจะเหมาะที่สุด ส่วนวันจันทร์ที่ TCDC หยุดก็ไปทำที่ True Coffee จามจุรีสแควร์
หนัง
ที่เลือกทำงานที่ห้องสมุด TCDC ก็เพราะมีหนังให้เลือกดู พยายามดูหนังให้ได้วันละเรื่องตอนเย็น เท่าที่ลองมายังไม่ค่อยลงตัวแฮะ บางทีถูกเวลางานกินเยอะไปหน่อย ห้องสมุดปิดก่อนหนังจบทุกที ต้องมาดูต่อในถัดมา อารมณ์ไม่ต่อเนื่องเลย
หนังที่ได้ดูในห้องสมุด TCDC
- Distant (2002, Nuri Bilge Ceylan)
- Cocoon (1995, Nuri Bilge Ceylan)
- The Death of Mister Lazarescu (2005, Cristi Puiu)
- La Commare secca (1962, Bernardo Bertolucci)
- Blow-Up (1966, Michelangelo Antonioni)
- The Trial of Joan of Arc (1962, Robert Bresson)
หกเรื่องนี้ต้องเขียนถึงใน entry หน้า โดยเฉพาะ The Death of Mister Lazarescu
หนังดูจาก DVD ที่บ้าน
- White Mane (1953, Albert Lamorisse)
- Paddle to the sea (1966, Bill Mason)
หนังที่ดูในโรงภาพยนตร์
- The Curious Case of Benjamin Button (2008, David Fincher)
- The Wrestler (2008, Darren Aronofsky)
- Valkyrie (2008, Bryan Singer)
- The Reader (2008, Stephen Daldry)
- Revolutionary Road (2008, Sam Mendes)
หนังดูที่สมาคมฝรั่งเศส
- Rien à faire (1999, Marion Vernoux)
อืม เดือนนี้ไปดูเรื่องเดียวเองแฮะ -_-”
ดนตรี
ตอนนี้ลองฟังดนตรีจากสถานีวิทยุ BBC อยู่ เน้นที่ BBC Radio 3 ช่องคลาสสิค เป็นหลักก่อน ดีแฮะ เดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ตแล้วดีมาก ได้ฟังแบบเดียวกับคนอังกฤษเลย
- รู้สึกว่าเค้าเน้นงานจากคีตกวีจากอังกฤษเยอะแฮะ ซึ่งก็ดี เพราะที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยได้ฟังงานของอังกฤษเท่าไหร่
- คนจัดรายการสร้างสมดุลระหว่างดนตรีสมัยใหม่กับ Standard Repertoire ได้ลงตัวดีมาก
- พยายามให้เวลากับช่อง BBC Radio 4 และ BBC 6 Music ด้วย
หนังสือ
- ชุมชนจินตนกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม (เบน แอนเดอร์สัน/ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล) อ่านยากพอดูทีเดียว คืบหน้าค่อนข้างช้า
- ความมั่งคั่งปฏิวัติ (อัลวิน-ไฮดี้ ทอฟเลอร์/สฤณี อาชวานันทกุล แปล) โดนชุมชนจิตนกรรมแทรก
สองเล่มนี้น่าสนใจมาก อ่านจบต้องเขียนถึงอีก โดยเฉพาะ ชุมชนจินตนกรรม
นิทรรศการ/งานสัมนา
- นิทรรศการ อจีรังคือโอกาส (TCDC)
- สัมนา อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์
- สัมนา ดนตรีในสังคมวัฒนธรรม: มุมมองข้ามสาขาวิชากรอบความคิด
คุณประชาใน อ่านความเป็นไทยในวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ น่าสนใจจริงๆ โชคดีเจอแกอีกครั้งบนรถไฟฟ้า เห็นแกว่าได้พูดไปส่วนเดียว เพราะเวลาหมด
[top]